คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : อริยสัจเพื่อล่วงโควิดภัย-ภาคเรา

ดังได้กล่าวไปในตอนที่แล้วว่าหากเราจะแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุ เรื่องที่เรารับได้ตรงกันแล้วคือโอกาสที่เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตกันอย่างเดิมก่อนการระบาดของไวรัสโควิดนี้ภายในหนึ่งถึงสองปีจากนี้คงเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าจะพิจารณาจากสถานการณ์ของโลกหรือของประเทศเราก็ตาม

หากสิ่งที่อาจจะทำใจยอมรับได้ยากอยู่บ้าง คือ ที่ผ่านมา เราเอง ในฐานะของประชาชนทั่วไปก็มีส่วนในความหละหลวมอยู่บ้างด้วยเช่นกัน แม้ว่าความหละหลวมนั้นจะมีส่วนที่จะโทษทางภาครัฐและราชการได้อยู่มากก็ตาม

ส่วนหนึ่งเพราะความพยายามในการสร้างผลงานเชิงสถิติตัวเลขในการแพร่ระบาดระยะแรกในช่วงปีที่แล้ว ทำให้เราคิดว่าสถานการณ์ของประเทศเรานั้นไม่ได้แย่นักทั้งผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยหนัก และผู้เสียชีวิต จนบางคนเชื่ออย่างจริงจังว่า โควิด-19 ก็เหมือนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ธรรมดาๆ ที่อาจจะร้ายแรงกับคนอื่นทั่วไปในโลก แต่เพราะคนไทยเรามีภูมิคุ้มกันพิเศษ หรืออาจจะเป็นเพราะภูมิประเทศหรือภูมิอากาศเฉพาะตัวที่ทำให้เชื้อไวรัสร้ายนี้อ่อนลงได้ ซึ่งปี 2564 คงแสดงให้เห็นแล้วว่าทั้งหลายล้วนไม่เป็นความจริง

แต่เพราะอย่างนั้นก็ทำให้เราทั้งหลายใช้ชีวิตกันอย่าง “ปกติ” มาร่วมครึ่งปีนับแต่การผ่อนคลายมาตรการที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็น 0 ติดต่อกันอยู่นานหลายเดือน จุดและขีดที่เคยกำหนดไว้ตามที่สาธารณะเพื่อเว้นระยะห่างลบเลือนจางหาย เช่นเดียวกับมาตรการทำงานที่บ้านทั้งเอกชนและราชการ เราเริ่มจัดงานรวมตัวกัน ไปทำงานกันตามปกติเต็มอัตราด้วยระบบขนส่งมวลชนล้นแน่น ตามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าแม้จะมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิก็เดินผ่านกันได้เฉยๆ ไม่มีคนเฝ้า หรือถึงจะใช้ระบบสแกนอุณหภูมิอัตโนมัติก็ไม่มีใครสนใจตรวจดู หรือถึงมีห้างร้านไหนยังจัดคนมาดู แต่ถ้ามีคนฝ่าฝืนก็ไม่มีใครว่าอะไร และไม่ต้องพูดถึงแอพพลิเคชั่น “ไทยชนะ” ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง หรือการลงชื่อที่ไม่รู้ว่าลงแล้วเอาไปทำอะไร มีการเอาไปจัดเก็บไว้อย่างไรหรือไม่ (รวมถึงสามารถเขียนไส้เดือนกิ้งกืออะไรลงไปได้เช่นกัน)

เรานั่งรับประทานอาหารในร้านกันได้ตามปกติ สถานบันเทิงก็เปิดกันอยู่ตามปกติ แม้จะมีการระบาดรอบสอง เราก็แค่ตกใจกันนิดหน่อย เข้มงวดเรื่องการตรวจวัดอุณหภูมิกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมมากนัก หากจะมีอะไรที่เคร่งครัดจริงจังที่สุดกันอยู่บ้าง คงได้แก่การสวมหน้ากากอนามัยที่เหมือนไม่มีใครฝ่าฝืนหลีกเลี่ยง

จนกระทั่ง “ของจริง” มาเยือน เมื่อไวรัสสายพันธุ์อังกฤษแพร่ระบาดออกมาจากคลัสเตอร์สถานบันเทิงและแพร่ระบาดไปทั่วประเทศได้ ตามด้วยทุกสายที่กลายพันธุ์และร้ายแรงซับซ้อนที่พบแล้วเกือบทั้งหมดในวันนี้

ไม่มีใครรู้ หรือรับประกันได้หรอกว่า ถ้าเรายังเข้มงวดกับการรักษาระยะห่าง และรักษามาตรการต่างๆ กันเช่นเดียวกับตอนที่เคร่งครัดกันในช่วงของการแพร่ระบาดรอบแรก สถานการณ์ของเราจะดีกว่าจุดที่เป็นและเห็นอยู่หรือไม่ เปล่าประโยชน์ที่จะหวนระลึก เพราะปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นแล้ว และเราจะต้องประคับประคองไม่ให้มันเลวร้ายไปกว่านี้ในอนาคต

ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดไม่ใช่การมาชี้โทษกันเอง และต้องย้ำอีกครั้งว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ “รัฐ” และภาคราชการที่มีอำนาจล้นพ้นคือผู้ต้องรับผิดชอบ ก็เพราะพวกเขานั่นแหละที่มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงอำนาจในการบังคับกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรการดังกล่าวด้วย (อย่างน้อยก็คือเรื่องมาตรการเกี่ยวกับการ Work form home หรือการขนส่งสาธารณะ และการกวดขันเรื่องการรักษาระยะห่างในที่สาธารณะที่เรากำหนดเองไม่ได้)

ทั้งอย่างที่เรารู้กันและได้ชี้ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่า พวกเขาใช้มาตรการดังกล่าวไป เพื่อหวังผลในทางการเมืองเสียมากกว่า คงไม่ต้องเสียเวลาจะต้องกล่าวซ้ำสำหรับประเด็นนี้

แต่หลังจากนี้ เราอาจจะต้องยอมรับแล้วว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นสามารถแพร่ระบาดและติดต่อกันได้ง่ายกว่าที่คิด และด้วยการควบคุมอันหละหลวม บัดนี้เรามีเชื้อไวรัสที่พัฒนาแล้วครบทุกสายพันธุ์ ในขณะที่วัคซีนที่มีอย่างเป็นทางการในประเทศเราเพียงสองยี่ห้อ และหนึ่งในนั้นมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือในการสร้างภูมิคุ้มกันอีกต่างหาก และยังไม่ต้องพูดว่าต่อให้ยอมฉีดแบบไม่ต้องเลือก ก็ใช่ว่าจะหาฉีดได้ในเวลาใกล้

เช่นนี้หนทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรักษาระยะห่างระหว่างกันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

เราอาจจะต้องยอมสละความเคยชินในการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น การรับประทานอาหารที่ร้านว่า การเว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะ และระหว่างคนนั้นมันมีผลต่อการป้องกันได้จริง แม้ว่าการให้นั่งเว้นระยะห่างระหว่างกันมันจะดูไม่เข้าท่าแค่ไหน แต่มันก็มีคนที่ติดเพราะไปกินอาหารร่วมวงกับคนอื่นมาแล้วจริง แม้จะรู้จักกัน หรือมาด้วยกันก็ตาม

การที่เราพยายามต่อรองจะขอ “เลี่ยง” มาตรการที่ร้านเขาจะต้องปฏิบัตินั้น ก็เป็นการสร้างความเคยชินในการ “ขยับเส้น” ของความปลอดภัยของส่วนรวมออกไปได้เช่นกัน

วงจรสลายวิถีใหม่กลายเป็นวิถีเดิมภายใต้วิกฤตใหม่นั้นเริ่มจากการที่ภาครัฐกำหนดมาตรการที่บางอย่างก็ดูเข้มงวดอย่างหว่านแหไร้สาระ และยากต่อการปฏิบัติ ทำให้ไม่มีใครอยากปฏิบัติไม่ว่าจะฝ่ายลูกค้า หรือผู้ประกอบการ จนเกิดการเกี่ยงงอนหย่อนย่อ หรือต่อรองจากฝ่ายผู้ใช้บริการ ส่วนฝ่ายผู้ให้บริการก็ไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้เสียลูกค้า หรืออาจจะไม่มีกำลังคน หรือเวลาพอที่จะเข้มงวดตามมาตรการ ประกอบกับการที่ไม่มีการตรวจสอบกวดขันอย่างจริงจังจากภาครัฐ (และตัวเลขติดเชื้อที่เป็น 0 อยู่เป็นเวลานาน) ในที่สุดก็เกิดการหย่อนเกณฑ์ลงจนสู่สภาวะปกติ ที่พร้อมจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เจ็บหนักกันได้เมื่อมีการระบาดหนัก

ดังนั้นเราอาจจะต้องยอมอดทนกันสักนิดในแง่นี้ที่จะเรียกร้องการกำหนดมาตรการที่สมเหตุสมผลที่ปฏิบัติได้จริงอย่างไม่เป็นภาระกับทุกฝ่าย ที่ยังรักษาความปลอดภัยของสุขอนามัยส่วนรวมได้ โดยเรายังใช้บริการและผู้ประกอบการก็เปิดกิจการไปได้ โดยลดความสะดวกสบายลงบ้างทุกฝ่าย อย่างยอมรับว่า เรากลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมไม่ได้แล้วจริง

รวมถึงการใช้บริการระวังรักษาความหนาแน่นในห้างร้าน หรือสถานที่สาธารณะด้วย จริงอยู่ที่มันควรจะเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะทำระบบคำนวณจำนวนคนต่อพื้นที่ ซึ่งสามารถเตือนได้ทันทีหากจำนวนคนจะเกินความหนาแน่นที่พอจะรักษาระยะห่างระหว่างกันได้ (ระบบนั้นถ้าจะมีก็ควรจะเป็นแอพพ์ “ไทยชนะ” อะไรนั่นแหละ) แต่เมื่อมันไม่มีและมันทำไม่ได้ เราก็อาจจะต้องสังเกตเอาเองว่าที่ที่เรากำลังจะเข้าไปนั้นเกินความหนาแน่นที่ควรจะเป็นหรือไม่ รวมถึงรักษาระยะระหว่างเรากับคนอื่นๆ

อีกทั้งเราอาจจะต้องปรับใจยอมรับให้ได้ว่าการทำงานแบบ Work from home ก็อาจจะเป็นหนทางบังคับเลือกสำหรับช่วงเวลาที่ไม่รู้จะจบสิ้นได้เมื่อไรนี้

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน ทุกกิจการ หรือทุกตำแหน่ง จะสามารถทำงานแบบ Work from home ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีใครทำได้ เพียงแต่เราต้องมาคิดกันอย่างจริงจังว่า ใครบ้างที่ทำได้ และทำได้แค่ไหน ทำได้อย่างไร ที่จะสามารถได้ผลิตผลเท่าเดิมในสภาพการทำงานที่ลดการต้องเข้ามาเจอกันในสถานที่ปฏิบัติงานได้มากที่สุด

ที่ผ่านมา โลกเรามีวัฒนธรรมการทำงานแบบมีเวลาทำงานตายตัว ต้องมาทำงานในที่ทำงานแบบ 5-6 วันต่อสัปดาห์ ต้องมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น หรือนำเสนองาน นั่นเพราะมันเป็นวิธีทำงานที่สะดวกง่ายดายที่สุด และแม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราก็ไม่เคยทบทวนกันจริงจังว่า เราจำเป็นต้องทำงานกันในสภาพเดิมหรือไม่ เพราะก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

แต่ในตอนนี้ความจำเป็นนั้นมาถึงโดยไวรัสโควิดนั้นบังคับให้ทุกบริษัท และทุกองค์กรจำเป็นที่จะต้องคิดใหม่และวางระบบนั้นแล้ว อันที่จริงก่อนหน้าก็มีบริษัท และองค์กรจำนวนหนึ่งเริ่มปรับวิธีคิดเรื่องของวัน และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น โดยอาศัยเนื้องานเป็นที่ตั้งมาแล้วก่อนหน้านั้น แล้วก็พบว่าเอาเข้าจริงเราไม่จำเป็นต้องทำงานแบบใช้กรอบวันและเวลาทำงานเป็นตัวตั้งก็สามารถได้เนื้องานเท่าเดิมได้ภายใต้การออกแบบระบบที่ดีพอ ด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารที่ไม่ได้มีแค่รถยนต์กับโทรศัพท์ หรือโทรเลขไปรษณีย์ เช่นที่เราไม่ต้องรออ่านนิตยสารข่าวต่างประเทศที่ส่งมาทางเมล์อากาศเหมือนสมัยหลังสงครามโลกฉันใด เราก็อาจไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานห้าวันต่อสัปดาห์ หรือประชุมกันทุกวันเหมือนโลกของการทำงานสมัยก่อนได้ฉันนั้น

และเมื่อมาตรการทำงานแบบ Work from home เป็นการปรับตัวอันเป็นประโยชน์ในการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาด เพื่อความปลอดภัยส่วนรวม ภาครัฐเองก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนบริษัท หรือองค์กรที่ใช้มาตรการนี้ได้สำเร็จด้วยเพื่อเป็นรางวัลและแรงจูงใจ นี่เป็นประเด็นที่เราจะต้องเรียกร้องร่วมกัน เพื่อให้ความปกติใหม่เกิดขึ้นได้จริงในอนาคตที่ยังมองทางออกไม่เห็นในขณะนี้

สุดท้ายนี้ สิ่งที่เราต้องยอมรับกันและเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือเรา “โชคร้าย” ได้พบกับวิกฤตระดับโลกนี้ในยามที่เรามีกลไกรัฐที่หวังพึ่งพาได้ยากที่สุด อันเป็นผลมาจากความมักง่ายทางการเมืองร่วมกันของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง และประชาชนจำนวนหนึ่งที่ร่วมรู้เห็นสร้างสถานการณ์จนเกิดเป็นการรัฐประหารเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งส่งผลอุบาทว์นั้นมาจนทุกวันนี้

เป็นผลให้เรามีรัฐบาลที่ไม่มีที่มาอย่างชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย พวกเขาจึงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อประชาชน เช่นเดียวกับกลไกราชการที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเช่นนั้น จึงหวังยากว่าการใช้อำนาจของพวกเขาจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เรื่องอะไรที่เรารู้สึกว่าเขาคิด หรือทำแบบนั้นไปได้อย่างไร เช่น นโยบายให้พลิกแพลงแบ่งวัคซีนที่เตรียมไว้สำหรับ 10 โดสให้ฉีดให้ได้เป็น 12 โดส (แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ของรัฐในวิชาชีพแพทย์ออกมาสมอ้างรับรองว่าสามารถทำได้) หรือการกู้เงินมาเพิ่มอีกโดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโดยไม่ลืม “แบ่ง” ให้หน่วยงานที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวข้องอะไรกับการป้องกันโรค หรือเศรษฐกิจและสังคมแม้แต่น้อยไปร่วมใช้จ่ายด้วย มันก็มีคำตอบเดียวที่น่าเศร้าว่านั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้เห็นว่ามีพวกเราอยู่ในเรื่องราวนี้เลย

นี่คือบทเรียนที่ต้องทบทวนเล่าขาน และสาปแช่งทุกคนที่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้กันไปจนชั่วลูกหลานเพื่อให้แน่ใจว่า พวกมักง่ายทางการเมืองนี้จะสูญพันธุ์ไปพร้อมกับไวรัส

กล้า สมุทวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พุทธศาสนิกชนขอนแก่น พาครอบครัวทำบุญเนื่องในวันวิสาขบูชา ขณะที่วัดงดจัดกิจกรรมเวียนเทียน (มีคลิป)
บทความถัดไปปลัด สธ.เผยผลศึกษาประสิทธิผลวัคซีนซิโนแวคที่ภูเก็ต ลดโอกาสติดเชื้อโควิด 83.3%