หน้าแรก คอลัมนิสต์ มือปืนไร้สติใ...

มือปืนไร้สติในอเมริกา

25.06.21 | 13:00 น.

คําว่ามือปืนไร้สติ ผู้เขียนหมายถึงคนที่กราดยิงกลุ่มคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยไม่เลือกหน้า แบบไร้สติ ในภาษาอังกฤษใช้เรียกอยู่ 2 คำ คือ Mass shootings หรือการกราดยิงหมู่คนไม่เลือกหน้า และ Mass murder หรือการสังหารหมู่ โดยคำแรกองค์กร Gun Violence Archive ใช้หมายถึงการกราดยิงที่มีผู้ถูกยิง 4 คนขึ้นไปในคราวเดียว ในสถานที่เดียวกันและเวลาเดียวกัน แต่คำว่า Mass murder นั้น FBI นิยามว่าหมายถึงการสังหารหมู่ที่มีผู้ถูกฆ่าตาย 4 คนขึ้นไปด้วยอาวุธปืน หรือระเบิด หรืออาวุธอื่น

ตัวการของการสังหารหมู่หรือการกราดยิงในอเมริกา คือ มือปืนไร้สติ (active shooter หรือ active killer) ที่ทำการยิงกราดอย่างรวดเร็ว แบบเดาสุ่มหรือไม่เลือกหน้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บครั้งละหลายคน และหลายครั้งจะจบลงด้วยการฆ่าตัวตายของมือปืน ซึ่งกระทรวงความมั่นคงของปิตุภูมิ หรือ Department of Homeland Security (2008) ของอเมริกาให้นิยาม active shooters ว่า “เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฆ่าหรือพยายามฆ่าประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในที่จำกัด โดยส่วนมากฆาตกรจะใช้อาวุธปืนและฆ่าแบบไม่เลือกหน้า.. การกราดยิงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้”

ในอเมริกามีการกราดยิงกันมากกว่าวันละครั้งในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา และการกราดยิงประชาชนในอเมริกานับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกที

ในปี 2561 มีการกราดยิงจำนวน 337 ราย เพิ่มเป็น 417 รายในปี 2562 และ 610 รายในปี 2563 และในปี 2564 แค่ 6 เดือนแรก (มกราคม-19 มิถุนายน) มีการกราดยิงไปแล้วถึง 356 ครั้งคาดว่ากว่าจะสิ้นปีน่าจะเกิน 700 ครั้ง เพราะการวิจัยพบว่าการกราดยิงในช่วงครึ่งหลังของปีจะมากกว่าช่วงครึ่งแรกของปี สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 ที่กราดยิงไปแล้ว 356 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 397 รายและผู้บาดเจ็บ 1,606 ราย (ตารางประกอบ) ทั้งนี้ เป็นการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการกราดยิงเท่านั้นไม่รวมอาชญากรรมอื่นๆ ที่ใช้ปืนเป็นอาวุธ ซึ่งถ้านับอาชญากรรมอื่นๆ ที่ใช้ปืนด้วย ในอเมริกา ช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.5 หมื่นคน และบาดเจ็บอีก 1.3 หมื่นคน (เทียบกับในปี 2562 ที่มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากอาวุธปืน 3.8 หมื่นคน โดยเป็นการฆ่าตัวตาย 2.4 หมื่นคน และการถูกฆาตกรรมด้วยปืน 1.4 หมื่นคน (US Center for Disease Control and Prevention))

Advertisement

ตัวอย่างการกราดยิงเมื่อ 22 มีนาคม มือปืนฆ่าคนไป 10 ศพ ที่ร้านขายของชำที่โบลเดอร์ โคโลราโด ผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 21 ปี ที่ถูกจับได้ ขณะที่ก่อนหน้านั้น 6 วัน ก็มีการกราดยิงที่สปาและโรงนวด 3 แห่ง ในแอตแลนตา ผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 21 ปี ที่ถูกตำรวจไล่จับได้ ผู้ที่ถูกฆ่าเป็นหญิงเอเชียและเอเชียอเมริกัน คดีนี้เป็นความเชื่อมโยงกับโรครังเกียจคนเอเชียและแปซิฟิกที่ผู้เขียนเล่าไปเมื่อครั้งที่แล้ว โดยก่อนที่แอตแลนตา 2-3 วัน ก็มีการกราดยิงที่ทางใต้ของชิคาโกมีคนตาย 2 ศพ และบาดเจ็บ 13 คน และยังมีการกราดยิงที่แมรี่แลนด์เมื่อ 28 มีนาคม และการกราดยิง 3 ราย ที่หาดเวอร์จิเนียที่มีผู้ถูกยิงตาย 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 8 คน และล่าสุด เมื่อ 1-19 มิถุนายน มีการกราดยิงใน 38 เมืองใหญ่ เช่น ออสติน คลีพแลนด์ ชิคาโก ดีทรอยต์ เมมฟิส ดัลลัส และซาวานนา มีผู้ถูกยิงตาย 43 ศพ และผู้บาดเจ็บ 201 คน

ดร.เอลิซาเบธ ยูโกะ ศาสตราจารย์วุฒิคุณมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม นิวยอร์ก (Reader’s Digest 2021) ได้รวบรวมข้อมูลและข้อสังเกตของการกราดยิงของมือปืนไร้สติในอเมริกาไว้ 11 ข้อ คือ

ข้อแรก คนหนุ่มสาวอเมริกันมีความเสี่ยงจะเสียชีวิตจากการถูกยิงมากกว่าในประเทศอื่น โดยรายงานของคณะกรรมการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรส ปี 2562 พบว่าคนหนุ่มสาวอเมริกันที่อายุระหว่าง 15 ถึง 24 มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการถูกยิงมากกว่าคนหนุ่มสาวในประเทศระดับเดียวกันถึง 50 เท่า ทั้งนี้ ในปี 2560 ปีเดียว มีคนอเมริกันตายเนื่องจากการถูกยิงมากกว่า 4 หมื่นคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักเรียนถึง 2,500 คน

สอง ผู้กราดยิงส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว สถาบันวิจัยร็อกกี้เฟลเลอร์แห่งมหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก พบว่า ร้อยละ 96 ของมือปืนไร้สติเป็นผู้ชาย อายุเฉลี่ยประมาณ 33.4 ปี และร้อยละ 54 เป็นคนผิวขาว

สาม การใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธปืนเพิ่มสูงขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 แม้ว่าในภาพรวมการทำร้ายร่างกายด้วยปืนจะลดลงแต่มีผู้วิจัยพบว่าการทำร้ายร่างกายด้วยปืนเพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น นิวยอร์กซิตี้ ชิคาโก บัลติมอร์ และแอตแลนตา ในช่วงมกราคม-เมษายน 2563 เนื่องจากปัญหาการว่างงาน การเสพสุรา และการซื้อปืนที่เพิ่มขึ้น

สี่ ปืนที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นปืนพก ในช่วง 2525-2564 ปืนพกจะเป็นอาวุธที่ใช้ในการกราดยิงส่วนใหญ่ แต่ก็มีการใช้ปืนไรเฟิลเพิ่มขึ้นเช่นในการกราดยิงที่ โรงเรียนมัธยมมาร์จอรี สโตนแมนดักกลาส ในรัฐฟลอริดา และการกราดยิงที่ใกล้บาร์แห่งหนึ่งในเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีก 17 คน การกราดยิงครั้งนั้นเกิดขึ้นเพียง 13 ชั่วโมง หลังการกราดยิงที่ห้างวอลมาร์ท เอลปาโซ รัฐเท็กซัส

ห้า การกราดยิงมักเกิดในที่ทำงานและโรงเรียน สถาบันวิจัยร็อกกี้เฟลเลอร์ พบว่าร้อยละ 30 ของการกราดยิงเกิดในที่ทำงานและร้อยละ 28 เกิดในโรงเรียน ขณะที่สถานที่สำคัญทางศาสนาแม้จะเป็นที่ชุมนุมผู้คนก็ไม่พบว่ามีสถิติสูงนัก ที่เคยเกิดขึ้นมีที่โบสถ์ชาวยิวในรัฐพิตสเบิร์กในปี 2561 ในโบสถ์คริสต์ ที่รัฐเท็กซัสในปีเดียวกัน และย้อนหลังไปปี 2558 ที่โบสถ์คนผิวดำที่รัฐเซาท์คาโรไลนา และโบสถ์ซิกข์ในรัฐวิสคอนซิน ในปี 2555

หก การทำร้ายด้วยอาวุธปืนสร้างความเสียหายปีละกว่า 7 พันล้านบาท ในอเมริกา การทำร้ายด้วยอาวุธปืนไม่ใช่แค่การทำให้เสียชีวิตแต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจด้วย ตามรายงานของคณะกรรมการเศรษฐกิจร่วมฯการทำร้ายด้วยอาวุธปืนสร้างความเสียหายปีละไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านบาท

เจ็ด การกราดยิงที่รุนแรงที่สุด 5 ครั้ง เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา นิตยสาร Mother Jones ระบุว่าการกราดยิงครั้งที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด 5 ครั้ง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ทำไมจึงต้องฆ่าคนจำนวนมาก ผู้สันทัดกรณีด้านกฎหมายให้ความเห็นว่ามือปืนไร้สติไม่เหมือนกับอาชญากรอื่นๆ ที่ฆ่าคนอย่างเจาะจงและมีแรงจูงใจที่ชัดเจนหรือการต่อสู้กันระหว่างแก๊งอาชญากรรม มือปืนไร้สติจะสื่อสารด้วยจำนวนผู้ถูกฆ่า มือปืนไร้สติจะติดตามจำนวนผู้ที่เคยเสียชีวิตจากการกราดยิงในอดีตและต้องการทำลายสถิติ

แปด ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือความอยากดัง เพราะเมื่อมีการกราดยิงเกิดขึ้นก็จะเป็นข่าวในทันทีและในหลายๆ ครั้งมือปืนไร้สติก็จะดังและมีคนรู้จักมากขึ้น เชอรี่ แคมป์เบล นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือหลายเล่มกล่าวว่า “ผู้กราดยิงเกือบทุกคนอยากดังและดังกว่าคนก่อนๆ” ผู้กราดยิงหลายคนเอาอย่างหรือพยายามเทียบชั้นกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ รัฐโคโรลาโด ที่ใช้ทั้งปืนและระเบิดทำเองโดยผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2 คน อายุไม่ถึง 20 ปี ทำให้มีนักเรียนเสียชีวิต 12 คน ซึ่ง 10 คน ถูกฆ่าในห้องสมุดของโรงเรียน และครูอีกคนหนึ่ง และมีประชาชนบาดเจ็บอีก 21 คน ส่วนมือปืนทั้งสองคนก็ฆ่าตัวตาย เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดความจดจำในทางไม่ดีและใช้คำว่าโคลัมไบน์หมายถึงการสังหารหมู่ในโรงเรียน และมีผู้พยายามเอาอย่างหลายคนในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้สื่อบางแห่งเช่น AP พยายามไม่ระบุชื่อผู้ก่อเหตุหรือทำข่าวให้ใหญ่โต

เก้า การกราดยิงสามารถแพร่ระบาดได้ การกราดยิงมักมีการลอกแบบ (copycat effect) และสามารถเกิดเป็นคลัสเตอร์ได้ บางครั้งผู้ก่อเหตุมีความกดดันจะเรื่องอะไรก็ตามและระเบิดอารมณ์ตามอย่างเหตุการณ์กราดยิงที่เคยเกิดขึ้น “ด้วยความคิดหรือความรู้สึกที่เคยเห็นว่ามีคนเคยระเบิดอารมณ์ด้วยการกราดยิง ทำให้มีคนเอาอย่างเพราะเห็นว่าการกราดยิงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้” (เมลิสา แฮมิลตัน นักอาชญวิทยาชาวอังกฤษ)

สิบ การกราดยิงมีความเชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงในบ้าน แฮมิลตันให้ความเห็นว่าแม้แรงจูงใจในการกราดยิงอาจจะซับซ้อนและหลากหลาย แต่มีงานวิจัยที่พบว่ามือปืนไร้สติหลายคนมีประวัติการเกลียดผู้หญิง เคยทำร้ายผู้หญิงมาก่อน เคยแสดงความเกลียดผู้หญิงออนไลน์หรือโซเชียล เคยถูกผู้หญิงดูถูก ฯลฯ จึงทำให้อยากล้างแค้น

สิบเอ็ด ความเชื่อมโยงระหว่างความเจ็บป่วยทางจิตกับการใช้ความรุนแรงด้วยปืนเป็นเรื่องซับซ้อน สมาคมจิตวิทยาอเมริกันให้ความเห็นว่า ความจริงโอกาสที่ผู้ป่วยทางจิตจะก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรงมีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น “คนที่มีปัญหาทางจิตส่วนใหญ่ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่อาชญากร และไม่ใช่บุคคลอันตราย”

ครับ ใครอยากย้ายประเทศไปอเมริกา เชิญทางโน้น

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
[email protected]