หน้าแรก คอลัมนิสต์ ออง ซาน ซูจี ...

ออง ซาน ซูจี กับการปรากฏตัวครั้งแรกหลังรัฐประหาร

28.05.21 | 13:00 น.

ท่ามกลางข่าวเรื่องการยุบพรรค NLD ออง ซาน ซูจี ปรากฏครั้งแรกหลังเกิดรัฐประหารมาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ซูจีอยู่ในห้องพิจารณาคดีกับประธานาธิบดีวิน มยิ้น จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ออง ซาน ซูจี และอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรค NLD ยังถูกควบคุมตัวอยู่และถูกปิดกั้นข่าวสารจึงทำให้พวกเขาไม่ทราบสถานการณ์การประท้วงและความรุนแรงที่เกิดขึ้น การนัดไต่สวนของศาลพิเศษที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ออง ซาน ซูจี เดินทางไปศาลด้วยตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับทราบข้อกล่าวหาและพยายามต่อสู้คดีทางออนไลน์มาตลอด คณะรัฐประหารยังยืนยันคำเดิมว่าการควบคุมตัวออง ซาน ซูจี และผู้นำพรรค NLD ไม่ได้เกิดจากความต้องการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง แต่เป็นเพราะ NLD ได้ทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งจริง อู เตง โซ (U Thein Soe) ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนใหม่ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเข้ามายังกล่าวกับสื่อว่าพรรค NLD ต้องถูกยุบด้วยปัญหาการทุจริตโกงการเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และอู เตง โซ คนเดิมยังเรียกพรรค NLD ว่าเป็น “ผู้ทรยศชาติ” ด้วย

ออง ซาน ซูจี ในห้องพิจารณาคดี 24 พฤษภาคม (ภาพจาก FB: Natty in Myanmar)

ออง ซาน ซูจี ถูกตั้งข้อหาไปแล้ว 6 ข้อหา รวมทั้งการมีวิทยุสื่อสารผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง และการละเมิดกฎว่าด้วยการควบคุมโรคโควิด-19 ทุกคนทราบดีว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเลื่อนลอยและเป็นเพียงการยัดเยียดให้ออง ซาน ซูจี และพรรค NLD เข้าสู่การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมของฝั่งคณะรัฐประหาร NLD ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในพม่า ก่อตั้งมาตั้งแต่การประท้วงขับไล่เผด็จการเน วิน ตั้งแต่ปี 1988 เป็นเวลาเกือบ 33 ปีแล้ว ที่ผ่านมา แม้พม่าจะผ่านวิกฤตการณ์การเมืองมาหลายครั้ง และออง ซาน ซูจี เคยถูกควบคุมตัวในบ้านพักรวมๆ กัน 15 ปี ในช่วง 21 ปี ระหว่าง 1989-2010 แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่รัฐบาลเผด็จการขู่ว่าจะยุบพรรคของเธอ ในการเมืองแบบพม่า คณะรัฐประหารมักเลือกดำเนินคดีหรือควบคุมตัวแกนนำทางการเมืองมากกว่าการยุบพรรค แต่ผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่าอาจเห็นตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย (?) ที่ศาลสั่งยุบพรรคการเมืองเป็นว่าเล่นเพื่อรักษาอำนาจของคณะรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารไว้ จึงเป็นไปได้ที่ผู้นำคณะรัฐประหารพม่าที่มองว่ารัฐบาลไทยเป็นหนึ่งใน “เพื่อนแท้” ในยามยาก จะเห็นว่าการยุบพรรค NLD เป็นคำตอบที่ดีที่สุดในขณะนี้

ด้วยข่าวการยุบพรรค ออง ซาน ซูจี ได้กล่าวกับทนายฝ่ายจำเลยว่าพรรค NLD เกิดขึ้นจากเจตจำนงของประชาชนพม่า ดังนั้น พรรคก็จะยังอยู่ต่อไปตราบใดที่ประชาชนยังต่อสู้เคียงข้างพรรคอยู่ จากการพูดคุยกับทนาย เธอยังกล่าวด้วยว่าการปิดกั้นข่าวสารไม่ให้เธออ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ ทำให้เธอแทบไม่ทราบเลยว่าสถานการณ์ในพม่าเป็นอย่างไรบ้าง เธอทราบว่ามีรัฐบาลคู่ขนานในนาม คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ หรือ CRPH (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw) และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG (National Unity Government) ที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค NLD และผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน เป็นเสมือน “รัฐบาลเงา” ที่เป็นตัวแทนของฝั่งประชาธิปไตยพม่าบนเวทีโลก แต่ออง ซาน ซูจี ไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลคู่ขนานดังกล่าว ยังไม่มีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอ

ในส่วนความเคลื่อนไหวของกองทัพพม่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการกับ Phoenix Television จากฮ่องกงไปเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา บทสัมภาษณ์นี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะชี้ให้เห็นทิศทางคร่าวๆ ที่กองทัพต้องการจะเห็น รวมทั้งสิ่งที่กองทัพเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ (ซึ่งก็คือพรรค NLD และระบบที่เอื้อให้นักการเมืองมีบทบาทในการกำหนดนโยบายระดับชาติ) ผู้นำคณะรัฐประหารต้องการวางรากฐานให้พม่าเป็นสหพันธรัฐ (federal state) บนพื้นฐานของประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองและสมาพันธรัฐ (confederation) ภายใน 1 ปี แต่หากไม่สำเร็จก็จะเลื่อนออกไปอีก 6 เดือนก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ผู้ที่ติดตามการเมืองและสถานการณ์ภายในพม่ามาตลอดคงทราบดีว่าการนำระบบสหพันธรัฐมาใช้ในพม่าในเวลาเพียง 1 หรือ 1.5 ปีนั้นเป็นไปไม่ได้ ด้วยความขัดแย้งหลากหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับพรรค NLD และประชาชน หรือความบาดหมางอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมาต่อเนื่องหลายสิบปีนับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 ที่ผ่านมารัฐบาลพลเรือนภายใต้ NLD พยายามเจรจาสันติภาพและหาทางออกให้ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในพม่า แต่แม้จะเป็นการหารือแบบสันติวิธีแต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและเป็นชิ้นเป็นอันได้ ดังนั้น การหวังให้คณะรัฐประหารที่ไปปล้นอำนาจมาจากรัฐบาล NLD จะเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์และเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสหพันธรัฐที่สวยหรูย่อมเป็นไปไม่ได้

กองทัพไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองใดๆ เพียงแต่ต้องการรักษาผลประโยชน์ สถานะทางอำนาจ รวมทั้งเครือข่ายของอีลิตและขุนศึกของตนเองไว้ คีเวิร์ดอยู่ตรงคำว่า “การรักษาอำนาจ” เพราะกองทัพก็เพิ่งเปลี่ยนกฎหมายให้นายพลในกองทัพไม่มีวันเกษียณอายุ จากเดิมที่ต้องเกษียณเมื่อมีอายุ 65 ปี และมิน อ่อง ลาย ก็จะมีอายุครบ 65 ปีในเดือนกรกฎาคมนี้ ความสำคัญของรัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าอนาคตของพม่าจะเป็นอย่างไร หรือจะมีระบอบการปกครองแบบใด แต่กองทัพต้องเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจทั้งหมด และเป็นผู้ที่คอยกุมบังเหียน บังคับทิศทางทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับพม่าได้ มิน อ่อง ลาย ทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์จากฮ่องกงเมื่อถูกถามถึง “ฉันทามติ 5 ข้อ” อันเป็นข้อสรุปที่ได้จากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า กองทัพพม่ายังไม่พร้อมที่จะทำตามฉันทามติทั้ง 5 ข้อ โดยเฉพาะการยุติการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง และการอ้าแขนต้อนรับคณะทูตพิเศษจากอาเซียนที่จะเข้าไปสังเกตการณ์สถานการณ์ในพม่า

Advertisement

ภาพของออง ซาน ซูจี ในห้องพิจารณาคดีที่คณะรัฐประหารจัดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐประหารไม่ต้องการเก็บพรรค NLD ไว้ แม้ออง ซาน ซูจี และผู้นำในพรรคจะมีอายุอานามมากแล้ว แต่กองทัพยังคงเชื่อว่า NLD มีอิทธิพลและสามารถ “ล้างสมอง” คนในสังคมให้ต่อต้านกองทัพได้ กองทัพยังมองว่าการปกป้องเอกราชและอำนาจอธิปไตยของชาติต้องมาจากผู้นำที่เด็ดขาด ดังนั้น นับแต่นี้ไปสิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นคือการเลือกตั้งปลอมๆ ที่จัดขึ้นมาเพื่อนำนักการเมืองฝ่ายกองทัพเข้าไปนั่งในสภา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกองทัพ ตัวแปรที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ปัจจุบันก็มีปะทะกับกองทัพพม่าอย่างต่อเนื่อง

ภาพที่เห็นได้ทั่วไปในเวลานี้คือผู้คนเข้าคิวกันถอนเงินยาวเหนียด เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอนาคตและระบบการเงินการธนาคารจะเป็นอย่างไรต่อไป พวกเขาไม่มั่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและการเงินนี้จะมีผลกระทบกับคณะรัฐประหารอย่างแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ในอนาคตพม่าจะลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ หรือบังเอิญว่ามี “พระเอกขี่ม้าขาว” เข้ามาแก้ปัญหานานัปการได้ แต่คงใช้เวลาอีกนานมากที่สถานการณ์ในพม่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

ลลิตา หาญวงษ์