หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีทางแห่งศา...

วิถีทางแห่งศาสนา

30.05.21 | 16:00 น.

ผมนึกถึงคำว่า trajectory ซึ่งอาจแปลว่าวิถีหรือเส้นโคจร เช่น วิถีของกระสุน เส้นโคจรของดาวเทียม ส่วนวิถีที่ไม่ควรเลือกอาจได้ชื่อว่าอโคจร เป็นต้น ในปัจจุบัน มีรัฐเอกราชที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติจำนวน 193 รัฐ กล่าวได้ว่าทุกรัฐมีประวัติศาสตร์และสภาพการพัฒนาที่แตกต่างหลากหลาย หมายความว่าในอดีต แต่ละรัฐได้เลือก (หรือถูกบังคับให้เลือก) เส้นโคจรของตน ตามเหตุปัจจัยที่มี ณ จุดที่เลือก หรือเมื่อมาถึงจุดแยกสองง่าม (bifurcation) นั่นเอง เส้นโคจรจึงมีได้หลากหลาย ไม่มีใครกำหนดไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ดี สมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมการเมืองมักไม่ตระหนักว่ามีทางเลือกหลายทางเสมอ คือมองไม่เห็นทางเลือกอื่นใดนอกจากทางเลือกที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น สังคมไทยปัจจุบันมีภยาคติว่า เส้นทางที่นอกเหนือจาก “ราชา-ชาตินิยม-เศรษฐกิจเสรี” ล้วนเป็นทุคติทั้งสิ้น


นอกจากอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังมีความเชื่อทางศาสนา ข้อท้าทายสำคัญในโลกสมัยใหม่ข้อหนึ่งคือ จำนวนบุคคลที่เชื่อในศาสนาใดศาสนาหนึ่งและปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนานั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บุคคลที่ประกาศว่าเชื่อแต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ และบุคคลที่ประกาศว่าไม่ถือศาสนาใด มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผลการสำรวจขององค์กร The Pew Forum on Religion and Public Life เมื่อปี 2561 พบว่าจำนวนคนที่ไม่นับถือศาสนาทั่วโลกมี 1100 ล้านคน เมื่อเปิดวิกิพีเดีย พบสถิติ (ที่เป็น “ทางการ”) ว่า คนไทย 94.6 % ถือศาสนาพุทธ 4.2 % ถือ ศาสนาอิสลาม 1.1 % ถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือ 0.1 % นับถือศาสนาอื่น ๆ (แสดงว่าไม่มีใครไม่ถือศาสนา) อย่างไรก็ดี องค์กรพิวดังกล่าวสำรวจพบว่ามีคนไทยที่ไม่ถือศาสนาใดประมาณ 20%

เหตุผลของคนไม่ถือศาสนามีดังนี้

1) ศาสนาไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัวได้ คนสามารถทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ได้โดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

Advertisement

2) ศาสนาไม่สามารถสนองความต้องการทางจิตวิญญาณหรือเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้

3) พิธีกรรมในศาสนาทำให้คนงมงาย เพียงแต่ทำต่อ ๆ กันมาโดยไม่รู้ความหมาย

4) เสื่อมศรัทธาในผู้สืบศาสนา

5) ศาสนาสอนในสิ่งที่ไม่รู้ พิสูจน์ไม่ได้

ปัจจุบันเป็นยุคของเหตุผล เป็นยุคของวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าสิ่งใดเป็นจริง เป็นจริงเพราะไม่ว่าจะทดลองกี่ครั้ง และทดลองในที่ใด ก็ได้ผลเหมือนกัน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ผู้ที่มีศาสนาประจำใจ ต้องสามารถให้อรรถาธิบายได้ว่า ศาสนาที่ตนนับถืออยู่นั้น ยังประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นอย่างไร ดังนั้น ผู้ที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ไม่ควรแต่พูดเฉย ๆ ว่ามีพระผู้เป็นเจ้า แต่จะต้องมีความประพฤติที่สอดคล้องด้วย เช่น ต้องแสดงให้เห็นว่ารักผู้อื่นเพราะพระผู้เป็นเจ้าสอนเช่นนั้น ต้องไม่ทำบาปเพื่อแสดงให้เห็นว่ากลัวโทษทัณฑ์ของพระผู้เป็นเจ้า ฯลฯ มีสำนวนภาษาอังกฤษว่า ต้อง walk the talk แปลว่าพูดอะไร เชื่ออะไร ต้องปฏิบัติตามที่พูด ตามที่เชื่อ

ศาสนาพุทธมิได้สอนให้เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า หากสอนให้มีพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นไตรสรณคมน์ อันเป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึก คำสอนสำคัญคืออริยสัจจ 4 ถ้าจะ walk the talk ก็ต้องปฏิบัติตามอริยสัจจข้อ 4 โดยต้องฝึกตนตามมรรคมีองค์ 8 หรือถ้าจะย่อจากองค์ 8 จะได้หลักปฏิบัติที่จำได้ง่ายกว่าคือหลักไตรสิกขา คือฝึกตนให้เจริญด้วย ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง ผลการฝึกจะรับรู้ได้อย่างไร อาจจะตอบว่ารู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น คือผลการฝึกน่าจะทำให้เกิดความตระหนักรู้ในไตรลักษณ์ หรือธรรม 3 ประการคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และการรู้แจ้งในไตรลักษณ์น่าจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากทุกข์แห่งวัฏสงสาร หรือบรรลุเป็นอรหันต์

ที่กล่าวข้างต้นคือความเข้าใจแบบงู ๆ ปลา ๆ ของผม เพราะได้ยินได้ฟังมาในคำสอนของพุทธฝ่ายเถรวาท ซึ่งเป็นรากฐานของพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ดี จำเนียรกาลผ่านจนประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 จึงเกิดเป็นลัทธิมหายานขึ้นในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการหลุดพ้นจากทุกข์เหมือนกัน ต่างกันที่กุศโลบายและวิธีการเผยแผ่ คือเถรวาทถือคุณภาพของศาสนิกเป็นสำคัญ ส่วนฝ่ายมหายานถือปริมาณเป็นสำคัญ จึงบัญญัติจารีตแบบแผนที่เถรวาทไม่มีขึ้น

ฝ่ายมหายานสอนให้ทุกคนบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์หมายถึงผู้ที่น่าจะได้ตรัสรู้ แต่เลือกที่จะอยู่ในวัฏสงสารเพื่อโปรดสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นไปด้วยกัน เพื่อการหลุดพ้น ฝ่ายมหายานมุ่งทำลายกิเลสเช่นกัน คือเน้นทานกับศีลเพื่อทำลายโลภะ ขันติกับวิริยะเพื่อทำลายโทษะ และฌานกับปัญญาเพื่อทำลายโมหะ คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์มี 3 ข้อใหญ่คือ มหาปรัชญาหรือปัญญาอันยิ่งใหญ่ มหากรุณาหรือมีจิตกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างปราศจากขอบเขต และมหาอุปายคือมีวิธีการชาญฉลาดในการแนะนำผู้อื่นให้เข้าถึงสัจธรรม ข้อแรกเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ให้ตนถึงพร้อม สองข้อหลังเป็นการบำเพ็

ประโยชน์เพื่อผู้อื่น

มีการเรียกฝ่ายเถรวาทว่าหีนยานบ้าง สาวกยานบ้าง ปัจเจกยานบ้าง เพราะเน้นการหลุดพ้นเฉพาะตน ส่วนฝ่ายมหายานเน้นการช่วยเหลือสรรพสัตว์จำนวนมากให้พ้นทุกข์ จึงเป็นยานใหญ่ ผมเลือกชอบฝ่ายเถรวาทเพราะเป็นฐานที่มั่นคง และเลือกชอบมหายานเพราะ “มหายานสอนให้รักตนเองเพื่อให้สามารถรักผู้อื่น”

ไม่ทราบว่าผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ว่า สังคมไทยมาถึงจุดแยกสองง่ามอีกจุดหนึ่ง นั่นคือ เราควรจรรโลงศาสนาหรือไม่ เส้นโคจรหนึ่งคือเส้นโคจรเดิม หรือปล่อยตามนั้นไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ แม้จะมีคนที่ไม่ถือศาสนาในจำนวนเพิ่มขึ้น แม้วัตถุนิยมจะมีพลังแรงมากขึ้น ก็ไม่เป็นไร แล้วแต่ทางเลือกของปัจเจกชน ไม่เกี่ยวกับรัฐหรือสังคม แต่หากคิดว่าสังคมมาถึงจุดแยก ก็คงมีคำถามเกี่ยวข้องมากมาย และพ้นวิสัยที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับการจรรโลงจิตวิญญาณของสังคมได้อย่างรอบด้าน

ผมเพิ่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนามาเล่มหนึ่งชื่อว่า “วิมลเกียรตินิทเทสสูตร” ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อปีที่แล้วโดยวัดโพธิ์แมนคุณาราม ในโอกาสฉลองอายุ 85 ปี ของพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) ชื่อหนัง

สือแปลความว่าคำสอนของคฤหบดีวิมลเกียรติ ที่หามาอ่านเพราะเริ่มสนใจคำสอนฝ่ายมหายาน ประกอบกับมูลนิธิวัชรสิทธาจะจัดอบรมออนไลน์เกี่ยวกับนิรเทศสูตรเล่มนี้ในวันพฤหัสบดีติดต่อกัน 4 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน นิรเทศสูตรเล่มนี้เขียนขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 5 และพระนาคารชุนได้อ้างถึงข้อความในสูตรนี้ไว้หลายตอน ข้อความที่ผมยกมาอ้างข้างต้นหลายข้อความ ได้ลอกเลียน/ถอดความจากหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาของหนังสืออธิบายถึงความเป็นโพธิสัตว์ไว้อย่างวิจิตรอลังการ ว่าจะต้องเสียสละเพื่อจะได้ไปพร้อมกับสรรพสัตว์สู่การหลุดพ้น โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ขณะเดียวกันก็สอนในเรื่องที่น่าพิศวง เช่น การปล่อยวาง ศูนยตา ความว่าง ฯลฯ มีเรื่องหนึ่งที่ผมทึ่งเป็นพิเศษ คือเรื่องการไม่มีทวิภาวะ (non-duality) แต่ไม่ได้หมายถึงเอกภาวะ หรือแม้แต่พหุภาวะแต่อย่างใด เรื่องเกี่ยวกับการไม่มีทวิภาวะเขียนอยู่ในบทที่ 8 “ธรรมที่ไม่เป็นคู่” และได้ยกตัวอย่างประตูแห่งธรรมไม่เป็นคู่ของพระโพธิสัตว์ไว้ 33 ตัวอย่าง เช่น ความเกิดและความดับชื่อว่าเป็นธรรมคู่ (สิ่งใดไม่เกิดและไม่ดับ เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่มีอะไรดับไป) อหังการและมมังการชื่อว่าเป็นธรรมคู่ (เมื่อปราศจากตัวตนเสียแล้ว สิ่งที่เนื่องด้วยของตนก็ไม่มี) การยึดมั่นและการไม่ยึดมั่นชื่อว่าเป็นธรรมคู่ (ผู้ไม่ถือมั่นย่อมไม่รับรู้) ฯลฯ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์วิสัชนาว่า ทรรศนะที่กล่าวมาแล้วยังเป็นธรรมคู่ ส่วนการเข้าสู่ประตูแห่งธรรมไม่เป็นคู่นั้น หมายถึงการไม่แสดง ไม่พูด ไม่สอน ไม่อธิบาย แล้วพระมัญชุศรีจึงขอให้วิมลเกียรติคฤหบดีแสดงทรรศนะการเข้าสู่ประตูแห่งธรรมไม่เป็นคู่ ครั้งนั้น วิมลเกียรติคฤหบดีได้นิ่งเงียบ

ขอกลับมาเรื่องจุดแยกสองง่ามที่ได้กล่าวมาแล้ว ขอเสนอว่าสังคมไทยน่าจะสร้างเส้นโคจรใหม่ที่ให้ถึงแจ้งซึ่งคุณสมบัติ 3 ข้อใหญ่ของพระโพธิสัตว์ดังที่กล่าวมาแล้วคือ 1) ศึกษา/วิสัชนา พุทธปรัชญาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานให้ถึงพร้อม 2) มีจิตกรุณาต่อทุกคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ลดความเหลื่อมล้ำและจัดสวัสดิการถ้วนหน้า 3) มีนโยบายอันชาญฉลาด (อุปายโกศล) ที่สนับสนุนการใฝ่รู้ และสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเฉพาะให้ผู้ที่มีศักยภาพ (ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรืออยู่ในถิ่นห่างไกล) ได้เข้าถึงอุดมศึกษาทุกคน

หากเป็นเช่นนี้ พุทธศาสนาจะมีความเป็นเอกเทศจากอำนาจรัฐมากขึ้น สามารถยังประโยชน์ทั้งในทางจิตวิญญาณและในทางโลกแก่ผู้คนทุกหมู่เหล่าตามหลักแห่งมหากรุณา ไม่ว่าผู้นั้นจะถือศาสนาหรือไม่ก็ตาม

โคทม อารียา