วัคซีนที่โลกแย่งกันจองแย่งกันซื้ออยู่ในเวลานี้ คือวัคซีนสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซาร์ส-โควี-2 โดยเฉพาะ
แต่ ซาร์ส-โควี-2 ไม่ใช่ โคโรนาไวรัส “ตัวแรก” ที่กระโดดจากสัตว์มาสู่คนจนก่อให้เกิดการแพร่ระบาดขนานใหญ่ แล้วก็ไม่น่าจะใช่ “ตัวสุดท้าย” อีกด้วย
จะดีแค่ไหน ถ้าหากเรามีวัคซีนที่ไม่เพียงแค่ป้องกันโควิด-19 ได้เท่านั้น ยังป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากโคโรนาไวรัสอื่นๆ ได้ทั้งหมดด้วย?
ด้วยแนวคิดนี้ ทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกา นำโดย เควิน ซอนเดอร์ส ผู้อำนวยการฝ่ายงานวิจัยของสถาบันวัคซีน ดุค ฮิวแมน ในรัฐนอร์ธแคโรไลนา ถึงพยายามค้นคว้าหากรรมวิธีผลิตวัคซีนที่สามารถป้องกันโคโรนาไวรัสได้ยกยวงดังกล่าวขึ้นมา
เพราะเชื่อว่า แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าไวรัสชนิดไหนจะเป็นตัวการทำให้เกิดการระบาดครั้งต่อไป แต่เชื้อในกลุ่ม “โคโรนาไวรัส” ถือเป็นภัยคุกคาม “ใหญ่หลวง” อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในเวลานี้อยู่นั่นเอง
นอกจากนั้นหากมองในเชิงสถิติ ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ทุกๆ ระยะ 8 ปี ก็จะมีโคโรนาไวรัสอย่างน้อย 1 ตัว ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดในหมู่ผู้คนอีกต่างหาก
เชื้อซาร์ส-โควี-1 ก่อให้เกิดโรคซาร์ส ในปี 2002-2003 ต่อมาเชื้อเมอร์ส-โควี ก่อให้เกิดโรคเมอร์ส หรือโรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลางในปี 2012-2014 และสุดท้ายคือ ซาร์ส-โควี-2 ที่ก่อให้เกิดโควิด-19 นั่นเอง
ทั้ง 3 ตัวนั้นเป็นโคโรนาไวรัสทั้งหมดครับ ถ้าหากนับไข้หวัดเข้าไปด้วย เราก็จะพบว่า มีโคโรนาไวรัสที่ก่อโรคในคนอยู่มากถึง 7 ตัว หรือ 7 ชนิดด้วยกัน อีก 4 ตัวที่เหลือก่อให้เกิดโรคหวัด-หวัดใหญ่ขึ้นมา
ลักษณะเด่นของเจ้าโคโรนาไวรัส ก็คือ ส่วนเปลือกที่มีหนามหรือตุ่มโปรตีน ที่มันใช้เพื่อไปจับเกาะกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ ตรงบริเวณที่เรียกว่า “เอซ2 รีเซปเตอร์” (ACE2 receptor) แล้วเข้าไปยึดครองเซลล์ ขยายพันธุ์ซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อขึ้นนั่นเอง
บริเวณของหนามโปรตีนของไวรัส ซึ่งทำหน้าที่ “ล็อก” เซลล์ของไวรัสเข้ากับเซลล์ของมนุษย์นั้น นักวิชาการเรียกว่า “รีเซปเตอร์ ไบน์ดิง โดเมน” (receptor binding domain-RBD) ครับ
จากการศึกษาพบว่า ไม่เพียงแค่โคโรนาไวรัส 3 ชนิดที่ก่อโรคระบาดร้ายแรงจะใช้วิธีนี้ในการแพร่ในคนเท่านั้น ยังพบด้วยว่าโคโรนาไวรัสที่ระบาดอยู่ในสัตว์หลายชนิด ตั้งแต่ค้างคาวไปจนถึงชะมด และแพงโกลิน ก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ด้วย
เควิน ซอนเดอร์ส และพวก ใช้รายละเอียดตรงนี้มาออกแบบวัคซีนที่เชื่อว่าจะป้องกันโคโรนาไวรัสได้ครอบคลุมทั้งหมด โดยจำลองแบบมาจากแอนติบอดีของคน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากติดเชื้อซาร์ส-โควี-1
ทีมวิจัยใช้อนุภาคระดับนาโน ที่มีชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของอาร์บีดี แปะติดอยู่บนพื้นผิวอยู่ด้วยให้ทำหน้าที่เป็นเหมือนโมเลกุลของไวรัส เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง และจดจำลักษณะดังกล่าวเอาไว้ แล้วก็เพิ่มสารเสริมฤทธิ์เข้าไปในวัคซีนด้วยเพื่อขยายการตอบสนองของภูมิคุ้มกันนั่นเอง
ข้อแตกต่างของวัคซีนโคโรนาไวรัสแบบครอบคลุมของซอนเดอร์ส กับวัคซีนโควิด-19 ทั่วไป อยู่ตรงที่ วัคซีนของซอนเดอร์สพุ่งเป้าไปเฉพาะที่อาร์บีดีจุดเดียว แต่วัคซีน
โควิด-19 ส่วนใหญ่ใช้หนามโปรตีนทั้งหนามเป็นตัวกระตุ้นเท่านั้นเอง
ผลการทดลองใช้วัคซีนแบบครอบคลุมนี้ในสัตว์ทดลอง ซึ่งคือ ลิง พบว่า วัคซีนนี้สามารถยับยั้งการติดเชื้อซาร์ส-โควี-2 ได้ ทั้งยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่มีผลในการยับยั้งขึ้นได้มากกว่าวัคซีนทุกตัวที่มีใช้กันอยู่ในเวลานี้ทั้งหมด สูงกว่าการเกิดแอนติบอดีตามธรรมชาติอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ลิงทดลอง 4 ตัวจึงไม่ปรากฏร่องรอยของไวรัสให้เห็น ส่วนตัวสุดท้ายตัวที่ 5 พบเชื้อในระดับต่ำมากจะตรวจพบได้ก็ต่อเมื่อใช้อุปกรณ์ตรวจจับที่มีความละเอียดสูงเท่านั้น ทั้งยังหายไปหมดในเวลาเพียง 2 วัน
ข้อดีที่น่าสนใจที่สุดก็คือ วัคซีนตัวนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดี ที่มีผลยับยั้งการแพร่ของโคโรนาไวรัสในค้างคาว และสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ (แวเรียนท์) ทั้งหมดของ ซาร์ส-โควี-2 ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น บี.1.1.7 ซึ่งพบครั้งแรกที่อังกฤษ, พี.1 ซึ่งพบที่บราซิล และบี.1.351 ซึ่งพบครั้งแรกที่แอฟริกาใต้ ก็ตามที
ซอนเดอร์สยอมรับว่า เอ็มอาร์เอ็นเอ วัคซีน อย่างของไฟเซอร์และโมเดอร์นา ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีที่ยับยั้งโคโรนาไวรัสได้หลายชนิดเช่นกัน เพียงแต่ในระดับที่ต่ำกว่าวัคซีนแบบครอบคลุมเท่านั้น
วัคซีนแบบครอบคลุมนี้ยังไม่ได้มีการทดลองในคน แต่ซอนเดอร์สค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้ผลเช่นเดียวกับในสัตว์ทดลอง
ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ต้นแบบของวัคซีนมาจากแอนติบอดีในคนนั่นเอง
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

