หน้าแรก คอลัมนิสต์ เสียงของผู้ถู...

เสียงของผู้ถูกกดขี่

6.06.21 | 18:00 น.

เมื่อ 150 ปี ก่อน ในขณะที่สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซีย (ชื่อเดิมของเยอรมนี) กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1871 ชาวปารีสกลุ่มหนึ่งพร้อมกับกองทหาร National Guard ที่รักษากรุงปารีสได้เข้ายึดการปกครองปารีสจากรัฐบาลในสมัยนั้น ยึดได้ประมาณสองเดือนระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1871 และจัดตั้ง Commune de Paris (คอมมูนปารีส) ขึ้น โดยมีนโยบายประชาธิปไตยเพื่อสังคม (social democracy) หลายประการ อาทิ การเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state หมายถึงการแยกรัฐกับศาสนจักรออกจากกัน) การพักการชำระค่าเช่าในระหว่างการยึดครอง การห้ามใช้แรงงานเด็ก คนงานมีสิทธิเข้าทำแทนเจ้าของที่ละทิ้งโรงงานไป ฯลฯ กองทัพฝรั่งเศสเข้าทำการปราบปรามฝ่ายคอมมูนอย่างรุนแรงในระหว่างวันที่ 21 ถึง 28 พฤษภาคม ฝ่ายรัฐบาลเสียชีวิต 877 คน ฝ่ายคอมมูนเสียชีวิตและถูกฝังอย่างเป็นทางการ 6,667 คน ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการอาจสูงถึง 20,000 คน

ถ้ายังจำนิยายที่โด่งดังของวิกตอร์ ฮูโก ชื่อ Les Misérables (เหยื่ออธรรม) ที่มาทำเป็นละครเพลงและภาพยนตร์ได้ ฉากท้าย ๆ คือการต่อสู้และความพ่ายแพ้ของคอมมูนปารีสนั่นเอง ส่วนเพลงประกอบในช่วงตอนนั้นมีชื่อว่า Do You Hear the People Sing? ซึ่งมีคำแปลจากคำบรรยายไทยของภาพยนตร์ที่ขอยกมาบางตอนดังนี้

ได้ยินเสียงร่ำร้องของประชาหรือไม่

เสียงเพลงกึกก้องของคนโกรธา

นี่คือบทเพลงของปวงประชา

Advertisement

ยอมตายดีกว่าเป็นทาสอีกหน ….

เมื่อหัวใจรัวเป็นทำนอง

ประสานกึกก้อง

คล้องจองนำพล

ชีวิตใหม่กำลังเริ่มต้น

เมื่อวันใหม่มา

อันที่จริง วันใหม่มาพร้อมกับการปราบปรามอย่างนองเลือด แต่ “วันใหม่” ค่อย ๆ มา พร้อมกับการปฏิรูปตามนโยบายที่ฝ่ายคอมมูนได้วางไว้เกือบทั้งหมด เช่น มีการประกาศใช้กฎหมายที่แยกรัฐกับศาสนจักรในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1905 ในโอกาสครบรอบ 150 ปีของเหตุการณ์คอมมูนปารีส กรุงปารีสได้มีกิจกรรมรำลึก อาทิ นิทรรศการ การบรรยาย การแสดงละคร ดนตรี การอ่านบทกวี นายกเทศมนตรีปารีสที่สังกัดพรรคสังคมนิยมได้ปลูกต้นสนฉัตร (araucaria) ที่มีถิ่นกำเนิดจากนิว คาลิโดเนีย เกาะที่ชาวคอมมูนจำนวนหนึ่งถูกเนรเทศไปหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แน่นอนว่าสมาชิกสภาเทศบาลปารีสฝ่ายขวาบางคนย่อมไม่เห็นด้วยกับการรำลึกถึงคอมมูนที่ได้เสนอนโยบายประชาธิปไตยเพื่อสังคมไว้เมื่อ 150 ปีก่อน นี่แสดงว่าการต่อสู้เชิงอุดมการณ์การเมืองยังต่อเนื่องมา อย่างไรก็ดี การปฏิรูปเพื่อจัดสวัสดิการสังคมในฝรั่งเศสให้ดีขึ้นนั้น มักไม่ถูกยกเลิกแบบย้อนเข็มนาฬิกาเมื่อรัฐบาลฝ่ายขวากลับมามีอำนาจ เพราะยอมรับว่าประชาชนได้ประโยชน์นั่นเอง

ในทุกสังคมมีความเหลื่อมล้ำ มีคนได้เปรียบ มีคนเสียเปรียบ จึงเกิดเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ผู้ได้เปรียบมักบอกเล่าถึงความจำเป็นของการมีลำดับชั้น เช่น เล่าว่าผู้ที่อยู่ในลำดับชั้นสูงเป็นผู้มีบุญญาบารมี พร้อมทั้งมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ปกป้องภัยพิบัติแก่ผู้ที่อยู่ในลำดับชั้นต่ำ และรักษาระเบียบให้สังคมอยู่กันอย่างเรียบร้อยและสันติ เป็นต้น ต่อไปนี้จะขอใช้ศัพท์ของเปาโล เฟรเร นักการศึกษาผู้เขียนหนังสือชื่อ Pedagogy of the Oppressed แปลว่า การศึกษาของผู้ถูกกดขี่ (คำว่า pedagogy มักหมายถึงการเรียนการสอน แต่แปลว่าการศึกษาทำให้ได้ความหมายกว้างกว่า) หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเป็นภาษาโปรตุเกสในปี 2511 ฉบับภาษาอังกฤษตีพิมพ์ในปี 2513 ฉบับแปลเป็นไทยมีหลายสำนวน ล่าสุดภาคิน นิมมานนรวงศ์, นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ และวิจักขณ์ พานิช ร่วมกันแปลและตีพิมพ์ในปี 2559 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของหนังสือเล่มนี้ หนังสือที่ยั

สดใหม่และสอดคล้องกับไทยในปัจจุบัน ดังนั้น จะขอใช้คำว่าผู้กดขี่ (oppressor) สำหรับผู้ได้เปรียบในสังคม และคำว่าผู้ถูกกดขี่ (oppressed) สำหรับผู้เสียเปรียบ

เฟรเรเขียนไว้ว่า “ในสายตาของผู้กดขี่ ผู้ถูกกดขี่มักถูกมองเป็นพวกไม่รักดี (แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ถูกเรียกว่า “ผู้ถูกกดขี่” แต่จะเรียกว่าอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำตัวเป็นผู้ร่วมชาติที่ดีหรือไม่ – อาจถูกเรียกว่า “คนพวกนั้น” “พวกโง่” “ไม่มีการศึกษา” “พวกถูกซื้อ” “เห็นแก่ได้” “ป่าเถื่อน” “บ้านนอก” หรือ “พวกนอกรีต” เป็นต้น) และผู้ถูกกดขี่จะถูกผลักให้เป็นพวก “ไม่จงรักภักดี” “หัวรุนแรง” “ชั่วร้าย” หรือ “พวกก่อความไม่สงบ” ทันทีที่เขาตอบโต้ความรุนแรงของผู้กดขี่

เฟรเรมีความเห็นว่า เป้าหมายการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่คือการกอบกู้ความเป็นมนุษย์ ซึ่ง “จะทำให้พวกเขาได้กอบกู้ความเมตตาปรานีที่แท้จริงไปพร้อม ๆ กัน … มันจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความรัก ตรงกันข้ามกับความไร้รัก ซึ่งดำรงอยู่ตรงใจกลางความรุนแรงของผู้กดขี่ ที่แม้จะสวมทับไว้ด้วยความเมตตาปรานีจอมปลอมอย่างสวยงามสักเพียงไร ก็ยังเป็นความไร้รักอยู่วันยังค่ำ

สิ่งที่พบเห็นได้เสมอในระยะแรกเริ่มของการต่อสู้ คือจุดมุ่งหมายในการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่มักหลงทิศหลงทางไป แทนที่จะต่อสู้เพื่อการปลดปล่อย ผู้ถูกกดขี่มักมีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้กดขี่คนใหม่ หรือ “ผู้กดขี่ย่อย ๆ” เสียเอง …

“ความกลัวอิสรภาพ” ทำให้ผู้ถูกกดขี่ทุกข์ทน และอาจนำพาให้พวกเขาปรารถนาจะเป็นผู้กดขี่ พอ ๆ กับที่ผูกมัดพวกเขาไว้กับบทบาทของผู้ถูกกดขี่ ความกลัวเช่นว่านั้นจำเป็นต้องถูกใคร่ครวญตรวจสอบ” ดูเหมือนว่าเฟรเรจะเน้นในเรื่องการสร้างจิตสำนึกรู้ทัน ไม่ว่าจะเป็นจิตสำนึกรู้ทันของผู้กดขี่หรือของผู้ถูกกดขี่ และใช้ “ความรัก” ในการปลดปล่อยทั้งสองไปพร้อมกัน เพราะผู้กดขี่ก็ปรารถนาจะรู้สึกเป็นมนุษย์ การลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ไม่ช่วยให้ผู้กดขี่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นแต่อย่างใด

ข้อเสนอของเฟรเรคือการมีการศึกษาแบบใหม่ซึ่งเน้นความเป็นมนุษย์ สถานะครู-ศิษย์ไม่ควรเป็นผู้รอบรู้-ผู้โง่เขลา ทว่าต้องปรับระดับให้เท่าเทียมกัน อนึ่งองค์ความรู้ไม่มีแต่เฉพาะในตัวครู ศิษย์อาจหาความรู้/ข่าวสารได้มากมาย เช่น จากโทรศัพท์มือถือของเขาเอง และจากประสบการณ์ตรงในชีวิต ดังนั้น ศิษย์จึงควรมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอน ส่วนการอบรมระยะสั้น ไม่ควรเป็นการเชิญวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้ มาบรรยาย หรือสาธิตทักษะบางประการ หากควรให้ความสำคัญแก่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้าอบรมให้ตรงตามโจทย์ของพวกเขาด้วย

การศึกษาไม่ควรเป็นการหาคำตอบที่ “ถูกต้อง” ต่อปัญหานานา แต่ควรเป็นการหาคำตอบ “ใหม่” โดยพร้อมยอมรับความเสี่ยงและความล้มเหลว แม้ครูอาจมีคำตอบอยู่ในใจ แต่ควรให้ศิษย์คิดและทดลองทำสิ่งที่ครูเห็นว่า “โง่” แต่อาจนำไปสู่ข้อค้นพบใหม่ ๆ ได้ คือเอาความ “โง่” เป็นครูนั่นแหละ โดยที่ครูอาจมีบทบาทในการช่วยสรุปบทเรียน ให้กำลังใจในความอยากรู้อยากเห็นของศิษย์ และฟื้นฟูความมั่นใจเมื่อประสบการณ์ใหม่ประสบความล้มเหลว ดังนั้น เฟรเรจึงเสนอว่าการเรียนการสอนของผู้ถูกกดขี่ควรใช้การสานเสวนา (dialogue) ระหว่างครูกับศิษย์เป็นสำคัญ ซึ่งอาจเหมือนสมัยกรุงเอเธนส์ ที่การถามตอบระหว่างโสเครตีสและบรรดาศิษย์ได้ทำให้เกิดสำนักปรัชญาที่ลุ่มลึกหลายสำนัก

แต่เฟรเรยังกล่าวถึง praxis ด้วย คือสานเสวนาไม่ใช่เป้าหมาย หากเป็นการชี้แนะสู่การกระทำ อยากจะแปลคำ praxis ว่า ปัญญาปฏิบัติ คือมีโยนิโสมนสิการในการเลือกวิถีปฏิบัติ ที่โอบรับความเสี่ยงและก้าวไปกับความกลัว ส่วนผลการปฏิบัติอาจวัดที่สำนึกและการแปลงเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทั้งของผู้ถูกกดขี่และผู้กดขี่นั่นเอง การศึกษาของผู้ถูกกดขี่ต้องเป็นของผู้กดขี่ด้วย มิฉะนั้นจะมีความรุนแรงที่อาจยังไม่เกิด เพียงแต่ถูกประวิงเวลาออกไป

บทความนี้เขียนด้วยความหวังว่า “ผู้กดขี่” บางคนจะรับฟังบ้างว่า ถ้าจะใช้ความรุนแรงกดทับไว้ เพื่อให้เชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่สมมุติขึ้นว่า “ศักด์สิทธิ์” สำนึกใหม่ของผู้ถูกกดขี่จะเกิดขึ้นและจะตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง เมื่อถึงตอนนั้น การพูดถึงความรักและความเป็นมนุษย์จะมีน้ำหนักน้อยกว่าชัยชนะที่จำเป็นต้องได้มา ผมนึกถึงเพลงฝรั่งเศสอีกเพลงหนึ่งที่แต่งขึ้นในปี 2486 ระหว่างที่เยอรมันยังยึดครองประเทศฝรั่งเศสไว้ คนฝรั่งเศสส่วนหนึ่งจึงลุกขึ้นต่อสู้ โดยเห็นชัดว่ากองทัพนาซีคือผู้กดขี่ และชาวฝรั่งเศสผู้มีสำนึกนั้น ลุกขึ้นต่อสู้ในนามของ “ฝ่ายต้านทาน” (resistance) เพลงที่ขอยกเนื้อร้องส่วนหนึ่งมาอ้างไว้ในที่นี้มีชื่อว่า ศำ Le Chant de la Liberation (บทเพลงแห่งการปลดปล่อย) ความว่า

“เพื่อนเอ๋ย เจ้าได้ยินเสียงกระพือปีกของอีกาดำเหนือท้องทุ่งของเราไหม

เพื่อนเอ๋ย เจ้าได้ยินเสียงอันปวดร้าวของประเทศที่ถูกล่ามโซ่อยู่ไหม

เพื่อนร่วมอุดมการณ์ กรรมกรและชาวนา เพื่อนเอ๋ยนี่คือเสียงเรียกเตือน

คืนนี้ ศัตรูจะได้เห็นเลือดและน้ำตา …

เพื่อนเอ๋ย ถ้าเจ้าล้ม เพื่อนอีกคนจะออกจากเงามืดมาแทนที่เจ้า
พรุ่งนี้ เลือดจะเหือดแห้งเป็นสีดำบนท้องถนน

ร้องเพลงเถิด เพื่อนเอ๋ย ค่ำคืนนี้ เทพีแห่งเสรีภาพกำลังฟังเสียงของเราอยู่

ขอสรุปเป็นคำถามว่า เราจะต้องร้องเพลงอีกกี่เพลง กว่าจะได้ยิน

โคทม อารียา