ผ่านไปแล้ว 4 เดือนเต็มหลังเกิดรัฐประหารขึ้นในพม่า สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ทั้งการระบาดของโควิด-19 ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น การนัดหยุดงานและการทำอารยะขัดขืนที่ยังมีอยู่ต่อไป พร้อมๆ กับการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ คำว่า “คลี่คลาย” ในที่นี้ไม่ใช่คลี่คลายไปในทางบวก แต่คลี่คลายจากสภาวะชะงักงันที่ตัวละครแต่ละฝ่ายยังใช้เวลาดูเชิงกันอยู่ และเตรียมความพร้อมเพื่อสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นไปแล้ว ข่าวที่ได้ยินรายวันจากพม่าเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่ม มีกองกำลังบางกลุ่มที่รวมตัวกันเพื่อร่วมมือกันโจมตีกองกำลังฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ (Three Brotherhood Alliance) ซึ่งประกอบด้วยกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’ang National Liberation Army หรือ TNA) กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (Myanmar National Democratic Alliance Army หรือ MNDAA) และกองทัพอาระกัน (Arakan Army หรือ AA) มีฐานที่มั่นอยู่ทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า กลุ่มพันธมิตรทั้งสามตกลงร่วมกันว่าจะสนับสนุน “การปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Revolution) ของประชาชนพม่าอย่างถึงที่สุด
แม้ว่าก่อนหน้านี้กองกำลังขนาดใหญ่อย่างกองทัพอาระกันจะเคยประกาศเข้าข้างกองทัพพม่า และมีท่าทีปั้นปึ่งกับรัฐบาล NLD มาพักใหญ่ แต่ในท้ายที่สุด กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ในพม่าคือหากพวกเขาต้องการชัยชนะกองทัพพม่า หนทางเดียวที่พอจะทำได้คือต้องสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลรัฐประหารอยู่ในขณะนี้ แม้นพวกเขาพ่ายแพ้ ผลที่ตามมาคงไม่แย่ไปกว่าในช่วงก่อนรัฐประหาร แต่หากพวกเขาชนะ ข้อเรียกร้องที่กลุ่มชาติพันธุ์พยายามผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจการปกครองตนเอง เรื่องงบประมาณ หรือการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะเป็นเรื่องง่ายขึ้นภายใต้รัฐบาลพลเรือนกลุ่มใหม่
สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นทำให้พม่าตอนเหนือกลายเป็นสมรภูมิการรบ ด้านพม่าภาคตะวันออกที่ติดชายแดนไทยและเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังกะเหรี่ยง หรือ KNU มาช้านานก็มีการสู้รบอย่างดุเดือดด้วยเช่นกัน การปะทะกันระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลัง KNU เกิดขึ้นถี่ๆในแถบเมืองพะปาน (Hpapun) ในรัฐกะเหรี่ยง ติดกับเขตบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนข่าวจากศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง (Karen Information Center) รายงานว่ากองทัพไทยส่งเสบียงไปให้ฐานที่มั่น 2 แห่งของกองทัพพม่าใกล้เมืองพะปาน กองร้อยที่ 5 ของ KNU ให้สัมภาษณ์ว่าระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม กองทัพไทยส่งเรือของตน 4 ลำ และเรือของเอกชนที่ว่าจ้างมาอีก 1 ลำ เข้าไปส่งเสบียงให้กองทัพพม่ารวมๆ กันถึง 17 เที่ยว ความพยายามของ KNU คือต้อนให้กองทัพพม่าขาดอาหาร และกันกองทัพพม่าออกจากหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยง แต่กองกำลังฝั่งรัฐประหารก็ยังอยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากกองทัพไทย แต่เมื่อกล่าวถึงการช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ และยารักษาโรคให้ประชาชนชาวกะเหรี่ยง รัฐบาลและกองทัพไทยกลับกีดกันไม่ต้องการให้ลำเลียงเสบียงเหล่านี้เข้าไปผ่านชายแดนไทย โดยอ้างเรื่องของความมั่นคง
ในเขตชายแดนไทย-พม่าอื่นๆ เช่นในพื้นที่ใกล้กับอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก็มีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (Democratic Buddhist Karen Army หรือ DBKA) เรียกว่าเสียงปืนดังข้ามมาถึงฝั่งอำเภอแม่สอด ชาวพม่าหนีตายเข้ามาหลบที่ริมแม่น้ำเมย และชาวบ้านฝั่งไทยก็หนีตายเพราะเกรงว่ากระสุนจะตกมาฝั่งไทย สิ่งที่กองทัพไทยทำคือสั่งให้ตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-พม่าแถบอำเภอแม่สอดทั้งหมด และให้ชาวบ้านไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง นับเป็นการปะทะกันระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธครั้งแรกในรอบหลายปี สาเหตุของการต่อสู้กันครั้งนี้ สำนักข่าวในพื้นที่อย่างเพจข่าวสาร พระธาตุผาแดง รายงานว่ามาจากการที่ DBKA จับกุมเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่าไป 5 คนเพื่อสอบสวน ทำให้ฝ่ายพม่าต้องยกกองพันไปปราบ DBKA และกดดันให้ปล่อยตัวเจ้าหน้าที่พม่าทั้งหมด แต่การเจรจาไม่เป็นผล การปะทะกันจึงยังมีมาจนถึงปัจจุบัน
ในสมรภูมิด้านเหนือ กองทัพพม่าต้องรับมือกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในพม่า กองทัพเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army หรือ KIA) ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม กองกำลังทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างต่อเนื่อง และยังมีรายงานว่ากองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defence Force หรือ PDF) อันเป็นกองกำลังที่ประชาชนร่วมกันตั้งกันมาโดยได้รับการช่วยเหลือและฝึกฝนเป็นอย่างดีจากกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ ก็เริ่มปฏิบัติการของตนไปบ้านแล้ว หนึ่งในการปะทะที่เกิดขึ้นในเมืองกะตา (Katha) เขตสะกาย (Sagaing) ก็เป็นการโจมตีโดยกองกำลังฝั่งประชาชน กองทัพพม่าพยายามสกัดกั้น PDF อย่างเต็มที่ เพราะนี่คือกองกำลังเดียวที่มีเป้าหมายที่การล้มล้างรัฐประหารและนำกองทัพออกจากการเมือง การปะทะกันระหว่างกองทัพกับ PDFทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง และกองทัพพม่าเปิด
ฉากโจมตีหมู่บ้านโดยรอบเมืองกะตา นอกจากการสู้รบที่จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่น่าจับตามองอีกอย่างหนึ่งคืออัตราการลอบสังหารในพม่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การลอบสังหารพุ่งเป้าไปที่คนของฝั่งรัฐบาลรัฐประหารและกองทัพ มีทั้งการลอบสังหารในที่แจ้งกลางวันแสกๆ ไปจนถึงการลอบสังหารในที่ลับตาคนตามเรือกสวนไร่นา เป้าหมายของการลอบสังหารยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ว่ากันว่าเป็นสายให้ทางการด้วย ที่ย่างกุ้ง หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่กองทัพส่งไปควบคุมเขตตาเกตา (Thaketa Township) ถูกลอบยิงเสียชีวิตโดยมือปืนไม่ทราบฝ่าย และยังในเขตเดียวกันนี้ยังมีรายงานการวางระเบิดในเช้าวันเดียวถึง 8 ครั้ง เกิดเหตุระเบิดที่สถานีตำรวจ ที่เมืองบิลิน (Bilin) ในรัฐมอญ อดีตผู้สมัครจากพรรค USDP ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของพรรค NLD ถูกลอบยิงเสียชีวิตในสวนเงาะ
แม้ว่าพรรค USDP แทบไม่ได้ออกมาวิจารณ์ใดๆ หลังรัฐประหาร แต่ประชาชนก็จำท่าทีของ USDP ที่เคยเรียกร้องให้กองทัพออกมาแทรกแซงผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2020 เพราะพรรค NLD ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย และ USDP ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2015 ไปมาก การก่อการเชิงก่อกวนในลักษณะนี้จะยังคงมีอยู่ต่อไป จะมีการลอบสังหารถี่ขึ้น พร้อมๆ กับการปะทะระหว่างทั้งสองฝั่งที่จะรุนแรงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลลิตา หาญวงษ์








