คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สัปดาห์มนอนธการ

นับตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งแรกเมื่อต้นปี 2563 คนไทยเสียชีวิตสะสมจากโควิด-19 จนถึงขณะที่เขียนคอลัมน์นี้รวม 1,912 คน และในขณะที่ท่านอ่านอยู่นี้ ยอดผู้เสียชีวิตสะสมโดยรวมน่าจะเลยสองพันไปแล้ว

หากเป็นไปตามที่ประเมินกันว่าคนไทยเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สองประมาณ 1,900 คน ก็เท่ากับตอนนี้คนไทยเสียชีวิตจากโควิด-19 มากเกินกว่าความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่สองอย่างสิ้นสงสัยแล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตข้างต้นยังไม่ได้รวมกรณีที่เสียชีวิตทางอ้อม เช่น การตายกะทันหันหลังได้รับวัคซีน การฆ่าตัวตายเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการแพร่ระบาด และกรณีที่ผู้ตายอาจจะหายจากโควิดแล้ว แต่ก็เสียชีวิตไปเพราะอาการแทรกซ้อน ยังไม่นับความเสียหายเชิงเศรษฐกิจที่ยากประเมินได้

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นอีกหมุดหมายของความเลวร้าย ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ลดลง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตสูงขึ้นจนแตะหลักวันที่ 50 คน โรงพยาบาลหลักของรัฐในกรุงเทพมหานครเริ่มออกมาเปิดเผยแล้วว่า ขณะนี้กำลังจะเกินขีดจำกัดความสามารถในการรักษาของสถานพยาบาลแล้ว ซึ่งปรากฏความจริงว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เพราะไม่สามารถหาที่รักษาได้หลายราย พร้อมข่าวว่าทางฝ่ายแพทย์ต้องขอร้องให้คนที่อาการยังไม่มากนักสละเตียงให้ผู้ที่อาการหนักหนากว่า

อีกยังข่าวสลดเรื่องความตายทางอ้อมได้แก่ บรรดาผู้คนที่ฆ่าตัวตายรายวัน ทั้งที่ติดเชื้อและไม่มีที่รักษา ตกงาน ไร้การเยียวยา หรือความเครียดสะสมจากสภาวะปัญหาต่างๆ ที่รุมล้อมกัน โดยผู้คนเหล่านั้นหลายคนได้ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว เช่น นักร้องสาวที่ผันตัวไปเป็นยูทูบเบอร์คนหนึ่ง ซึ่งเลือกจบชีวิตลง

สภาวะที่มองไปทางไหนก็ได้เห็นแต่ความสิ้นหวัง โดยที่ความสิ้นหวังดังกล่าวของผู้คนมิได้อยู่ที่ตัวสถานการณ์การแพร่ระบาด แต่อยู่ที่ท่าทีของรัฐบาล และบรรดาองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย ที่เหมือนจะเย้ยหยันซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การออกคำสั่งห้ามร้านอาหารในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมิให้เปิดให้นั่งกินที่ร้าน พร้อมกับคำสั่งให้ปิดแคมป์พักคนงานก่อสร้างเป็นเรื่องที่อาจจะคาดหมายกันได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่การที่คำสั่งดังกล่าวประกาศออกมาในตอนตีหนึ่งของคืนวันอาทิตย์ โดยไม่มีการแถลงแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทั้งที่จะทำจริงก็คงทำได้ ปล่อยผู้ประกอบการตื่นมาเจอกับเรื่องจริงที่เลวยิ่งกว่าฝันร้าย และสต๊อกอาหารสดที่สั่งมาล่วงหน้า เพราะไม่คาดฝันว่าจะมีการใช้มาตรการนี้อีกครั้ง

ร้านอาหารเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บกลุ่มแรกจากการล็อกดาวน์ตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ในขณะนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความจำเป็นเนื่องจากเรายังไม่รู้จักโรคนี้ดีพอ ประกอบกับมาตรการนี้ในต่างประเทศก็ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อร้านอาหารและร้านกินดื่มถูกมองว่าเป็นกิจการและกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด จึงต้องให้พักกิจการชั่วคราว

หลังจากการผ่อนปรนหลังล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ มีมาตรการเว้นระยะห่างต่างๆ ออกมา ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้และการศึกษาทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่า มันก็พอมีวิธีการที่ปลอดภัยในการเปิดให้คนนั่งกินอาหารที่ร้านได้ เช่น นั่งห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตร ไม่นั่งร่วมโต๊ะกันแบบแออัด งดการใช้แก้วใช้หม้อ หรือกินอาหารจากชาม หรือหม้อเดียวกัน ไม่กินอาหารกันในลักษณะล้อมวงสังสรรค์ ซึ่งในการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดนี้ ใครไปกินอาหารในร้านที่ดีๆ หน่อย คงเห็นตรงกันว่าร้านอาหารทุกร้านปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ไม่มีการย่อหย่อน หรือผ่อนปรน รับคนเท่าที่กำหนด เว้นโต๊ะห่างกัน ไม่ยอมหยวนให้ลูกค้าลากโต๊ะชนกันเพื่อจะนั่งรวมกันกินอาหารเป็นกลุ่มใหญ่ ทั้งผู้คนส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าก็ให้ความร่วมมือ เพราะเห็นแล้วว่า COVID-19 นั้นน่ากลัวอย่างไร

บรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารพยายามหนักมากแล้ว ด้วยความเชื่อว่า ถ้าพยายามรักษาเกณฑ์ปฏิบัติที่รัฐกำหนดให้ ก็น่าจะถือว่าการกินอาหารที่ร้านไม่ได้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ก็น่าจะเปิดได้ยาวๆ โดยยอมรับคนน้อยๆ ค่อยปรับตัวกันไป

หากคำสั่งฟ้าผ่าหลังเที่ยงคืนก็ลงโทษความพยายามเหล่านั้นโดยไม่ปรานี พวกเขาถูกลงโทษจากความผิดที่ไม่ได้มีส่วนก่อขึ้น ส่วนใครจะเป็นควรรับผิดตัวจริงนั้น ผู้ที่ยังมีสติดีปัญญาไม่พร่องและมีวิจารณญาณเยี่ยงวิญญูชนก็คงพอตอบได้ว่ามาจากความล่าช้าในการจัดหาและกระจายวัคซีน รวมถึงประสิทธิภาพที่น่ากังขาของวัคซีนตัวหลักตัวหนึ่งของรัฐบาล ที่เร่งสั่งซื้อสวนทางกับผลการทำงานของวัคซีนที่ฟ้องแสดงออกมาเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นกลับถูกโยนมาให้ผู้ประกอบการต้องรับโทษไปแทน

หรือกับมาตรการปิดแคมป์คนงานที่ไม่ว่าจะออกทางไหนก็จะไปสุดทางที่การลดทอนความเป็นมนุษย์โดยอำนาจรัฐ การประกาศปิดโดยไม่แจ้งมาตรการรองรับล่วงหน้า ทำให้แรงงานจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา หลังจากนั้นก็มีข่าวการพบผู้ติดเชื้ออีกครั้งในบางพื้นที่ซึ่งเคยควบคุมได้แล้ว ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ มีการเปิดเผยจากผู้รับผิดชอบเองว่าเรื่องนี้ถูกคิดไว้แล้วว่า เมื่อประชาชนเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดและติดโควิด ก็จะมีเตียงและการรักษาพยาบาลที่เพียงพอรองรับได้ในพื้นที่

แรงงานหนีตายกลับบ้านเกิดสร้างความเกลียดชังหวาดระแวงกันเอง ระหว่างประชาชน ในขณะที่ฝ่ายรัฐก็ลอยตัวว่านี่เป็นผลจากการไม่ให้ความร่วมมือ ส่วนในอีกทางหนึ่งก็พบว่าฝ่ายความมั่นคงส่งกำลังพลไปควบคุมไซต์งานก่อสร้างเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานแล้ว จากประสบการณ์ของรัฐและราชการยุคนี้ เรานึกออกเลยว่า เขาจะปฏิบัติกับคนที่ยังติดอยู่ในนั้นแบบไหน แต่ที่ใจร้ายยิ่งกว่าคือ กำลังพลที่ส่งไปนั้นยังไม่ได้ฉีดวัคซีนไม่ว่าจะตัวไหนทั้งสิ้น เว้นแต่คนที่สามารถจองฉีดเองได้ เลยกลายเป็นว่าส่งกำลังพลลงไปในพื้นที่เสี่ยงให้ติดเชื้อกันเข้าไปอีก

เช่นนี้ไม่ว่าทางไหนเราจึงได้เห็นภาพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกทำลายลงย่อยยับ พร้อมกับไวรัสที่กระจายไปทั่วประเทศ

การบริหารจัดการที่ผิดพลาดล้มเหลวนั้นยังทำร้ายเราไม่พอ แต่ “ท่าที” ของผู้มีอำนาจภาครัฐ และกองเชียร์ก็ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไป ด้วยการแถลงข่าวในบ่ายวันศุกร์ของนายกรัฐมนตรีกับบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่มีวิชาชีพแพทย์จำนวนหนึ่งที่ออกมาแถลงข่าวไปพลางหัวร่อต่อขัน ปล่อยมุขโบ๊ะเบ๊ะ โดยลืมไปว่าเรื่องตลอดประเภท ล็อกดาวน์ร้านอาหารให้เหลือแต่เทคมีโฮมคันทรีโรดนะจ๊ะอะไรที่ท่านคิดว่าตลกนั้น มันคือเงินทุนและกำลังใจก้อนสุดท้ายของผู้ประกอบการ

คำสบถที่แปลงให้สุภาพแล้วว่านะจ๊ะบิดาท่าน จึงออกจากปากผู้คนที่อดรนทนไม่ได้อย่างพร้อมเพรียงกัน

กับฝ่ายสนับสนุนอำนาจรัฐที่สำคัญ คือบรรดาวุฒิสภา ก็เพิ่งทำเรื่องที่ทำให้คนส่วนใหญ่ปวดหัวใจกัน เนื่องจากทั้งหมดรวมหัวกันคว่ำบาตรร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ทุกฝ่ายพยายามแก้ไขปัญหาที่เห็นชัดว่า ทำให้การสรรหาตัวผู้นำประเทศไม่เป็นไปโดยวิถีทางอันเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ด้วยความหวงอำนาจจนไม่ฟังเสียง หรือจับกระแสสังคม ทำให้บรรดาสมาชิกวุฒิสภาทั้งหลายโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเสียสิ้น ส่งสัญญาณบอกว่า แม้แต่กติกาการเมืองอันยุติธรรมพวกท่านก็ไม่ยอมคืนให้

พร้อมกันกับข่าวที่สมาชิก ส.ว.ผู้มียศท่านหนึ่งผู้ทุ่มเทอย่างยิ่ง ขนาดรู้ตัวว่าไม่ค่อยสบายยังอุตส่าห์เดินทางมาสภา แม้ปฏิบัติหน้าที่เข้าประชุมไม่ได้ แต่ก็อุตส่าห์มานะกัดฟันแข็งใจเซ็นรับค่าตอบแทน และเงินตามสิทธิไปจนครบก่อนกลับไปพักที่บ้าน จึงพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จากภรรยา โดยหลังจากนั้นท่านทั้งสองก็เข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลทหารได้ทันที ไม่จำเป็นต้องนอนรอเตียงเสี่ยงตายอยู่ที่บ้านเยี่ยงประชาชนผู้สูงอายุคนอื่น นี่เป็นความเหลื่อมล้ำที่เห็นชัดและแสดงออกมาต่อหน้าต่อตา

ปิดท้ายด้วยความสิ้นหวังของผู้รอวัคซีนทางเลือกที่ได้เข้าชื่อกันสั่งซื้อไปแล้วกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งบางที่ก็ให้จ่ายเงินแล้ว แต่จากการเปิดเผยของหน่วยงานของรัฐผู้ที่ทำหน้าที่ติดต่อเพื่อสั่งซื้อนำเข้า หลังจากถูกกระทุ้งทวงถาม ก็ได้ทราบการทำงานอย่างเร่งด่วนของท่านนั้น คาดว่าจะลงนามในสัญญากับบริษัทผู้ผลิตคืออีกสองเดือนจากนี้ และวัคซีนล็อตแรกจะมาได้อย่างเร็วก็ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

จึงกล่าวได้ว่า สัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป คือห้วงยามแห่งความสิ้นหวังและมืดหม่นที่ไม่มีใครกล้ากล่าวว่านั่นคือที่สุด และยิ่งมองไปข้างหน้าดูเลวร้ายกว่านี้อีก

เช่นนั้นสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อจากนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากต่อการคาดหมายได้

มีกระแสการตอบโต้จากผู้ประกอบการร้านอาหารที่นอกจากจะรวมตัวกันใช้สิทธิทางศาลอันเป็นวิถีทางตามกฎหมายแล้ว ยังปรากฏกระแสของการ “ดื้อแพ่ง” ที่จะรวมตัวกันเปิดร้านตามปกติต่อต้านคำสั่งที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมเพื่อความอยู่รอด ในลักษณะของการตั้งเครือข่ายช่วยเหลือกันหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามเข้าไปบังคับการ

อย่าลืมว่าอำนาจรัฐจากคำสั่ง กฎ หรือกฎหมายใดๆ จะมีอำนาจในทางความเป็นจริงได้ เมื่อผู้คนยอมรับและปฏิบัติตาม รวมทั้งมีกระบวนการบังคับให้เป็นไปตามอำนาจนั้นด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ถ้าเมื่อใดที่คนพร้อมใจกันไม่ปฏิบัติตามกันมากเกินกว่าที่กำลังของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะบังคับได้ อำนาจจากคำสั่งเช่นว่านั้นก็ไร้ความหมาย

ทั้งอย่าลืมเช่นกันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นก็เป็นมนุษย์ที่มีหัวจิต
หัวใจ จะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งเขาเห็นว่าปัญหาทั้งหมด ความเดือดร้อนสูญเสีย หรือแม้แต่ความ
ตายของบุคคลที่เขารู้จักรักใคร่ เป็นผลมาจากผู้ใช้อำนาจที่สั่งการพวกเขาอยู่ หรือเมื่อใดที่เขารู้สึกว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสี่ยงภัยจากวัคซีนที่ไร้ประสิทธิภาพนี้ หรือร้ายกว่านั้นคือยังไม่ได้รับวัคซีนใดๆ เช่นเดียวกับทหารชั้นปฏิบัติการที่ถูกส่งไปควบคุมแคมป์คนงาน

หรือจะมีไหมที่ผู้พิพากษาตุลาการส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนตัวเดียวกับที่หมอพยาบาลได้รับกันและติดเชื้อกันไปทั้งโรงพยาบาลนั้นเกิดโชคร้ายเจ็บป่วยด้วยอาการหนัก หรือร้ายแรงกว่านั้น ผู้ที่ทำใจฉีดไปก่อนเพื่อรอวัคซีนทางเลือกที่ได้เห็นข่าวไปแล้วว่าผู้รับผิดชอบเขาไม่ได้นำมาเร่งรีบอะไร ท่านจะหวนคำนึงว่า ท่านเองก็เป็นเหยื่อร่วมกันกับประชาชนคนทั่วไปอย่างไม่ได้รับการละเว้นเช่นกัน การประศาสน์ความยุติธรรมหลังจากรู้แจ้งจากชะตากรรมร่วมกันจะส่งผลอย่างไร กฎหมายที่เคยเป็นเกราะกำบังให้อำนาจรัฐจะถูกตัดสินพิพากษาไปในทิศทางใด

ในความมืดหม่นสิ้นหวังอันเราไม่อาจจินตนาการไปได้ จนน่ากลัวว่าจุดที่เลวร้ายอีกระดับ คือเมื่อความสิ้นหวังอาจจะทำให้ใครบางคนคิดว่าการปลิดชีวิตของตนไปอย่างเดียวดายนั้นช่างเปล่าเปลือง

กล้า สมุทวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กป้อม’ ส่ง ‘บิ๊กต้อม’ สังเกตการณ์โอลิมปิก ชี้ปม ‘สวิส’ ขึ้นทะเบียนมวยไทย คงไม่ได้ เราจดแล้ว
บทความถัดไปศาลยกฟ้อง ศุภชัย กับพวก รวม 13 คน ฉ้อโกงสหกรณ์ฯ ยูเนี่ยนคลองจั่น