หน้าแรก คอลัมนิสต์ การรังเกียจคน...

การรังเกียจคนเอเชียในอเมริกา

28.05.21 | 13:00 น.

ในช่วงเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมามีการพูดถึงการย้ายประเทศกันมากพอสมควร แต่ผู้เขียนยังไม่อยากเรียกว่าเป็นกระแส เพราะเป็นแค่เรื่องคุยกันทางโซเชียลมีเดียและในกลุ่มคนบางกลุ่มบางชนชั้นแต่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับคนทั่วไป

ผู้เขียนไม่ได้คัดค้านหรือเห็นด้วยกับการย้ายประเทศ เพราะเราเป็นประเทศเสรี ไม่ใช่เกาหลีเหนือ ถ้าไม่ติดโควิด-19 หรือไม่ขัดกฎหมายของประเทศปลายทางใครอยากไปไหนก็เชิญ และการย้ายถิ่นข้ามชาติหรือ “สมองไหล” ของคนไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อ 50 ปีก่อนหมอและพยาบาลก็แห่กันไปอยู่อเมริกาเป็นว่าเล่น ส่วนเรื่องวัคซีนทัวร์นั้นก็ดูให้ดีก็แล้วกัน

ที่เป็นห่วงคือตอนนี้ข่าวรังเกียจ/รังแกคนเอเชียในอเมริกาออกมาอย่างต่อเนื่อง

จึงสะกิดเตือนว่าตอนนี้อย่าเพิ่งไปอเมริกาเลยครับ เพราะเขากำลังรังเกียจคนเอเชีย เดินอยู่ดีๆ อาจมีคน (ชั่ว) เข้ามาทำร้าย หรือด่าทอ ตามข่าวเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ซานฟรานซิสโก มีชายผิวดำผลักหญิงชาวเอเชียวัย 65 ล้มลงก่อนกระทืบซ้ำที่หน้าร้านแห่งหนึ่งซึ่งกล้อง CCTV จับภาพไว้ได้ เมื่อ 2 พฤษภาคม 2564 ที่แมนฮัตตันก็มีหญิงชาวเอเชีย 2 คน เดินอยู่ดีๆ ก็มีหญิงผิวดำด่าทอบอกให้ถอดหน้ากากอนามัยและเอาค้อนไล่ทุบ และ 4 พฤษภาคม ที่ซานฟรานซิสโกหญิงชาวเอเชีย 2 คน ถูกแทงเสียชีวิตหนึ่งคน นี่แสดงว่าขนาดคนผิวดำซึ่งเป็นที่รังเกียจของคนผิวขาวบางกลุ่มยังมีอาการเหยียดคนผิวเหลืองต่อ แล้วคนผิวเหลือง (เอเชีย) เป็นชนชั้นไหนกัน

เมื่อ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา นายวิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปี ที่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก ถูกทำร้ายด้วยการผลักล้มบริเวณบ้านพักของเขา วิชาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตหลังจากนั้นสองวัน

Advertisement

ที่นิวยอร์ก เมื่อเดือนเมษายน ก็มีสตรีเจ้าของร้านอาหารเปิดเผยว่า ขณะที่กำลังจูงแมวเดินเล่นในสวนสาธารณะที่บรูคลินโดนเด็กชายอายุ 12 ปี วิ่งมาชนและลากสายจูงไปจนแมวบาดเจ็บและตาย เมื่อเธอเข้าไปต่อว่าก็ถูกครอบครัวเด็กรุมทำร้ายเธอและสามีจนบาดเจ็บ ซึ่งต่อมาตำรวจได้จับกุมสตรีเชื้อสายเปอร์โตริกันวัย 42 ในข้อหาทำร้ายร่างกาย

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์แรกและเหตุการณ์เดียวที่ชาวเอเชียในสหรัฐ ถูกทำร้ายหรือรังแก

ตั้งแต่ต้นปี 2564 มีชาวเอเชียที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ในย่านอ่าวซานฟรานซิสโก ถูกทำร้ายเกือบ 30 ราย และตามรายงานขององค์กร Stop AAPI Hate (AAPI ย่อมาจาก American Asians and Pacific Islanders ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย) ระบุว่าในช่วงเวลา 12 เดือนระหว่าง 19 มีนาคม 2563 ถึง28 กุมภาพันธ์ 2564 มีชาวเอเชีย/แปซิฟิก ในสหรัฐ ถูกทำร้ายร่างกายเกือบ 4 พันราย ใน 47 รัฐทั่วประเทศ ด้วยเหตุแห่งความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

คนเอเชียบางคนรายงานว่าถูกโรงแรมหรืออูเบอร์ปฏิเสธการให้บริการ

คนไทยไม่ใช่ชาติเดียวหรือชาติแรกที่ถูกรังแกในอเมริกา จากข้อมูลการรายงานของ Stop AAPI Hate (ในภาพประกอบ) แสดงว่าในภาพรวมคนเอเชียอื่นๆ ที่โดนรังแกในช่วงมีนาคม 2562 ถึง ธันวาคม 2563 จำนวน ประมาณ 4 พันคน มีคนจีนเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 42) รองลงมาคือคนเกาหลีใต้ (ร้อยละ 15) เวียดนาม (ร้อยละ 8.5) และฟิลิปปินส์ (ร้อยละ7.9) ในขณะคนไทยยังโชคดีที่มีอัตราการถูกรังแกเพียงร้อยละ 1.4

สำหรับเมืองใหญ่ๆ ที่มีการรังแกคนเอเชียและแปซิฟิก มีแคลิฟอร์เนีย เป็นอันดับแรก (ร้อยละ 44.6) ตามมาด้วยนิวยอร์กซิตี้ (ร้อยละ 13.6) วอชิงตัน ดี.ซี. (ร้อยละ 4) และเท็กซัส (ร้อยละ 2.7) ทั้งนี้ เกือบทั้ง 50 รัฐและวอชิงตัน ดี.ซี. มีรายงานการรังแกคนเอเชีย/แปซิฟิกทั้งสิ้น

ที่มา – Stop AAPI Hate (Mar. 2021)

สถานที่เกิดเหตุร้อยละ 35 เกิดในที่ทำงาน ส่วนหนึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติหรือแสดงกิริยาไม่สุภาพ ตามด้วยการรังแกตามถนนสาธารณะ ร้อยละ 25 และสวนสาธารณะ ร้อยละ 10 ตามรถประจำทางหรือรถโดยสารร้อยละ 9 รวมทั้งมีการรังแกทางออนไลน์ร้อยละ11 (เช่น ส่งอีเมล์มาด่า หรือไล่กลับเมืองจีน หรือให้กลับไปตายที่อู่ฮั่น ฯลฯ) โดยลักษณะของการแสดงความเกลียดชังประกอบด้วย การคุกคามด่าทอร้อยละ 66 แสดงท่าทางรังเกียจหรือเดินหนี ร้อยละ 20 การทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 11 และการไอหรือถ่มน้ำลายใส่ ร้อยละ 6 (Stop AAPI Hate, Feb. 2021)

ลักษณะของเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำเป็นผู้หญิงร้อยละ 70 เทียบกับผู้ชายร้อยละ 30 เด็กหรือวัยรุ่น (อายุ 0-17 ปี) ถูกรังแกร้อยละ 12.6 ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ถูกรังแกร้อยละ 6.2 ของจำนวนผู้ถูกรังแก

ความเกลียดชังคนเอเชีย หรือที่เรียกว่า Asian hate crime หรือ Anti-Asian hate crime นั้นหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเริ่มมากขึ้นตั้งแต่โควิด-19 ระบาดในอเมริกาตั้งแต่ต้นปี 2563 เพราะคนอเมริกันหลายคนเชื่อว่าโควิด-19 ไปจากจีน และคนจีนเป็นตัวแพร่โควิด-19 เช่น คิมเบอรี่ ฮา สาวจีนแคนาดาวัย 38 ซึ่งอยู่นิวยอร์กมา 15 ปี เริ่มสังเกตปฏิกิริยาการเกลียดคนเอเชียตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เมื่อถูกคนแปลกหน้าตะโกนใส่ขณะที่เธอจูงหมาเดินเล่นในนิวยอร์ก ว่า “กูไม่กลัวเจ๊กติดกัมมันตรังสีหรอก” แล้วก็ชี้หน้าเธอพร้อมกับตะโกนต่ออีกว่า “พวกแกไม่ควรมาอยู่ที่นี่ กลับไปประเทศแก กูไม่กลัวไวรัสที่พวกแกเอาเข้ามา” หลายสัปดาห์ต่อมาเธอสังเกตได้ว่า 1 ใน 10 ของคนที่เธอเจอในที่สาธารณะทำท่าโกรธเมื่อเห็นเธอ “ฉันไม่เคยรู้สึกโดนต่อต้านอย่างนี้มาก่อน” (BBC 27 พ.ค.2563)

บางคนก็โทษนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี ว่าเป็นคนเปิดประเด็นการรังเกียจคนจีนเพราะว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดในสหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 นายทรัมป์เรียกไวรัสชนิดนี้ว่า Chinese Virus หรือไวรัสจีน ซึ่งมีส่วนทำให้กระแสความเกลียดชังคนจีนในสหรัฐ สูงขึ้นในทันทีขณะที่อัตราการติดเชื้อโควิด-19 และมีผู้เสียชีวิตในอเมริกาสูงที่สุดในโลก

ศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและคตินิยมสุดโต่ง (Center for the Study of Hate & Extremism: CSHE) ที่มหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียเปรียบเทียบข้อมูลของไตรมาสแรกปี 2564 กับของปี 2563 ใน 15 เมืองใหญ่ๆ พบว่าอาชญากรรมความเกลียดชังคนเอเชียและแปซิฟิกเพิ่มขึ้นร้อยละ 169 สอดคล้องกับงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งในนิวยอร์กที่พบว่าอาชญากรรมความเกลียดชังในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นร้อยละ 150 โดยนิวยอร์กซิตี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 223 ซานฟรานซิสโกเพิ่มขึ้นร้อยละ 140 ลอสแองเจลิสและบอสตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 และ 60 ตามลำดับ

หลายท่านคงทราบว่าการเหยียดผิวไม่ใช่ของใหม่ในอเมริกา เพราะมีมานานนับร้อยปีแล้วตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองเรื่องทาสผิวดำ (2404-2408) จนมาถึงการฆ่ามาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ โดยคนผิวขาวในปี 2511 และการฆ่านายจอร์จ ฟลอยด์ คนผิวดำโดยตำรวจ เมื่อ 25 พฤษภาคม 2563 แต่ที่จริงการเหยียดผิวในอเมริกาไม่ได้เกิดขึ้นกับคนผิวดำเท่านั้น จากข้อมูลของ CSHE แสดงว่าอาชญากรรมความเกลียดชังในอเมริกามีทั้ง การเกลียดคนผิวดำ การเกลียดคนผิวขาว การเกลียดคนอาหรับ การเกลียดคนละติน การเกลียดคนยิว การเกลียดมุสลิม การเกลียดเกย์และคนแปลงเพศ การเกลียดคนพิการ และการเกลียดแขกซิกข์ อาการพวกนี้เรียกว่า Xenophobia หรือโรคเกลียดกลัวคนต่างชาติ

บางคนก็ให้ความเห็นว่าการรังเกียจคนเอเชียมีมานานแล้วส่วนหนึ่งมาจากความอิจฉาที่เห็นคนเอเชียส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนแอฟริกันหรือละตินและคนเอเชียเป็นพวกที่เข้าไปแย่งงานคนอเมริกันและชาติอื่นในอเมริกา

FBI ได้แสดงข้อมูลแนวโน้มอาชญากรรมเกลียดคนเอเชียตั้งแต่ 2539-2562 ที่เคยสูงในปี 2539 และลดลงมาเรื่อยในช่วงปี 2551-2556 แต่กลับเพิ่มขึ้นหลังจากนั้นในปี 2562 ทั้งนี้ FBI ก็เคยเตือนไว้ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดแล้วว่าอาชญากรรมเกลียดคนเอเชียจะพุ่งขึ้น

สาเหตุที่อาชญากรรมเกลียดคนเอเชียพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จึงคงไม่พ้นการระบาดของโควิด-19 และการที่ไม่ได้แก้ปัญหาโควิด-19 อย่างจริงจังในสมัยนั้น ซึ่งคนเอเชีย องค์กรเอกชนและนักวิชาการในอเมริกาก็พยายามผนึกกำลังต่อสู้กับความเกลียดดังกล่าวเท่าที่จะทำได้จนเรื่องถึงประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน รับทราบปัญหานี้และได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 19 มีนาคม 2564 โดยวาทะตอนหนึ่งว่า “ ..ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงมักจะมาแบบมองไม่เห็น และผู้ถูกกระทำมักจะเงียบเฉย เรื่องนี้เป็นความจริงตลอดประวัติศาสตร์ของเรา แต่บัดนี้เราต้องเปลี่ยน เพราะความเงียบเฉยถือว่าเป็นการร่วมกระทำผิดด้วย….เราต้องไม่เงียบ เราต้องแก้ปัญหา”

ก่อนจบอยากจะเรียนว่าอเมริกาวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วในแง่ความปลอดภัยและเสรีภาพ นอกจากโรคระบาดโควิด-19 อันดับหนึ่งของโลกและการกราดยิงฆ่ากันตายเป็นว่าเล่นแล้ว อาชญากรรมความเกลียดชังคนเอเชียก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องระวังตัว ถ้ายังอยากย้ายประเทศไปอยู่ที่นั่น

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
[email protected]