ตลอดระยะเวลาของการควบคุมและดูแลมาตรฐานวิชาชีพทนายความด้วยตนเองภายใต้พระราชบัญญัติสภาทนายความ พ.ศ.2528 จนถึงปัจจุบัน การบริหารจัดการสภาทนายความครั้งละ 3 ปี มีผู้อาสาแข่งขันในแต่ละคราวเพื่อการส่งไม้ผลัดหรือเพื่อการสืบทอดภารกิจกันในหมู่ทนายความเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เพียง 2 กลุ่ม ซึ่งในระยะหลังสืบเนื่องกันมาไม่น้อยกว่า 3 สมัย การบริหารสภาทนายความตกเป็นของกลุ่มทนายความชุดเดียวกัน อาจกล่าวโดยรวมว่ามีชุดความคิดเดียวกันทั้งในเรื่องของการกำหนดแนวนโยบาย การบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาองค์กรและแนวคิดทางการเมืองที่กลุ่มผู้นำองค์กรแสดงปฏิสัมพันธ์ต่อภายนอก
ในระยะแรกของการแข่งขันกันเพื่อให้ได้รับเลือก มีคำกล่าวตลกในวงการทนายความบางส่วนว่า เป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มทนายความจากมหาวิทยาลัยปิดกับกลุ่มทนายความที่มาจากมหาวิทยาลัยเปิด และคาดการณ์กันว่าในระยะหนึ่งซึ่งไม่นานนัก นายกสภาและทีมบริหารทนายความจะมาจากกลุ่มทนายความมหาวิทยาลัยเปิด
แต่นั่นเป็นเพียงการกล่าวตลกในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ไม่อาจถือเอาเป็นสาระได้ เพราะในความเป็นจริงมีทนายความรวมกลุ่มกันสมัครในทีมบริหารเดียวกันโดยมาจากหลากหลายสถาบันทุกสมัย อีกทั้งภารกิจในการพัฒนาองค์กรของแต่ละทีมนั้นจำเป็นต้องหลอมรวมเอาทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ที่ดีพอที่จะนำองค์กรวิชาชีพนี้ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่น้อยหน้าองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม ในภาวะที่สมาชิกขององค์กรมีเพิ่มมากขึ้นทุกปีและเกินกว่าเท่าตัวหากย้อนหลังไปในวันที่ทนายความมีสิทธิที่จะปกครองตนเอง
แม้ว่าผลการเลือกตั้งนายกสภาทนายความและคณะกรรมการเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมาจะปรากฏภาพรวมว่าสิ่งที่เคยกล่าวตลกเล่นๆ มาเป็นจริงในครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่อาจที่จะถือว่า “ผล” อันเกิดขึ้นมาจาก “เหตุ” ที่เคยกล่าวเล่นๆ ได้ เพราะไม่มีการศึกษาถึงรายละเอียดของผู้ลงคะแนนที่แท้จริง อีกทั้งผู้สมัครจากมหาวิทยาลัยเปิดก็อยู่ในทุกทีมที่แข่งขัน
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้โดยนิตินัยแล้วอาจถือเป็นการเปลี่ยนแปลง “การนำ” องค์กรสภาทนายความอีกวาระหนึ่งเนื่องจากผู้ที่ได้รับการคัดเลือกได้รับคะแนนเสียงมากกว่าการลงคะแนนทุกครั้งที่ผ่านมาและชนะทุกภาค แม้ว่าจะเป็นคะแนนเสียงส่วนข้างมากของผู้มาใช้สิทธิที่มีเพียงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมดก็ตาม
อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลง “การนำ” โดยพฤตินัยอย่างแท้จริงเพียงใดหรือเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลง “หัว” โดยมิได้เปลี่ยน “ทั้งร่าง” ซึ่งหมายถึงเรื่องของผลงานและกิจการที่ดำเนินการค้างคาอยู่การเข้าบริหารงานอย่างจริงจังของชุดใหม่จะมีผลลัพธ์ในท้ายที่สุด
ข้อที่น่ากังขาคือ เหตุใดความล้มเหลวจึงบังเกิดขึ้นกับคณะผู้บริหารชุดเก่าที่ดำรงฐานะมาอย่างยาวนาน มีผลงานปรากฏต่อเนื่องและเด่นในเรื่องของการยกฐานะทางวิชาการเพื่อสร้างมาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้นสำหรับการเป็นผู้ประกอบอาชีพทนายความ อีกทั้งผู้บริหารชุดเก่าล้วนแต่เป็นตัวอย่างของผู้ที่ได้รับความสำเร็จในการประกอบอาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ได้รับการยอมรับในเรื่องของความรู้ ความสามารถโดยเฉพาะในเรื่องของการให้คำปรึกษากับต่างประเทศทั้งสิ้น
มีเสียงเล่าขานกันภายในว่าความพ่ายแพ้ที่สำคัญมาจากเหตุ 2 ประการ
ประการแรก คือ ความไม่ชัดเจนในท่าทีต่อการต่อสู้เรื่องสิทธิการประกอบอาชีพทางกฎหมายของคนต่างด้าวในภาวะที่ไทยมีข้อผูกมัดกับพันธกรณีการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งจำต้องเปิดเสรีตลาดแรงงานจนต้องมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สภาทนายความด้วยนั้น คณะกรรมการสภาทนายความชุดเก่ากลับไม่แสดงท่าทีที่ชัดแจ้งหรือเปิดเผยความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.สภาทนายความ พ.ศ.2528 ให้ทนายความรับทราบและวิจารณ์อย่างกว้างขวางและทั่วถึง
หากคำเล่าขานเป็นความจริง นับเป็นราคาที่ไม่คุ้มค่าเลยที่ทีมบริหารชุดเก่าต้องจ่าย เพราะผลของการแสดงท่าทีที่ไม่ชัดเจนเพียงพอดังกล่าว ในด้านหนึ่ง แม้ว่าจะมีเหตุผลเนื่องจากการที่ยังสามารถไม่เปิดเผยร่างกฎหมายต่อสาธารณะได้ เพราะเห็นว่าเป็นเพียงแค่กรอบความคิดและยังมิใช่ร่างที่สมบูรณ์อีกทั้งอยู่ในภาระหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมในฐานะของผู้รักษาการกฎหมายสภาทนายความ
แต่อีกด้านหนึ่งแสดงให้เห็นว่า คณะผู้บริหารองค์กรอาจละเลยความสำคัญของ “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง” และ “สิทธิในการมีส่วนร่วม” ของทนายความทั้งมวลอย่างแท้จริง ที่แม้เพียงแค่กรอบแนวคิดก็สมควรต้องรับฟังความเห็นกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ปรากฏเป็นร่างกฎหมายเสียก่อน เนื่องจากทนายความทุกคนถือเป็นผู้ที่จะมีผลกระทบทั้งสิ้น
หรือว่า…ความสำเร็จจากการประกอบวิชาชีพทนายความและการบริหารองค์กรสภาทนายความโดยมีผลงานอย่างต่อเนื่อง จะกลายมาเป็นผลร้ายที่ทำให้ละเลยการเห็นความสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพร่วมกันที่ยังอายุน้อย ด้อยประสบการณ์และยังไม่อยู่บนเส้นทางแห่งความสำเร็จ จึงมองไม่ออกถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ความล้มเหลวจากเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุเล็กที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วเป็นภาระของรัฐบาลต่างหากที่จะต้องแก้ปัญหาองค์กรวิชาชีพมีภาระเพียงแถลงจุดยืนที่ชัดเจนและเป็นไปตามความเห็นร่วมของสมาชิกเท่านั้น
หรือว่า…แท้จริงแล้ว “การนำ” องค์กรวิชาชีพที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมีฐานความรู้ทั้งหมด จำเป็นต้องคิดในเชิงการมีส่วนร่วมที่มากกว่าการเป็นผู้ให้และนำแบบแนวดิ่ง โดยไม่ต้องสลับซับซ้อน เพราะไม่ว่าจะเป็น “มิสเตอร์มิลเลี่ยนแนร์” หรือเป็นทนายความที่ยังเรียกค่าว่าความเพียงแค่หลักพัน ทุกคนก็มีคะแนนเสียง 1 คะแนนเท่ากัน ความสำเร็จจากการมีรายรับที่มากและโลดโผนทะยานเยี่ยง “ม้าเทศ” อาจเป็นกำแพงกั้นจากมวลหมู่ “ม้าไทย” ให้ต้องอยู่คนละสนามการแข่งขัน
ประการที่สอง เป็นเสียงเล่าขาน จากเหตุที่รองเลขาธิการ คสช. ทำการแทนเลขาธิการ คสช.มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความ เพื่อให้ชะลอการจัดการเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความชุดใหม่ออกไปก่อน โดยให้คณะกรรมการสภาทนายความที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ไปพลาง โดยให้เหตุผลสรุปได้ว่า การเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความมีสมาชิกจำนวนมาก รวมทั้งการกำหนดหน่วยเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดตามเขตอำนาจศาล เป็นการดำเนินกิจกรรมที่ขัดแย้งกับประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 ที่บังคับใช้กับทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์ในการรักษาความเรียบร้อยของประเทศเป็นส่วนรวมในห้วงเปลี่ยนผ่าน จึงเห็นสมควรให้ชะลอไปก่อน เช่นเดียวกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามประกาศ คสช.ที่ 85/2557
แต่มีทนายความจำนวนหนึ่งมีความเห็นต่างและยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จนในที่สุดผู้อำนวยการเลือกตั้ง สภาทนายความจึงจัดการเลือกตั้งนายกและกรรมการชุดใหม่ได้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2559
กรณีนี้มีหลายคนที่เห็นว่า แท้จริงแล้วการเลือกตั้งของสภาทนายความนั้นเป็นกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของชาติและเป็นกิจกรรมทางการเมืองจริงหรือ เหตุใดนายกและกรรมการสภาทนายความหรือผู้อำนวยการเลือกตั้งในขณะนั้นจึงไม่แสดงความเห็นหรือท่าทีที่ชัดแจ้ง เพราะแท้จริงแล้วตนเองที่เป็นผู้รู้และใช้กฎหมายทนายความดีกว่าองค์กรอื่นๆ การไม่ชัดเจนจึงเป็นเสมือนการได้รับประโยชน์จากการรักษาการในหน้าที่ไปโดยไม่มีกำหนด ในที่สุดผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ให้คำตอบแล้วว่าการเลือกตั้งองค์กรทนายความเป็นการกระทำที่มีผลต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติหรือเป็นกิจกรรมทางการเมืองจริงหรือไม่
ความสามารถและการแสดงท่าทีที่ชัดเจนของทนายความในเรื่องนี้จนศาลปกครองสั่งให้จัดการเลือกตั้งได้จะนับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้เสนอตัวแข่งขันซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้รับ “ศรัทธาและมีอารมณ์ร่วม” จนมีพลังโลดทะยานวิ่งสู่ชัยชนะจริงหรือไม่ เสียงเล่าขานภายในองค์กรในเวลาต่อๆ ไปจะให้คำตอบได้ในที่สุด
ข้อกังขาจากเหตุทั้งสองประการข้างต้น หากเป็นความจริงแล้ว นับเป็นภาระที่ทนายความทั้งมวลจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่ออนาคตขององค์กรอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่า สิ่งที่ดี มีคุณค่าต่อองค์กรที่ชุดเก่าได้สร้างและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องบทบาททางวิชาการนั้นจะสามารถได้รับการสานต่อให้ปรากฏผลเชิงรูปธรรมที่ดีมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่ยอมรับและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองของทนายความที่มากยิ่งขึ้น กำหนดจุดยืนต่ออาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมายที่ชัดแจ้งและเหมาะสมกับประโยชน์ของประเทศ ในภาวะที่ความผูกพันต่อพันธกรณีของระเบียบการค้าระหว่างประเทศผูกมัดให้ไทยต้องชัดแจ้งรีรอไม่ได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกันจะต้องแปร “ความศรัทธาและอารมณ์ร่วม” ให้เป็นเหตุผลและเป็นเนื้อหาในหน้าที่อย่างจริงจังเมื่อถึงเวลาที่ตนเองต้องรับไม้ผลัดต่อจากชุดก่อนหน้า แต่ต้องให้เป็นเรื่องของการมุ่งไปสู่สิ่งที่ดีกว่าที่มากยิ่งขึ้น
เพราะการบริหารองค์กรสภาทนายความมิอาจจะใช้รูปแบบบริหารมูลนิธิหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือรูปแบบบริหารสำนักงานทนายความ หรือจะทำให้องค์กรนี้เป็นองค์กรกึ่งรัฐไปได้
“อย่าให้ชัยชนะเป็นความสำเร็จที่เกิดจากอารมณ์ แบ่งแยก พวกเขาพวกเรา และอย่าให้ชัยชนะในวันนี้ ปรากฏคำตอบว่า ‘ล้มเหลว’ เมื่อต้องลงมือทำจริง”

