มิวสิกมิวเซียม (South East Asia Music Museum) ชื่อจริงว่า “พิพิธภัณฑ์ดนตรีอุษาคเนย์” แต่ที่เรียกให้เป็นสากล “มิวสิกมิวเซียม” ก็เพื่อการสื่อสาร น่าเข้าไปดู ฟังชื่อแล้วตื่นเต้น ไม่เป็นห้องเก็บของ แต่จะเป็นแหล่งที่รวบรวมความรู้ ทั้งนี้ ได้เรียกชื่อมิวสิกมิวเซียม เลียนแบบมิวเซียมสยาม จะเป็นการเริ่มต้นวิธีคิดใหม่ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ ความรู้เกี่ยวกับดนตรีท้องถิ่นและดนตรีในส่วนภูมิภาค ประมาณว่าทำเรื่องกระจอกๆ ให้โลกรู้จัก
มิวสิกมิวเซียมได้เริ่มก่อสร้างมา 7 ปี (พ.ศ.2553) แล้ว แต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ มีพื้นที่ประมาณ 3 หมื่นตารางเมตร เป็นอาคาร 7 ชั้น อาคารตั้งอยู่กลางน้ำเหมือนกับหอไตร ที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกเพื่อไม่ให้มดขึ้น ทุกปีก็จะได้งบประมาณ 60-80 ล้านบาท ซึ่งต้องใช้เวลา 10 ปี จึงจะสร้างเสร็จ ทั้งนี้ เดิมได้ตกลงกับสถาปนิกซึ่งเป็นผู้ออกแบบ (คุณชาตรี ลดาลลิตสกุล) ว่ามีงบอยู่น้อย แต่เมื่อได้แบบมาแล้วต้องใช้งบประมาณทั้งหมดสูงกว่างบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งความจริงก็ดูว่าแบบสวยงามจนไม่รู้ว่าจะตัดตรงไหนออก
ดังนั้น เพื่อความสมบูรณ์ของมิวสิกมิวเซียม ก็ต้องยอมทำตามแบบที่สถาปนิกได้ออกแบบเอาไว้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นหน้าตาของประเทศไทยในอนาคต ก็ทำใจรับที่จะต้องหาเงินเพิ่มขึ้น เพื่อการก่อสร้างมิวสิกมิวเซียมให้เสร็จ แล้วจะรู้สึกว่าประเทศไทยเจริญ
สำหรับสถาปนิกนั้นก็เป็นผู้สร้างศิลปะอีกอาชีพหนึ่ง แต่เป็นอาคารและพื้นที่ น้อยมากที่สถาปนิกจะได้ออกแบบตามที่ตนชอบ ส่วนใหญ่จะทำงานเอาใจเจ้าของงาน โดยมีเงินเป็นตัวกำหนด ทั้งรูปแบบและคุณภาพของที่ใช้ในการก่อสร้าง อาคารของส่วนราชการของไทยส่วนใหญ่จึงไม่สวย ไม่ดี ไม่ทนทาน ไม่ยั่งยืน ใช้งานได้ไม่คุ้มเสีย สำหรับงานของ คุณชาตรี ลดาลลิตสกุล อาจจะเป็นงานชิ้นแรกๆ ที่สถาปนิกได้ทำงานตามใจชอบ
เมื่อ 30-40 ปีก่อน คนไทยที่จะเรียนเรื่องวัฒนธรรมของภูมิภาค ก็ต้องไปเรียนที่ศูนย์วัฒนธรรมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาวาย (East-West Center) ไม่มีสถานศึกษาเกี่ยวกับดนตรีของภูมิภาคอาเซียน ต้องไปเรียนดนตรีอาเซียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือที่ประเทศอังกฤษ อย่างในมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งก็มีนักวิชาการไทยได้ไปเรียนจนจบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายท่าน ทำให้วิชาการทางดนตรีได้พัฒนาขึ้นมาก แต่ก็ยังอยู่ในฐานะ “ตามเขาว่าเก่ง ทำเองว่าโง่” ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาไทยก็ตกเป็นเมืองขึ้นทางวิชาการเรื่อยมา
สําหรับมิวสิกมิวเซียมนั้น มีวัตถุประสงค์หลักจะให้เป็นศูนย์การศึกษาดนตรีของภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้นักศึกษาที่สนใจและอยากศึกษาดนตรีของอาเซียนสามารถที่จะเข้าศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากมิวสิกมิวเซียมได้ โดยที่มิวสิกมิวเซียมมีองค์ความรู้เพียงพอกับความต้องการของนักวิชาการ เป็นสถานที่เก็บเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญๆ เอาไว้ เป็นสถานที่เก็บเสียงดนตรีและบทเพลงโบราณที่สำคัญไว้เพื่อใช้ศึกษา ทั้งนี้ มิวสิกมิวเซียมจะต้องสร้างโอกาสให้แก่นักดนตรีและวงดนตรีที่มีฝีมือมาแสดงและบันทึกเสียงเก็บเอาไว้ให้ศึกษา ขณะเดียวกันก็เผยแพร่สิ่งที่อยู่ในมิวสิกมิวเซียมออกไปให้ประชนได้รับรู้
มิวสิกมิวเซียมน่าจะเป็นเสมือนศูนย์การค้าของดนตรี เป็นทั้งแหล่งความรู้และความบันเทิง สามารถหาซื้อหนังสือได้ เป็นแหล่งรวบรวมแผ่นเสียง รวบรวมบทเพลง โน้ตเพลง ฯลฯ ผู้ศึกษาสามารถที่จะทำสำเนาเพื่อนำไปศึกษาและเป็นเจ้าของได้ มิวสิกมิวเซียมเป็นแหล่งรวบรวมเครื่องดนตรี ร้านซ่อมเครื่องดนตรี ร้านตุ๊กตาดนตรี ของเล่นหรือของที่ระลึกที่เกี่ยวกับดนตรี พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำลูกหลานมาเที่ยวชม เดินเล่นฟังการแสดงดนตรีในมิวสิกมิวเซียมได้ มิวสิกมิวเซียมเป็นเหมือนสนามเด็กเล่น เด็กมีความสนุกสนานกับดนตรี
มิวสิกมิวเซียมเป็นพื้นที่จัดแสดงดนตรีประจำชาติ ดนตรีท้องถิ่น ดนตรีพื้นบ้าน โดยชาวบ้านจากชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ ทั่วอาเซียน ได้มีโอกาสมาแสดงในมิวสิกมิวเซียมได้ตลอดปี นอกจากการจัดแสดงแล้ว ยังเปิดให้เด็กที่เรียนดนตรีจากทั่วโลกได้มีโอกาสเรียนดนตรีท้องถิ่นจากชาวบ้านโดยตรง ทั้งนี้ จะต้องมีนักวิชาการดนตรีช่วยอธิบายให้ความรู้หรือช่วยแปลภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร เพื่อให้นักศึกษาต่างชาติได้เข้าใจ การเรียนดนตรีได้ปฏิบัติโดยตรงกับชาวบ้าน (นักปราชญ์) ผู้สนใจเรียนสามารถลงทะเบียนเรียนวิชาดนตรีพื้นบ้านผ่านระบบของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วโอนหน่วยกิตผ่านไปยังมหาวิทยาลัยต้นสังกัดได้เลย ซึ่งจะทำให้ดนตรีท้องถิ่นของอาเซียนแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน นักดนตรีที่เป็นชาวบ้านก็สามารถได้ค่าตอบแทน (ค่าตัว) ที่เหมาะสม สามารถดำรงชีวิตในฐานะนักดนตรีชาวบ้านต่อไปได้ โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอาชีพแต่อย่างใด
มิวสิกมิวเซียมจึงเป็นความหวังใหม่ของการศึกษาดนตรีของอาเซียน จะเป็นพื้นที่ให้นักวิชาการจากทั่วโลกหันมาสนใจดนตรีพื้นบ้านและดนตรีประจำชาติของอาเซียน ใช้ชุมชนเป็นพื้นที่ศึกษา เป็นเวทีให้นักดนตรีชาวบ้านและนักดนตรีชาวอาเซียนทั้งหลายได้แสดงผลงาน ขณะเดียวกันนักศึกษาที่สนใจเรื่องดนตรีของอาเซียนก็จะได้ใช้พื้นที่ ได้เวทีในการศึกษาค้นคว้า และได้ทำงานที่ตนสนใจ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สามารถที่จะเชื่อมโยงเป็นสื่อให้ดนตรีของอาเซียนได้เชื่อมโยงกับชาวโลกได้ง่ายขึ้น
ความตายของดนตรีอาเซียนก็คือ รายได้ของนักดนตรีน้อย เมื่อคิดจะเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือ เล่นดนตรีพื้นบ้านอาเซียนแล้วไม่มีเงินตอบแทนเพียงพอ เลี้ยงครอบครัวไม่ได้ ดนตรีก็จะสืบทอดไม่ได้ ดนตรีก็จะไปไม่รอด ในที่สุดก็ไม่มีใครสืบทอด ไม่มีใครศึกษา บทเพลงก็ค่อยๆ ตายตามครูดนตรีไปทีละคน เพลงก็ตายตามครูไปด้วยเพราะไม่ได้บันทึก เครื่องดนตรีก็ตายตาม เสียงดนตรีก็จะตาย ในที่สุดทุกอย่างก็ตาย คนรุ่นใหม่ก็จะไม่มีโอกาสศึกษา หากจะศึกษาก็อยู่ไม่รอด เพราะทำมาหากินไม่ได้ เพราะได้ค่าตอบแทนน้อยเกินไปที่จะอยู่ในอาชีพได้
การนำดนตรีพื้นบ้านอาเซียนมาใส่ไว้ในมิวสิกมิวเซียม เป็นการเก็บรักษาดนตรีเอาไว้เพราะมีคุณค่า ดนตรีพื้นบ้านเป็นประวัติศาสตร์ของสังคม การสร้างมูลค่าจากคุณค่า ทั้งด้านวิชาการ ด้านความไพเราะสวยงาม ด้านประวัติศาสตร์ชุมชน แล้วขายคุณค่าของความเป็นท้องถิ่นนิยมหรือความเป็นฉันให้แก่ชาวโลก ซื้อไปชื่นชม ก็จะสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่ม เพียงพอที่จะต่อให้นักดนตรีมีชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน
เนื่องจากความเป็นอาเซียนนิยมได้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ใครๆ ก็ทำงานด้านอาเซียนนิยม หลายครั้งที่นำเอาดนตรีมาจัดแสดงรวมๆ กัน เป็นพวกเอ็ดตะโรโฟนี โดยเอานักดนตรีของแต่ละชาติ เอาเครื่องดนตรีแต่ละชนิด มาเล่นพร้อมๆ กัน ซึ่งนักวิชาการด้านวัฒนธรรมทั้งหลายนิยมกัน เพื่อที่จะอวดว่าได้เอาดนตรีมาผสมกันได้แล้ว แต่ละหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต่างก็ทุ่มเทงบประมาณเสนอความเป็นอาเซียน ซึ่งจะมีให้เห็นทั่วไป
ความจริงดนตรีของอาเซียน ก็มีความเป็นตัวตน (อัตลักษณ์) ในตัวของมันเอง แบบเดียวกับอาหารของชาวอาเซียน จะเอาอาหารมาผสมกินรวมกันไม่ได้ฉันใด การเอาดนตรีมาผสมรวมกันก็ฟังไม่ไพเราะฉันนั้น แต่ที่นิยมชอบทำกันก็เพราะความมักง่ายทางวัฒนธรรม
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มต้นคิดเรื่องมิวสิกมิวเซียม โดยเดินทางไปดูงานที่มิวสิกมิวเซียมทั่วโลก ค่อยๆ เก็บสะสมเครื่องดนตรีที่สำคัญๆ ของชาติ แล้วค่อยๆ หาผู้รู้ที่เกี่ยวกับมิวสิกมิวเซียมมาให้คำแนะนำ ได้ลองผิดลองถูกมาหลายปี จนเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ได้ศึกษาค้นคว้า ทำขนานไปกับงานก่อสร้างมิวสิกมิวเซียม จนมองเห็นทางที่จะเดินต่อไป ซึ่งทิศทางก็ค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวันที่ 4-6 สิงหาคม 2559 ทางมิวสิกมิวเซียมได้จัดกิจกรรมสัมมนาโดยเชิญผู้รู้และผู้ที่ทำงานด้านมิวสิกมิวเซียมจากหลายแหล่ง อาทิ นักวิชาการจากสมิทโซเนียน ยูเนสโก สถาบันวัฒนธรรมเยอรมันเกอเธ่ และนักวิชาการที่สนใจเรื่องมิวสิกมิวเซียม เพราะอยากรู้ว่า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเมื่อได้เห็นมิวสิกมิวเซียมแล้ว เขาจะให้คำแนะนำว่าอย่างไร อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรเป็นความล้มเหลว อะไรเป็นความสำเร็จ อะไรควรเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้มิวสิกมิวเซียมมีความสมบูรณ์มากขึ้น
คำแนะนำส่วนใหญ่จะไปเน้นเรื่องคน อาทิ ต้องหาผู้อำนวยการมิวสิกมิวเซียม เพื่อที่จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีคนที่สามารถจะเชื่อมโยงกับองค์กรระดับโลกได้ ซึ่งจะทำให้มิวสิกมิวเซียมมีบทบาทในเวทีสากลได้มากขึ้น สิ่งที่ทุกคนตื่นเต้นมากก็คือ อาคารของมิวสิกมิวเซียมที่ทำไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง ก็รู้ได้ว่าจะเป็นเรื่องที่ตื่นตาตื่นใจของคนในวงการมิวสิกมิวเซียมอย่างยิ่ง
การแสดงประกอบการสัมมนา ซึ่งมีหมอแคน สมบัติ สิมหล้า จากบรบือ มหาสารคาม มาแสดงความสามารถในการเป่าแคน ทำให้นักวิชาการทั้งหลายถึงกับตาค้าง เพราะสมบัติ สิมหล้า มีความสามารถสูงที่จะทำเสียงต่างๆ จากแคน ประพันธ์เพลงแคนขึ้นใหม่ โดยไม่เกรงกลัวลายดั้งเดิม เพราะสมบัติ สิมหล้า ได้เป่าลายดั้งเดิมจนเปื่อยหมดแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดลายใหม่ๆ ที่เป็นภูมิปัญญาจากรากฐานเดิมที่มั่นคง
หมอพิณ คำเม้า ก็เป็นหมอพิณที่ได้เดินทางไปแสดงในยุโรปมาหลายปีแล้ว ในนามวงบางกอกพาราไดซ์ โดยเฉพาะการดีดพิณโปร่งร่วมด้นกับหมอแคน สมบัติ สิมหล้า ทำให้ทุกคนตื่นเต้น นั่งกันไม่ติด เพราะอยากจะลุกขึ้นเต้น ในที่สุดก็ได้สรุปในที่ประชุมสัมมนาว่า “มิวสิกมิวเซียม” ที่มีชีวิตนั้น จะต้องนำนักดนตรีจากชุมชนมาแสดง ซึ่งมีอยู่ทั่วภูมิภาคของอาเซียน
เมื่อนักดนตรีคนเก่งจากหมู่บ้านมาแสดงให้ชาวเมืองได้เห็น แล้วได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม จะทำให้นักดนตรีคนเก่งจากหมู่บ้านมีชีวิตอยู่สร้างงานดนตรีต่อไปได้

