ใกล้ “14 ตุลาฯ” แล้ว!

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.  ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เขียนบทความวิเคราะห์ การเมือง เรื่อง ใกล้ “14 ตุลาฯ” แล้ว! มีรายละเอียดดังนี้

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความล่อแหลมที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่า ศรัทธาของสังคมต่อผู้นำรัฐบาลกำลังตกต่ำอย่างน่ากังวล จนอาจต้องตั้งเป็นข้อสังเกตได้ว่า เป็นการตกต่ำของสถานะรัฐบาลอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และน่าสนใจอย่างมากว่า ภาวะตกต่ำทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้จะนำไปสู่อะไร?

ถ้าตอบจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว ก็อดที่จะนึกถึงปี 2516 ไม่ได้ … เป็นไปได้หรือไม่ที่ “14 ตุลาฯ” อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2564?

จุดเริ่มต้นที่สำคัญของ “การลุกขึ้นสู้” ครั้งใหญ่ของนักศึกษาประชาชนไทยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาจากปัญหา “วิกฤตศรัทธา” ของสังคมที่มีต่อผู้นำรัฐบาลทหาร คนส่วนใหญ่ในสังคมแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการการปกครองของผู้นำทหาร เพราะรัฐบาลทหารไม่มีประสิทธิภาพในการต้องรับมือกับปัญหาในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงานครั้งแรกของโลกในปี 2516 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยโดยตรง และยังรวมถึงปัญหาอื่นๆ ในทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ความเชื่อมั่นของสังคมต่อรัฐบาลมีอยู่ในระดับต่ำ และรัฐบาลประสบ “วิกฤตความน่าเชื่อถือ” จากกรณีทุ่งใหญ่ในต้นปี 2516 ภาวะเช่นนี้นำไปสู่การลดความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลของจอมพล ถนอม กิตติขจร ลงอย่างมาก ดังจะเห็นคำเรียก “สามผู้นำหลัก” ของรัฐบาลในขณะนั้นว่า “สามทรราช” … ผู้นำทหารในสายตาของสังคมคือ “ทรราช” ไม่ใช่ “อัศวินม้าขาว” ที่จะเข้ามาเป็นผู้แก้ปัญหาของประเทศแต่อย่างใด

เหตุการณ์การล้มรัฐบาลทหารครั้งใหญ่ของสังคมไทยในปี 2516 เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะเกิดเมื่อ 48 ปีก่อน ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผู้นำทหารในยุคปัจจุบันอาจจะไม่รู้สึกถึง “บทเรียน 14 ตุลาฯ” ที่ชี้ให้เห็นว่า ระบอบทหารที่แม้จะมีกองทัพเป็นปราการสนับสนุนที่แข็งแรงเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานพลังการต่อต้านของนักศึกษาประชาชนได้ อารมณ์ของสังคมในขณะนั้นก่อตัวเป็น “มหาสมุทรแห่งความไม่พอใจ” และกลายเป็น “สึนามิทางการเมือง” ที่พัดพารัฐนาวาทหารจมลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 14 ตุลาฯ

หากมองผ่านความเป็นผู้นำทหารในรัฐบาลปัจจุบันแล้ว เราจะเห็นถึงความเป็นรัฐบาลที่มี “สามผู้นำทหาร” ยืนเป็นเสาหลักของรัฐบาล ไม่ต่างจากยุคจอมพล ถนอม

ในบริบทของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ นายทหารจากนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 อาจจะจบจากโรงเรียนนายร้อยและออกรับราชการแล้ว แต่ผู้นำจากเตรียมทหารรุ่น 10 และ 12 น่าจะได้เห็นเหตุการณ์นี้โดยตรง เพราะยังไม่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยฯ โดยเฉพาะนักเรียนนายร้อยที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 นั้น เป็นนักเรียนในชั้นปีที่ 3 และนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เป็นชั้นปีที่ 5 … พวกเขาได้เห็นเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และเห็นการล้มรัฐบาลทหารด้วยพลังนักศึกษาประชาชนด้วยตนเองจากโรงเรียนนายร้อยฯ ที่ถนนราชดำเนินนอก

ผู้นำทหารที่มีอำนาจในการเมืองไทย และผู้นำทหารที่มีอำนาจในกองทัพไทยปัจจุบัน อาจจะไม่อยากจดจำประวัติศาสตร์ชุดนี้ และด้วยการสนับสนุนของกลุ่มอำนาจในสังคมไทย ผู้นำทหารที่กุมอำนาจในการเมืองไทยจึงมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า รัฐบาลชุดนี้จะเป็น “ระบอบที่ทนทาน” และอยู่รอดปลอดภัยได้เสมอ เพราะไม่ว่าใครจะออกแรงต่อต้านอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถ “ล้ม” รัฐบาลชุดนี้ได้สำเร็จ ดังจะเห็นได้ว่า รัฐบาลรอดพ้นจากแรงเสียดทานทางการเมืองได้ทุกครั้งทุกกรณี

แต่วันนี้ รัฐบาลปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “มหาวิกฤตศรัทธาชุดใหญ่” อันเป็นผลจากความล้มเหลวอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการ “วิกฤตโรคระบาด” และถูกชี้ชัดด้วยปัญหา “วิกฤตวัคซีน” ที่จนถึงวันนี้ “วัคซีนทางเลือก” ที่ประชาชนหลายคนพร้อมที่จะจ่ายสตางค์ของตนเองเพื่อให้ได้ฉีดวัคซีนที่ดีกว่า ก็กลายเป็น “ความสับสน” ทางการเมืองและการแพทย์อย่างไม่น่าเชื่อ จนแทบจะกลายเป็น “วัคซีนทิพย์” ไปแล้ว และอารมณ์ของความไม่พอใจในอีกด้าน ถูกยกระดับขึ้นเป็นการประท้วงของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

การระบาดของเชื้อโควิด-19 สร้าง “อภิมหาวิกฤต” แก่สังคมไทย โดยเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจ และสังคม แม้จะมีคำแก้ตัวว่า ปัญหาเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศ จึงไม่อาจที่กล่าวโทษรัฐบาลได้ แต่กระนั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า “วิกฤตโควิด” ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “วิกฤตการเมือง” … ความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตเป็นผลจากความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล และการตัดสินใจที่ล่าช้าของผู้นำรัฐบาล ที่ดูเหมือนยิ่งนานวัน ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึง ความล้มเหลวที่มากขึ้น จนสิ่งนี้กลายเป็น “วิกฤตของรัฐบาล” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลาย” ของรัฐบาลนี้ได้ตลอดเวลา เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีรัฐบาลใดสามารถดำรงอยู่ได้ เมื่อผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมมี “ฉันทามติ” ร่วมกันว่า รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพต้องออกไป ในทำนองเดียวกัน ไม่มีสังคมใดต้องการจ่ายภาษีให้ผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถนั่งกินเงินเดือน และบริหารประเทศด้วยความล้มเหลวไปเรื่อยๆ เพราะความล้มเหลวเช่นนี้คือ การทำลายอนาคตของสังคมโดยตรง

วันนี้เสียงต่อต้าน เสียงคัดค้านรัฐบาลดังไปทั่วทั้งสังคม … เสียงเช่นนี้ดังมากขึ้นๆ เรื่อยในสังคมไทย จนก่อตัวเป็น “มหาสมุทรแห่งความไม่พอใจ” เช่นในปี 2516 อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์ในปัจจุบันว่า วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้น ได้ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล และทำลายความน่าเชื่อถือของตัวผู้นำรัฐบาลลงจนหมด อีกทั้งเสียงต่อต้านหลายส่วนก็ดังมาจากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลทหารแต่เดิมด้วย

วันนี้คนในสังคมไทยรู้สึกมากขึ้นแล้วว่า ผู้นำทหารและ “รัฐราชการรวมศูนย์” ของพวกเขาไร้ประสิทธิภาพเกินกว่าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ และที่สำคัญมองไม่เห็นว่า ผู้นำทหารเช่นนี้จะสร้างอนาคตของประเทศไทยได้อย่างไรในยุคหลังโควิด-19

ดังนั้น หากมองปัจจุบันด้วยคำตอบจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว จึงอดคิดเชิงเปรียบเทียบไม่ได้ว่า สถานการณ์แบบ “14 ตุลาฯ” กำลังหวนกลับมาอีกครั้งหรือไม่?

แรงเสียดทานที่รัฐบาลกำลังเผชิญในปี 2564 นั้น รุนแรงมากกว่ายุคจอมพล ถนอม กิตติขจร อย่างเปรียบเทียบไม่ได้เลย ซึ่งแรงเสียดทานในยุค 2516 นั้นไม่หนักมาก ทั้งในทางเศรษฐกิจ และในชีวิตประจำวัน ยังก่อให้เกิดสึนามิทางการเมือง และพัดพารัฐนาวาของระบอบทหารจมลงอย่างไม่คาดคิด

มหาสมุทรแห่งความไม่พอใจของประชาชนกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และท้าทายต่ออนาคตของรัฐบาลปัจจุบันอย่างมาก ในท่ามกลาง “อภิมหาวิกฤต” ครั้งนี้ จึงอดที่จะเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ของปี 2516 ไม่ได้ว่า “วิกฤตศรัทธา” ที่ทำลายความน่าเชื่อถือ และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาลนั้น จะก่อให้เกิดสึนามิทางการเมืองอีกครั้งในปี 2564 หรือไม่?

แม้ผู้นำทหารในรัฐบาลปัจจุบันอาจจะมองว่า ใน “วิกฤตมีโอกาส” และไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสในการ “ต่ออายุ” ตัวเองในทางการเมือง เพราะการระบาดของโควิดกลายเป็นข้อจำกัดต่อการจัดการประท้วงใหญ่ แต่ในทำนองเดียวกัน ผู้นำทหารก็ต้องไม่ลืมว่า ใน “โอกาสก็มีวิกฤต” ฉะนั้น “อภิมหาวิกฤต” ครั้งนี้ จึงท้าทายอย่างมากว่า เรือแป๊ะจะต้านทานคลื่นสึนามิใน “มหาสมุทรแห่งความไม่พอใจ” ของประชาชนได้จริงหรือ!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กทม.เปิดศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อบางแค รับผู้ติดเชื้อโควิด 150 เตียง เร่งขยายเพิ่มตั้งเป้า 3 พันราย
บทความถัดไป“ศุภาลัย” ลั่นจัดหาที่พัก-พร้อมซ่อมบ้านให้ลูกค้าประสบภัยรง.ระเบิด ย้ำดูแลจนกว่าจะได้กลับบ้าน