อาศรมมิวสิก : ยงสิทธิ์ (นิล) ยงค์กมล ผู้พิการสายตาจบปริญญาเอกดนตรี

20.06.21 | 11:11 น.

ยงสิทธิ์ (นิล) ยงค์กมล นักศึกษาแซกโซโฟนผู้พิการสายตา (ตาบอด) เรียนเป่าแซกโซโฟนตั้งแต่วัยเด็ก เมื่ออายุ 12 ขวบ เพราะพ่อแม่เชื่อว่าดนตรีจะช่วยชีวิตลูกได้ เชื่อว่าดนตรีจะช่วยพัฒนาได้เร็วกว่าและอยู่กับโลกในอนาคตได้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา นิลได้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกผ่านไปแล้ว โดยนิลได้ใช้วิถีชีวิตของตัวเองพัฒนาขึ้นเป็นตำรา ศึกษาว่าการเรียนดนตรีที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน การพัฒนาใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยตัวเองในการเรียนดนตรี เพราะยังไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จะเอื้ออำนวยให้คนตาบอดได้เข้าถึง การเรียนดนตรีในระบบการศึกษาไทยจึงลำบาก

นิลจึงต้องคิดช่วยตัวเอง ต้องแสวงหาอุปกรณ์เทคโนโลยี ค้นหาเครื่องมือเพื่อใช้เรียนดนตรีให้เหมาะสมกับความจำเป็นและความต้องการ ที่สำคัญคือทำให้เรียนดนตรีได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เครื่องมือช่วยย่นย่อเวลาและสามารถทำความเข้าใจดนตรีได้ดีขึ้น เมื่อนิลทำได้สำเร็จกับตัวเองซึ่งเป็นความสำเร็จส่วนตัว ด้วยเหตุผลที่ว่านิลจะต้องมีชีวิตอยู่ให้รอด อยู่ให้ได้ และเรียนดนตรีให้ได้ เพราะการต่อสู้และการค้นหาวิธีเอาตัวให้รอด เป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนตาบอดในระบบการศึกษาไทย

เมื่อนิลประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องมือนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์มาใช้เพื่อช่วยตัวเองในการเรียนดนตรีได้แล้ว ก็อยากนำความรู้และวิธีการ (วิธีวิทยา) กับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ ไปเผยแพร่เผื่อแผ่ให้แก่เด็กผู้ที่พิการทางสายตาคนอื่น ให้สามารถเข้าถึงวิธีการเรียนดนตรีแบบนิลได้บ้าง จึงต้องจัดกระบวนการศึกษาให้เป็นระบบ ตั้งแต่การหาอุปกรณ์เครื่องมือ การพัฒนาเครื่องมือ และการเรียนรู้ที่จะสอนคนตาบอดให้มีโอกาสเรียนดนตรีได้อย่างนิลด้วย โดยนิลใช้ประสบการณ์ที่ลำบากของตัวเองมาพัฒนาให้เป็นองค์ความรู้ที่เข้าถึงได้

นิลเริ่มต้นตั้งคำถามว่า “เราเกิดมาทำไม ทำไมต้องเป็นเรา อายุแค่ 20 ปี ตาก็มองไม่เห็นแล้ว ความสุขหายไป ความทุกข์เข้ามาแทน มีความเศร้า มีความเหงา มีความรู้สึกตรอมใจ ทุกคนที่อยู่ในบ้านและรอบๆ ตัวก็เครียด เวลาชีวิตได้กลายเป็นความยากลำบาก ความเป็นความตายของชีวิตอยู่ที่ตามองไม่เห็น แต่นิลก็มีดนตรีเป็นเพื่อนที่ช่วยชีวิตไว้ หากตัวนิลจะอยู่ถึงอายุ 80 ปี แล้วเราจะอยู่ต่อไปอย่างไร คำตอบนั้นก็คือ การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น การอยู่ที่จะสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องช่วยตัวเองให้ได้” นี่คือสิ่งที่นิลถ่ายทอดออกมาผ่านวิทยานิพนธ์และการศึกษาผ่านการเรียนดนตรี

Advertisement

นิลเริ่มเรียนเป่าแซกโซโฟนตั้งแต่อายุยังน้อย ชีวิตนิลนั้นโชคดีที่ครอบครัวมีกำลังและสนับสนุนให้ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ดนตรีเป็นสิ่งที่นิลเลือก เมื่อเปิดการแสดงประกอบการศึกษาปริญญาเอก นิลได้เล่าชีวิตผ่านเสียงดนตรี โดยแบ่งชีวิตออกเป็น 3 ช่วงเริ่มจากวัยเด็กที่อยู่กับครอบครัว ซึ่งมีโลกที่ยังสดใส อบอุ่นใจที่ได้อยู่กับครอบครัวที่มีความรักความปลอดภัย สายตาของนิลยังมองเห็นอยู่ ได้เห็นโลกที่ยังสวยงาม ช่วงต่อมาเมื่อตานิลเริ่มพร่ามัว ชีวิตต้องฝ่าฟันอุปสรรคเมื่อสายตามองไม่เห็น และช่วงสุดท้ายเป็นเวลาที่ตามืดลงสนิท การเผชิญกับชีวิตในมิติใหม่ นิลต้องตั้งคำถามว่า เราเกิดมาทำไม แล้วเราจะอยู่ต่อไปอย่างไร

การแสดงเป่าแซกโซโฟนของนิล เมื่อวันที่ 29-30 สิงหาคม และวันที่ 1 กันยายน 2562 ได้เปิดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชื่อรายการว่า “NIL’S VISION” เป็นงานที่ได้ร่วมแสดงกับงานเทศกาล Performative Arts Festival 2019 ซึ่งเป็นการเล่าประวัติชีวิตตัวนิลเอง นิลมีชีวิตเริ่มจากตาดีแล้วตาค่อยๆ มืดลง จนกระทั่งตามืดสนิท เรื่องราวการเรียนดนตรีในฐานะนักศึกษาเป็นผู้ที่มองไม่เห็น ดำเนินการเล่าเรื่องโดยใช้ดนตรีแสดงสดผสมด้วยและนำเสนอภาพวิดีโอประกอบ ซึ่งเป็นมิติจากตาเห็น พร่ามัว แล้วมืดบอด

ผมเป็นครูสอนแซกโซโฟนนิลตั้งแต่อายุ 12 ขวบ นิลเป็นนักเรียนดนตรีที่มองไม่เห็นคนแรก ผมเคยสอนแต่นักเรียนตาดี เมื่อเจอกับนักเรียนที่มองไม่เห็นก็เป็นองค์ความรู้ใหม่ แต่ก็เชื่อว่า ดนตรีคือดนตรี ดนตรีสามารถพัฒนาเติมเต็มชีวิตให้งอกงามได้ เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ ต้องหาวิธีเรียนรู้ใหม่ สื่อสารกันด้วยวิธีใหม่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ให้ได้ นิลเป็นคนที่เรียนได้เร็ว มีความจำเป็นเลิศ ครูก็ต้องยกเลิกการสอนอ่านโน้ตด้วยตา มาใช้หูฟัง ใช้สมองจำโน้ตแทนการอ่าน วิธีใหม่ต้องสอนด้วยวิธีเลียนแบบ จำเสียง และฝึกทำซ้ำๆ ทำตามครู โดยอาศัยหูเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีของครูดนตรีโบราณ

คนที่ตาบอดนั้น เมื่อเป็นนักดนตรี เขามีหูที่วิเศษมาก ผมรู้จักนักดนตรีตาบอดที่เก่งมาก คือ ครูปิยะ โกศินานนท์ นักเปียโน วงโคโค่แจ๊ส ท่านเรียนจบเปียโนคลาสสิกจากสถาบันดนตรีนิวอิงแลนด์ ที่สหรัฐอเมริกา คนแรกของไทย คุณสมบัติ สิมหล้า หมอแคนจากบรบือ มหาสารคาม ต้องอาศัยหูและใช้ความพยายามมหาศาลที่จะอยู่อย่างผู้ชนะ ต้องเรียนรู้ดนตรี ใช้หูทำงานแทนตา แล้วอาศัยฝีมือดนตรีนำทางชีวิต เป็นผู้ชนะชีวิตด้วยดนตรี

เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ครูปิยะ โกศินานนท์ ได้โทรศัพท์ออกปากวานให้ผมไปช่วยซ่อมหน้าต่างที่บ้านให้หน่อย ผมตอบครูไปว่า ตอนนี้ 3 ทุ่มแล้ว ผมขอไปพรุ่งนี้เช้าได้ไหม ครูก็ตอบว่า “ขอโทษที ลืมไปว่าคุณพิการ” กล่าวคือ ผมมองเห็นเฉพาะกลางวันแต่ผมมองไม่เห็นในเวลากลางคืน (ฮา)

ส่วนคุณสมบัติ สิมหล้า หมอแคนจากบรบือ นอกจากจำเสียงได้แล้ว ก็ยังใช้วิธีสัมผัสมือโดยมีกลยุทธ์และความรู้ของการเป็นหมอดูด้วย เมื่อบีบมือแล้วก็ทายดวงชะตาได้ว่าดี ที่สำคัญก็จะรู้และจำได้ว่าเป็นใคร

นิลเริ่มจากตาดีในวัยเด็ก แล้วมาตาบอดเมื่อโตขึ้นนิลต้องต่อสู้กับตัวเองในขณะที่จิตใจยังวุ่นวาย ได้อาศัยดนตรีเป็นเพื่อนนำทาง นิลเป่าแซกโซโฟนแล้วมีความสุข ซึ่งชีวิตของนิลจึงเป็นหนังสือที่สำคัญเล่มงามที่จะนำเสนอวิธีการศึกษาดนตรีของผู้พิการทางสายตาอย่างนิล หูของนิลทำหน้าที่เป็นหูและนิลยังต้องใช้หูแทนตาด้วย ต้องศึกษาอักษรนูนซึ่งเป็นภาษาใหม่ของคนตาบอด ต้องเปลี่ยนโน้ตเพลงสากลให้สามารถอ่านได้ด้วยอักษรเบรล (Braille) แล้วจึงจดจำไปฝึกซ้อมแซกโซโฟนอีกทอดหนึ่ง

นิลเป็นคนมีอัธยาศัยดี อารมณ์ดี เป็นมิตรกับทุกคนเป็นคนมีอารมณ์ขัน ที่สำคัญคือนิลเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณสูง ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานใกล้ชิดได้เรียนรู้ชีวิตความลำบาก ความเมตตา และการต่อสู้ชีวิตของนิลด้วย ผมเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์นิล (คนสุดท้าย) จึงต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ไปในเวลาเดียวกัน เห็นพัฒนาการและความพยายาม นิลเป็นคนทำงานหนัก ทำงานเสร็จทุกครั้งที่เจอกัน โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อแก้ตัวแต่อย่างใด

นิลได้เลือกศึกษาเรื่อง การสร้างอักษรเบรลเขียนโน้ตดนตรีสำหรับนักเรียนดนตรีที่ตาบอด เพื่อให้คนตาบอดเรียนรู้ดนตรีได้เร็วขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนตาบอดได้มีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย หากคนตาบอดสามารถจะเขียนโน้ตจากเสียงที่ได้ยินในหัวเอาเสียงออกมาลงในกระดาษ เพื่อให้คนตาดีได้เล่น คนตาบอดที่มีความสามารถเขียนเพลงให้คนตาดีและเขียนให้คนตาบอดเล่นได้ จึงเป็นวิธีคิดที่วิเศษจากประสบการณ์ตรง

นิลมีกระบวนการศึกษาที่น่าทึ่งมาก ความคิดที่ไร้ขอบเขต จินตนาการที่ไร้พรมแดน ความพยายามที่ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อจำกัด เป้าหมายคือทำงานให้สำเร็จ วันนี้นิลทำได้สำเร็จแล้ว เป็นนวัตกรรมในระบบการศึกษาดนตรีและระบบการศึกษาไทย แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ของนักเรียนดนตรีคนตาบอด แต่ก็เป็นแสงที่มีความสว่างสดใส เพื่อให้คนตาบอดได้มีโอกาสเรียนและเข้าถึงดนตรีง่ายขึ้น วิเศษที่นิลทำสิ่งนี้ได้เพื่อมอบให้แก่คนอื่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจา ชลธาร์นนท์ อดีตผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กพิเศษของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรับเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ให้นิล ซึ่งท่านเป็นบุคคลสำคัญเรื่องเด็กพิเศษ ท่านได้ศึกษาเรื่องเด็กพิเศษคนแรกๆ ของไทยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไปศึกษา (ตรีโทเอก) ด้านเด็กพิเศษ (พิการทุกประเภท) จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ ท่านได้รู้จักนิลมาตั้งแต่นิลอายุ 2 ขวบ เมื่อนิลสอบเสร็จ คณะกรรมการสอบทุกคน (4 คน) ได้ให้คะแนนนิลสอบผ่านในขั้นดีมาก กรรมการยังแนะนำให้นิลเอาผลงานไปต่อยอด ไปสอน และช่วยเหลือเด็กตาบอดให้ได้เรียนดนตรีต่อไป

นิลเป็นตัวอย่างของความพยายามในการต่อสู้กับชีวิต เป็นตัวอย่างชีวิตที่ใช้ดนตรีเพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตให้อยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข ตัวอย่างของจิตใจที่แข็งแกร่ง นิลได้พิสูจน์ให้รู้ว่า ความพิการตาไม่ใช่อุปสรรคในการดำรงอยู่ของชีวิต เพราะความพิการตาทำให้มองไม่เห็นทางกายภาพ แต่การใช้จิตมองจากภายใน แล้วใช้มโนจิตสร้างภาพที่เห็นในจินตนาการ แล้วพัฒนาออกมาเป็นเสียงดนตรี “เสียงใสใจสะอาด”

กรณีศึกษาและพัฒนาการของนิลเป็นคำตอบว่า การศึกษาคือความเจริญงอกงาม ตาที่บอดไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นภูมิต้านทาน เป็นพลังของการต่อสู้ให้แก่ชีวิต ชีวิตของนิลสามารถใช้เป็นต้นแบบของการศึกษาได้ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ได้เขียนโคลงไว้ว่า

“กล้วยไม้มีดอกช้า       ฉันใด
การศึกษาเป็นไป         ฉันนั้น
แต่ออกดอกคราวไร    งามเด่น
การศึกษาปลูกปั้น       เสร็จแล้ว แสนงาม”