‘สติ’กับ‘ความดันโลหิตสูง’

แม้ในยุคโควิด-19 ครองเมือง “ภัยเงียบ” ที่ยังมองข้ามไม่ได้คือ “ความดันโลหิตสูง” ที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น

ภาวะเครียดจากปัญหาโควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาไปไหนก็ไม่ได้ ต้องอยู่บ้าน สิ่งที่ตามมาภาวะจิตใจก็จะตามมา คือ การวิตกกังวล กลุ้มใจ เครียด นอนไม่หลับ…หลายอย่างตามมา ถ้าหากไม่ระวังตัว ไม่เคยวัดความดันเลยด้วยความไม่รู้ รู้ทั้งรู้แต่ก็ประมาท หรือไม่ประมาทแต่หลงๆ ลืมๆ จนมารู้ตัวเมื่อปวดหัวมาก เวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน รุนแรงขึ้นไปอาจจะมีอาการเจ็บหน้าอก ชาบริเวณแขนซ้าย สะบัก ยังบ่งบอกถึงโรคหัวใจขาดเลือด หรือรุนแรงมีอาการปวดหัว อาเจียน มือ เท้า แขน ขา ไม่มีแรงข้างใดข้างหนึ่ง ปากเบี้ยว หลับตาหนังตาปิดไม่สนิท ปากเบี้ยวอันบ่งบอกถึงโรคอัมพาต (เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ แตก ตัน ก็เกิดได้)
อีกโรคที่จะเกิดได้คือ “ไตวาย” เพื่อให้เป็นการเตือนใจ แฟนๆ มติชนว่า…

เมื่อเรามี “สติ” อยู่กับตัวโดยตลอดเวลา

ไม่ว่าจะนั่ง นอน เดิน วิ่ง กิน กลืนน้ำลาย กลืนอาหาร

หรือกระทำงานใดๆ ก็ตามความ “ปรุงแต่ง” ที่ว่า โลภะ โทสะ โมหะ ก็ไม่มี

โลภ โกรธ หลง ก็ไม่เกิด : “ความดันโลหิต” ก็ไม่สูงขึ้น

เบื้องต้นผู้เขียนขอทบทวนให้ความรู้เรื่อง “ความดันโลหิตสูง” แบบง่ายๆ เพื่อประเทืองปัญญาและให้เกิด “สติ” ตลอดเวลาว่าเป็น “สัญญาณชีพ” ที่สำคัญ คือ “การมีความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง” คืออะไร อาการแสดงคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร ใครบ้างเสี่ยงต่อโรคนี้ ผลของความดันโลหิตสูงมีอะไรบ้าง วิธีการเฝ้าระวังดูแลด้วยตนเอง และการรักษาตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วกินยาลดลงได้อย่างไร อาการแทรกซ้อนโรคหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาตจะไม่เกิดก่อนวัยอันควร อายุยืนอย่างน้อย 80 ปี ได้อย่างไร เป็นต้น

ความดันโลหิต คืออะไร : ในร่างกายของเราจะต้องมีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่ายกาย โดยจะต้องใช้ “แรงดันจากหัวใจ” เพื่อช่วยให้การสูบฉีดของเลือดให้ได้ทั่วถึงร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้นๆ ก็มีแนวโน้มที่ความดันโลหิตจะสูงขึ้นอยู่แล้วอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก หลอดเลือดเด็ก เปลี่ยนเหมือนท่อยาง 4 หุน ที่ล้างรถ หรือรดน้ำต้นไม้ ใหม่ๆ จะอ่อนนิ่มใสโปร่ง ยืดหยุ่นดี เหมือนกับหลอดเลือดเด็กทารกเกิดใหม่จะมีสภาพเหมือนกัน แต่เมื่อใช้ท่อยางไป 5-10-20-30 ปี ถึง 60 ปี ท่อยางจะแข็ง ตะกอนจะติดเกาะผนังท่อยางทำให้รูท่อตีบเล็กลง ความดันแรงน้ำจะสูงขึ้น ซึ่งก็เหมือนคนเรา อายุสูงขึ้นถึง 50-60 ปี หลอดเลือดจะแข็ง หมดความยืดหยุ่น ตะกอนไขมันเกาะมาก รูหลอดเลือดตีบเล็กลง ทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นเกิดสภาวะ “ความดันเลือดสูง” เกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงหัวใจ สมอง ได้ไม่พอ เกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าวและสภาพท่อยาง หรือหลอดเลือดที่แข็งดังกล่าวก็จะเกิดภาวะ “เปราะบาง” ท่อยางแตก หรือเส้นเลือดแตก ได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด เกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบ แตก ตัน เกิดสภาวะโรคไตจากหลอดเลือดตีบ เลี้ยงไตไม่พอเพียงทำให้ไตวายได้

อาการแสดง มีดังนี้ : 1.ปวดศีรษะ เริ่มปวดท้ายทอย มักพบตอนเช้าหลังตื่นนอน มักหายได้เอง อาการร่วม มึนงง ตาพร่า คลื่นไส้อาเจียน 2.เหนื่อยงายกว่าปกติเวลาทำงานหนัก หรือออกแรง 3.ปวดตามตัว โดยเฉพาะที่ขา บวม กดบุ๋ม 4.อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ใจสั่น กระหายน้ำ หูอื้อ มืนงง ชาตามตัว

สาเหตุของความดันโลหิตสูง : ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 ไม่ทราบสาเหตุ คือ ตรวจไม่พบความผิดปกติของร่างกายที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งพอสรุปสาเหตุเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1) จากส่วนประกอบภายในเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดร่วมกับสารอาหาร หรือเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น คนที่ชอบทานอาหารหวาน
มัน เค็ม ประจำ

2) จากหลอดเลือดผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด ตีบแคบคงทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก รวมถึงขาดความยืดหยุ่น ผนังหลอดเลือดแข็งเปราะบางแตกง่าย เมื่อมีแรงดันมาก จากคนที่มีภาวะโมโห เครียด เสียใจ ดีใจสุดขีด ทำให้แรงดันสูง ผนังเส้นเลือดเปราะอยู่แล้ว จะแตกได้ง่าย นอกจากตีบ อุดตัน อันเนื่องมาจาก
ไขมันไปเกาะที่ผนังเส้นเลือด

3) สาเหตุภายนอกหลอดเลือด เป็นปัจจัยภายนอกกระตุ้นมากระทบให้เกิดความรุนแรง เช่น ผู้ที่มีความเครียดสูง มีการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ ได้แก่ “อะดรีนาลีน” ทำให้เกิดความดันสูงได้ หรือการทานยาคุมกำเนิด หรือโรคคอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

4) กรรมพันธุ์ พบได้ค่อนข้างสูง อันเนื่องมาจากปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่ เป็น ลูกๆ หลานๆ ก็มีโอกาสเกิดได้เช่นเดียวกัน

ใครบ้างเสี่ยงต่อการเกิดความดันสูง : 1.ผู้มีอายุมากกว่า 40 ปี เสี่ยงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ2.เพศชาย เสี่ยงมากกว่าเพศหญิง 3.มีประวัติพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็น 4.คนอ้วน 5.คนมีระดับไขมันในเลือดสูง 6.คนที่กินยาประจำๆ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาลดอ้วน 7.คนสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า 8.คนออกกำลังกาย 9.จิตใจ อารมณ์ เครียดง่าย ตกใจง่าย10.คนที่ชอบกินหวาน มัน เค็ม ประจำ

ผลของความดัน : 1.โรคหลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือตัน ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตตามมา 2.โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออุดตันทำให้หัวใจขาดเลือด 3.โรคไต เนื่องมาจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต (Renal Artery) ตีบ ตัน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ

วิธีการดูแลรักษาความดันด้วยตัวเอง หลักการง่ายๆ ในการเฝ้าระวังดูแลตนเองด้วยการถามว่า วันนี้ ปิงปอง 7 สี คุณสีอะไร ซึ่งมี 7 สี ก็จะสื่อว่าเราต้องดูแลสุขภาพอย่างไรดี จึงจะทำให้อายุยืน 80 ปี ไม่ตายก่อนวัยอันควร ซึ่งปกติทั่วไปไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพเลย มักจะเกิดโรคแทรกซ้อน 3 โรคดังกล่าวที่อายุ 40-50 ปี แล้วตายอายุ 50-60 ปีเศษ หลักการง่ายๆ คือ :

“อายุ 20 ปีขึ้นไป” ให้หมั่นหรือฝึกวัดความดันอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไปควรวัดความดันทุกวัน เป็นประจำ เป็น “สัญญาณชีพ” ที่จะต้องรู้ตัวเอง ถ้าเราวัดได้น้อยกว่า 120/80 มม.ปรอท หรือไม่เกิน 140/90 ก็คือช่วงปลอดภัย ถ้าเกิดภาวะเครียดทันที ความดันจะสูงได้ถึงอีก 20-40…ถึง 50 มม.ปรอท คือ 160/110-180/120 มม.ปรอท แต่ถ้าสูงกว่า 140/110 เป็นมากกว่า 180/100 ต้องระวังตัวจะเกิดอันตราย หรือไปโรงพยาบาลทันที นั่นคือ “สัญญาณชีพ” เตือน “สติ” ให้เราควรทำอย่างไร

1.ถ้าวัดความดันได้ 120/80 มม.ปรอท เป็น “สีขาว” แสดงว่าความดันปกติ การปฏิบัติตัวๆ ง่าย คือ “3อ 3ลด”

อ1 =ออกกำลังกายเป็นประจำ ครั้งละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3 ครั้ง อ2 = อาหาร ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน ลดมัน ลดเค็ม อ3 =อารมณ์ เป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสหรือปฏิบัติธรรม

ลด1 = ลดอ้วน หลีกเลี่ยงภาวะไขมันหรือ Choletoralลด2 = เลิกบุหรี่ ลดปัจจัยเสี่ยงลด3 = ลดเหล้า ลดปัจจัยเสี่ยง

2.“สีเขียวอ่อน” ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุ คนอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าประจำ คนเครียดง่าย กลุ่มนี้ยังไม่มีอาการ วัดความดันระดับ 120/80-139/90 มม.ปรอท (อยู่ในเกณฑ์ปกติ-เสี่ยงเป็นโรค)

หลักการ ปฏิบัติตัวเหมือนสีขาว ส่วนที่เพิ่ม วัดความดันทุกวัน ออกกำลังกายเสมอ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม สร้างอารมณ์ดี ไม่เครียด

3.กลุ่มผู้ป่วยระดับ 0 สีเขียวเข้ม : คือ กลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคความดันสูงแล้ว แล้วทานยา จนความดันลดลงมาอยู่ระดับเกณฑ์ปกติ คือน้อยกว่า 139/80 มม.ปรอท เช่น ผู้สูงวัยเคยความดันขึ้นไป 160/80-180/90 กินยาแล้ว ลดมาต่ำกว่าระดับ 130/79 มม.ปรอท แต่ต้องกินยาต่อเนื่อง เพราะความดันโลหิตสูงเป็นแล้วเป็นเลยไม่หายขาด อันเนื่องมากจากหลอดเลือดแข็งตัวแล้ว เป็นแล้วเป็นเลยไม่มีวันเป็นปกติเหมือนเด็กเกิดใหม่ หลักการ ควรปฏิบัติตัว : วัดความดันทุกวัน ป้องกันไม่ให้เป็นสีเหลือง สีส้ม ลดการกิน หวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อารมณ์ดี ไม่เครียด ที่สำคัญ คือ กินยาตามแพทย์สั่ง ไปพบแพทย์ตามนัด

4.กลุ่มผู้ป่วยระดับ 1 : “สีเหลือง” วัดความดันเลือดสูงระหว่าง 140/90-159/99 มม.ปรอท หลักการ ควรปฏิบัติตัว : จัดทำสมุดประจำตัว วัดความดันทุกวัน กินยาต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ปฏิบัติตัว “3อ 3ลด” พบแพทย์ตามนัด

5.กลุ่มผู้ป่วยระดับ 2 : “สีส้ม” ความดันสูงระหว่าง 160/100-179/109 มม.ปรอท กลุ่มป่วยความดันเกณฑ์สูง ป้องกันไม่ให้เป็นสีแดง (ไปพบแพทย์ที่ รพ.) หลักการควรปฏิบัติตัว : มีสมุดประจำตัว วัดความดันทุกวัน พบแพทย์ตามนัด ตรวจตา EKG การทำงานของไตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ปรับพฤติกรรม “3อ 3ลด” เคร่งครัด

6.กลุ่มผู้ป่วยรุนแรงระดับ 3 : “สีแดง” ความดันสูงกว่า 180/110 มม.ปรอท ป่วยรุนแรงที่สุดแต่ยังไม่มีโรคแทรกซ้อน จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง เวียนหัว หน้ามืด อาเจียน เหนื่อยง่าย หายใจขัด เจ็บหน้าอก หลักการควรปฏิบัติตัว : มีสมุดประจำตัว ปฏิบัติ 3อ 3ลด เคร่งครัด/วัดความดันเช้า-เย็น ไปพบแพทย์ที่ รพ. อาจต้องนอนโรงพยาบาล เพื่อต้องให้ยาลดความดัน ป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดได้ทั้ง 3 โรค เช่น การตรวจตา ตรวจการทำงานของหัวใจ (EKG) ตรวจการทำงานของไต (เจาะเลือดหา GFR หน้าที่ของไต) รักษาตัวให้สามารถเป็นสีส้ม สีเหลืองเข้ม หรือสีเขียวเข้ม แล้วให้กลับบ้านได้ ป้องกันมิให้ผู้ป่วยเป็น “สีดำ”

7.กลุ่มผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อน :“สีดำ” อันได้แก่ 3 โรคแทรกซ้อนดังกล่าว หัวใจขาดเลือด อัมพาต โรคไต หลักการควรปฏิบัติตัว : ปฏิบัติตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ในเรื่องพฤติกรรม “3อ 3ลด” มีสมุดประจำตัว รับประทานยาต่อเนื่อง พบแพทย์ตามนัด เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก ไตวาย ซึ่งอาจจะเสียชีวิตได้ หากละเลยไม่ปฏิบัติตามแพทย์สั่ง ขาดยา กินยาไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น

โดยสรุป หลักการสำคัญ คือ การมี “สติ” ดูแลสุขภาพใส่ใจ ตระหนักเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่อง “3อ 3ลด” ตามที่บอกแล้วว่าปกติเดิมๆ เราจะมีโรคแทรกจากความดันสูง เมื่ออายุ 40 ปี แล้วเสียชีวิตที่อายุ 50-60 ปี ถ้าเราเฝ้าระวังดูแลตัวเองดีๆ จะเสียชีวิตอายุมากกว่า 80 ปี อายุยืนยาวขึ้น

1) ปฏิบัติตัว “3อ 3ลด” ตั้งอายุๆ เด็กๆ 10 ปีขึ้นไป หรือ 20 ปีขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง การจะเกิดความดันโลหิตสูงครั้งแรก จะยืดออกไปจาก 40 ปี ไปเกิดที่อายุ 50-60 ปี คือการยืดการเป็นสีขาวให้ยาวเป็นออกไปกว่าจะเป็นสีเหลือง เกิดตอนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป

2) ถ้าเราป้องกันและเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพฤติกรรม “3อ 3ลด” วัดความดันทุกวันเป็นประจำ ถ้าเริ่มเป็นสีเหลือง ส้ม หรือโดยเฉพาะ “สีแดง” ต้องเคร่งครัดปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ ทานยาสม่ำเสมอ โอกาสจะกลับมาเป็น “สีเขียวเข้ม” มีสูง สีดำก็จะไม่เกิด หรือกว่าจะเกิดก็ตอนอายุ 80 ปีกว่าแล้ว ถ้าหากเกิดก็เป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะทุกอย่างย่อม “เสื่อม” ไปเป็นธรรมดาตามวัย ถ้าเกิดตอนอายุมากกว่า 80 ปีดังกล่าว เชื่อว่าคงไม่ทำอะไรแล้ว จากกรณีดังกล่าวในการทำ Service Plan (วางแผนการบริการทางการแพทย์) ท้ายสุดคนไทยเราจะ “มีอายุยืนขึ้น เป็นสีขาว หรือสีเขียวเข้ม” สีแดงกลายเป็นสีดำน้อยลงตามลำดับอายุยืนขึ้น การเกิดโรคแทรกซ้อนน้อยลง กล่าวคือ “สีดำลดลง” หรือถ้าจะเกิดก็อายุมากๆ แล้วนั่นคือ การเสียค่าใช้จ่าย ค่ายาลดลง โรคแทรกซ้อน 3 โรคลดลง

การผลิตแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ โรคสมอง โรคไต จะผลิตน้อยลง แพทย์ดูแลคนไข้ละเอียดมีคุณภาพตรวจรักษาดีขึ้น ห้องตรวจ ห้องผ่าตัด เตียงคนไข้หนักๆ ก็จะลดลงๆ ในที่สุด คุณภาพชีวิตผู้ป่วย ญาติ ดีขึ้น

นั่นคือ คนไข้น้อยลง สุขภาพประชาชนแข็งแรงดีขึ้น สร้างงานสร้างเงินดีขึ้น “ประชาชนมีสุขภาพ คุณภาพชีวิตดีขึ้น” แพทย์รักษาก็มีความสุข คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นด้วย นั่นคือ GNP & GDP & Happiness ดีขึ้น ไงเล่าครับ

นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ หมอนิธิ เผยเปิดปชช.จองวัคซีน”ซิโนฟาร์ม”ปลายสัปดาห์หน้า
บทความถัดไปจุรินทร์หนุนลงทุนชิลี ประตูสู่ลาตินอเมริกา เผย 5 เดือนแรก +30.6% ตัวเลขFTAทะลุเป้า