ปฏิรูปการศึกษาแล้วปฏิรูปคนไทย ไปพร้อมๆ กันด้วยดีไหม โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในด้านการศึกษาตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง เช่น การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นขององค์กรต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ การปฏิรูปการเรียนรู้ผ่านโครงการดาวเทียม DLITV การปฏิรูปการศึกษากระทรวงศึกษาธิการระดับภูมิภาค ส่งผลให้เกิดคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด (กศจ.) ปฏิรูปการจัดการเรียนภายใต้โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ และที่มีผลงานเชิงประจักษ์มากที่สุดคือ การปรับนโยบายและแนวทางของการเรียนการสอนในสถาบันอาชีวศึกษา เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามงานการศึกษาหรืองานกระทรวงศึกษาธิการของไทยเป็นงานหินงานยากยิ่ง รัฐบาลเลือกตั้งกี่ยุคกี่สมัยจะทำได้ ซ้ำรอย ยิ่งทับถมความเลวร้ายและล้มเหลวลงไปอีก รัฐบาลทหารนี่แหละดูไม่สง่าสวยงามในดอกผลของประชาธิปไตย แต่ถ้าสามารถแก้ปัญหาหรือปลดล็อกความเลวร้ายของชาติได้ ผู้เขียนคิดว่าพวกเราคนไทยช่วยกันพิจารณาก็แล้วกันระหว่างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

ประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี และวางแผนปฏิรูปประเทศกันอย่างคึกคักและหลากหลายแต่ผู้เขียนกลับเป็นห่วงคุณภาพของคนไทย เพราะคนเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดของประเทศ การพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ถึงแม้นว่าเราจะใช้ช่องทางของการศึกษาผ่านโรงเรียนและมหาวิทยาลัยสถาบันต่างๆ อยู่แล้วแต่ผู้เขียนอยากฝากให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายช่วยคิดวางแผนปฏิรูปหรือพัฒนาศักยภาพคนไทยในประเด็นต่างๆ เช่น ปฏิรูปความรับผิดชอบและรู้จักหน้าที่ของตนเองประเด็นนี้มีหลายสื่อ หลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศเคยได้แสดงความคิดเห็นสะท้อนคุณภาพคนไทยด้านนี้กันมาก ขาดความสำนึกต่อส่วนรวม เห็นแก่ตัว มองแต่ผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ขาดน้ำใจที่ดีงามต่อสังคมและส่วนรวม

ที่เป็นเช่นนี้เพราะโรงเรียนและครอบครัวอ่อนแอ เน้นเพื่อให้เก่งอย่างเดียวแย่งกันแข่งขัน วิธีแก้ ต้องแก้ที่หลักสูตร แก้ที่ครูผู้สอน และแก้วิธีการคัดคนเข้าศึกษาต่อในโรงเรียน และสถาบันต่างๆ จากต้องการคนเก่งจากด้าน IQ มาเป็นด้าน EQ, MQ มากขึ้นสอนและวัดจากการปฏิบัติของผู้เรียนให้มากขึ้นและควรทบทวนการรับนักศึกษาใหม่ประเภทเด็กดีมีที่เรียน ให้มากขึ้นจากสถาบันละ 10-20 คน เป็น 100-200 คน หรือมากกว่านั้น การปฏิรูปหรือพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพ ควรคำนึงถึงปัจจัย ดังนี้

1.ปฏิรูปคุณภาพทางการศึกษา (ความรู้)

ด้านนี้คนไทยยังตกต่ำ ทั้งที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมียุทธศาสตร์และวิธีการเข้ามาเพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาให้กับคนไทยอยู่ในขณะนี้ แต่ด้วยโยบายที่ไม่ต่อเนื่องขาดการมองอนาคตของผู้บริหารระดับสูง ขาดการวางแผนที่แน่นอนและชัดเจนในการพัฒนาในช่วง 10 ปี 20 ปี และ 60 ปี ข้างหน้าเหมือนอย่างประเทศสิงคโปร์, เยอรมนี, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, เขาวางแผนในการพัฒนาคนสร้างคน เพื่อรองรับยุค 4.0 และวางถึงอนาคต 50-60 ปี ไปแล้ว ด้านนี้ถ้าไม่แก้และรู้โจทย์ของปัญหาก็ไม่มีวันจะแก้ได้นับวันจะทับซ้อนมากขึ้นสุดท้ายก็เป็นดั่งที่เห็น เช่น ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ปัจจุบันมีโรงเรียนที่นักเรียนต่ำกว่า 120 คน จำนวน 10,877 แห่ง, โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน 1,766 แห่ง สรุปรวม 2 ประเภทนี้ราวๆ 20,000 แห่ง

นี่คือหนามยอกอกกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องนี้คิดกันหลายหนแก้แล้วแก้อีกเหมือนลิงติดแหคิดโน่นคิดนี่ หาเหตุหาผลว่าจะยุบหรือเลิก อ้างโน่นอ้างนี้เอามาเป็นอุปสรรคสุดท้ายไม่สามารถนำมาสรุปได้ โรงเรียนขนาดเล็กเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่สะท้อนความล้มเหลวการบริหารจัดการและการแก้ปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการอยากบอกให้รู้ว่าแต่ละโรงแต่ละระดับชั้น มีนักเรียน 1-2 คน รวม 6 ชั้น ไม่ถึง 10 คน มีครูและผู้บริหาร 5 คน อย่างนี้คุ้มหรือไม่

ที่เลวร้ายเด็กเหล่านี้ตั้งแต่ ป.1-ป.6 เขามีเพื่อนแค่ 1-2 คน ไม่ต้องพูดถึงบรรยากาศและแรงจูงใจทั้งครู ทั้งเด็ก ชุมชนผู้ปกครองโรงเรียนเหมือนป่าช้า กระทรวงศึกษาฯ ยังคิดจะเก็บไว้อีกหรือ คุณภาพของคนมาจากคุณภาพของการศึกษา หลักสูตรต้องปรับต้องแก้ ให้สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว ควรเน้นทั้งเรียนทั้งฝึกไปพร้อมกัน อย่ายึดห้องเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ ภาษาต้องรู้และพูดได้ 2-3 ภาษา สู้งาน สู้แรงเสียดทานจากสังคมและสิ่งแวดล้อม ปัญหาการคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ ขณะนี้มีโรงเรียนที่ว่างเว้นผู้บริหารและรองผู้บริหารนับ 1,000 โรง เราผลิตไม่ทัน หลักเกณฑ์การย้ายเอาคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ อาศัยพวกพ้องเพื่อนฝูงเข้ามา ย้ายข้ามหัวข้ามชื่อชั้นโรงเรียน

แว่วว่าบางจังหวัดกำลังวิ่งเต้นเอาคนของตัวเองเข้ามา บางคนถึงขั้นคิดเอาผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ระดับประถมศึกษา ข้ามห้วยมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ระดับจังหวัดเสียด้วยซ้ำไป คิดอย่างนี้มีตัวอย่างให้เห็นถึงความล้มเหลว และเลวร้ายเกิดขึ้นกับโรงเรียนและคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งมีมากมายให้เห็นอย่าเห็นแก่พรรคแก่พวก อันนี้ขอฝากคณะกรรมการ กศจ. แต่เห็นมีข่าวท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการกำลังปรับเกณฑ์ รื้อเกณฑ์การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ ก็หวังว่าคงเอาปัญหานี้มาคิดมาแก้ด้วย

สุดท้ายหวังว่า วงจรความเลวร้ายทางการศึกษาที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวหา อ.ค.ก.ศ. เขตพื้นที่แต่ กศจ. อย่าเป็นเสียเองก็แล้วกัน

2.ปฏิรูปการคิดถึงอนาคตของตนเองสังคมและประเทศชาติ

คนไทยยุคใหม่ต้องมองไกล มองอนาคตของตัวเองแล้วมองอนาคตของสังคมและประเทศชาติให้ได้ในปัจจุบันเด็กไทยคนไทยคิดอะไรบ้าง แต่ละวันรวมกลุ่มดูเฟซ ดูไลน์ กลางคืนรวมกลุ่มร้านน้ำชา ผู้เขียนเดินทางไปต่างประเทศพบนักศึกษาญี่ปุ่น เกือบๆ 100 คน ในขณะนั่งรอขึ้นเครื่องบินนักศึกษาดังกล่าวเกือบ 100 คน หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน อีกตัวอย่างเมื่อหลายปีผู้เขียนไปดูงานการศึกษาที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส 80-90% ของผู้โดยสารจะนั่งอ่านหนังสือบนรถไฟ เป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการควรเพิ่มเนื้อหาหรือหลักสูตร การคิดและจินตนาการ (Thinking and Imagination) ขึ้นในโรงเรียนครูจะต้องฝึกให้เด็กฝันและคิด

3.ปฏิรูปความเป็นสุภาพบุรุษ

ด้านนี้คนไทยมีค่อนข้างน้อยนิสัยโดยพื้นฐานของคนไทยไม่แฟร์ กลับกลอก ชอบผักชีโรยหน้า ชอบแก้ตัว ชอบปฏิเสธ ชอบหาเหตุผลมาอ้างเพื่อให้พ้นผิด ขาดความจริงใจ ลักษณะเช่นนี้ทำให้คนไทยนับวันจะไม่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากสังคมระดับสากลมากขึ้น โรงเรียนและหลักสูตรต้องนำมาคิดมาแก้มีการวัดผลอย่างจริงจังโดยเฉพาะวิชากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผ่านกิจกรรมและชุมนุมต่างๆ ช่วงลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด กระทรวงควรกำหนดหลักสูตรความรับผิดชอบในหน้าที่และสุภาพบุรุษขึ้นมาใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึงชั้น ม.6 เพื่อวางพื้นฐานสร้างคุณภาพของคนไทยเสียใหม่ และควรติดตามนโยบายต่างๆ ให้เข้มขึ้น เช่น นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ที่ทำอยู่ขณะนี้ที่สะเปะสะปะไร้ทิศทาง ต่างคนต่างทำ บางโรงเรียนนักเรียนยังเหนื่อย ครูยังหนักเหมือนเดิม เลิกเกือบ 6 โมงเย็นทุกวัน

4.ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย

แบบสบายๆ พี่ไทยแท้ การเคารพและปฏิบัติความระเบียบกฎเกณฑ์ และกฎหมายของคนไทย อยู่ในระดับที่ต่ำสุด อ่อนแอสุด ลูบหน้าปะจมูก เห็นแก่พวกพ้อง เลือกปฏิบัติ ปากว่าตาขยิบ สองมาตรฐาน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใช้ช่องว่างของกฎหมายเข้าหาผลประโยชน์ทั้งส่วนตัวและพวกพ้อง เช่น กรณีเข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. นับล้านๆ ไร่ บุกรุกป่าต้นน้ำ ทำลายป่าไม้และระบบนิเวศ เช่น กรณีภูทับเบิก เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการบุกรุกและผิดกฎหมาย การทำประมงชายฝั่งตั้งแต่ใช้เครื่องมือที่ผิดกฎหมาย จนถึงใช้แรงงานเถื่อน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการละเลยของเจ้าหน้าที่และคนไทยไม่สนใจหรือเคารพกฎหมาย แทบไม่มีคนไทยจะออกมาช่วยกระตุ้นหรือหยุดยั้งเรียกร้องให้คนไทยช่วยกันเคารพกฎหมายอีกตัวอย่างสถิติผู้เสียชีวิต 6,645 คน บาดเจ็บ 6.8 แสนคน ในเวลา 8 เดือน ของปี 2559 จากอุบัติเหตุการใช้ถนนของคนไทย และ กทม.คือพื้นที่อันตรายที่สุด เพราะความมักง่ายของคนไทยในการเคารพกฎหมาย ตั้งแต่การขับ การจอด การเลี้ยว ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนไทยต้องปรับตัวหันมาช่วยสอดส่องดูแลกวดขันแทนเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิรูปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม การตรวจสอบที่เป็นธรรม มีหลายหน่วยงานที่ตกเป็นจำเลยทางสังคมอยู่ขณะนี้ แต่ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ไม่สามารถเข้าไปติดตามและตรวจสอบได้ คือสถาบันทางทหาร ซึ่งมีหลายงานหลายโครงการเป็นที่กังขาของสังคม

5.ปฏิรูปความเป็นคนใจกว้างมีเหตุมีผล

ความเป็นคนมีเหตุมีผล มีส่วนสำคัญมากในสังคมไทยและสังคมทั่วไป มีหลายกรณีส่งผลไปถึงระดับชาติ เช่น มีคนเสนอว่าการเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเสียงข้างมาก ขอให้คำนึงเสียงที่มีคุณภาพ ฟังแล้วผู้เขียนงง ว่าบ้านเรามีไดโนเสาร์เต่าล้านปีมีอยู่อีกหรือ อยากรู้ว่าเอาสมองส่วนไหนมาคิดหลักของประชาธิปไตยที่เป็นสากลนับร้อยนับพันปี เรามีผู้ใหญ่ที่เลอะเทอะ เปลี่ยนหลักการของประชาธิปไตยแล้วซิ ระวังนะ นี่คือปมที่สะสมความร้าวลึกของสังคมไทยสู่ความแตกแยก

การมีหลักคิดที่สุดโต่ง เชื่อในหลักคิดและหลักการจนขาดเหตุผลที่ดีมาประกอบบางครั้งอาจจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาสังคมและประเทศได้ เช่น กรณีเอ็นจีโอ จังหวัดสงขลา มีความขัดแย้งกับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเรื่องการป้องกันชายหาดสมิหลา ไม่ให้คลื่นกัดเซาะโดยผู้ว่าฯมีเป้าหมายว่าทำอย่างไรไม่ให้แผ่นดินถูกคลื่นกัดเซาะเพราะจะส่งผลต่อเส้นทางการเดินทางของประชาชนและหน่วยงานราชการ และที่สำคัญรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก 10 ปีผ่านมาใช้งบไปเกือบ 1,000 พันล้านบาท โดยใช้วิธีดูดทราย หรือซื้อทรายมาปรับถมแต่พอฤดูคลื่นลมผ่านไปทรายดังกล่าวก็หายไปกับคลื่น ดูเหมือนเอาเงินมาทิ้งในทะเลไม่มีวันจบสิ้น

สุดท้ายอยากทราบว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้ดูแลช่วยเหลือหาดทรายดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่อยากบอกคนไทยว่า คนไทยต้องใจกว้างมีเหตุมีผล ถ้าเป็นผลประโยชน์ต่อสังคมและชาติแล้วไม่ควรต่อต้านหรือคัดค้านโดยปราศจากข้อมูล ยิ่งถ้าผู้ที่คัดค้านมีเบื้องหลังที่หวังประโยชน์เพื่อตัวเอง เพื่อกลุ่มองค์กรตนเองและถ้าเลวร้ายท่านผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติอยู่เบื้องหลังด้วยเหตุผลอะไรก็ตามผู้เขียนมองว่าคนกลุ่มนี้ขายชาติ

6.ปฏิรูปในการเตรียมพร้อมเข้าสู่เวทีแห่งการแข่งขันระดับสากล

นอกจากการสร้างคนในช่องทางการศึกษาโดยผ่านโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันต่างๆ ด้วยแล้ว คนไทยต้องปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิดการเรียนรู้ โดยเรียนรู้และค้นคว้าด้วยตนเองให้มากขึ้น ใช้ช่องทางสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใกล้ตัวให้มากที่สุด โดยไม่ต้องรอจากรัฐ หรือจากสถาบันต่างๆ โลกในศตวรรษที่ 21 เป็นโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ คนไทยต้องพร้อมในทักษะ 5 ด้านคือ ทักษะการคิด, ทักษะการสื่อสาร, ทักษะการแก้ปัญหา, ทักษะการมีส่วนร่วม, ทักษะจิตสาธารณะ 5 ทักษะข้างต้นคนไทยต้องมีต้องพร้อม

7.ปฏิรูปการเลี้ยงลูกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

เลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน เลี้ยงลูกเพื่อให้เก่ง ให้ชนะคนอื่นๆ เป็นเจ้าขุนมูลนาย จะได้เป็นเจ้าคนนายคน นี่คือปรัชญาหรือแนวคิดคนไทย ที่เลี้ยงลูกหรือสอนบุตรหลานมานับ 100 ปี แต่วันเวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยนสังคมเปลี่ยนและโลกเปลี่ยน แต่คนไทยยังไม่เปลี่ยนวิธีคิดการเลี้ยงลูกหลาน สุดท้ายลูกหลานกลายเป็นเหยื่อแห่งความเลวร้าย ความเปลี่ยนแปลงสังคมโลก เช่น เป็นเหยื่อด้านยาเสพติด เหยื่อการค้ามนุษย์ เหยื่อลัทธิต่างๆ เหยื่อกลุ่มก่อการร้าย เป็นต้น 10-20 ปีผ่านมามีภาพสะท้อนทางสังคมที่บ่งบอกแห่งความล้มเหลวของสถาบันครอบครัวและสถาบันทางการศึกษา

8.ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

การเตรียมคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หรือเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องและคนไทยจะต้องพัฒนาเพื่อคนไทย เช่น ความรู้พื้นฐานในยุคดิจิทัล (Digital Age literacy) คนไทยต้องมีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ภาษา และทัศนภาพ (Visual of Information latencies) ความรู้พาหุวัฒนธรรม และตระหนักเป็นพลโลก การรู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์ (Inventive Thinking) คิดแบบมีเหตุผล ด้านนี้คนไทยต้องได้รับการฝึกอีกมาก โดยเริ่มฝึกตั้งแต่ระดับอนุบาล คิดง่ายๆ ในวงแคบๆ ก่อน แล้วค่อยขยายเพิ่มขึ้นในระดับชั้นที่สูงขึ้น ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากให้ผู้เกี่ยวข้อง ต้องคำนึงให้มากที่สุด ที่สร้างศักยภาพคนให้มีความพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0 คือ ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีภูมิรู้ รู้จักใช้วิจารณญาณ เป็นนักคิด สามารถสื่อสารได้ มีระเบียบวินัย ใจกว้าง รอบคอบ กล้าตัดสินใจ และยุติธรรม

9.ปฏิรูปให้คนไทยเรียนรู้สังคมโลก

สังคมโลกหรือโลกศึกษา Social World หรือ Global Education เป็นอีกประเด็นสำคัญที่คนไทยยังขาด ยังแคบอยู่ คนไทยยุคใหม่ต้องรู้จักโลก เข้าใจเหตุการณ์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รู้จักวิเคราะห์และหาช่องทางคิด และแก้ปัญหาอย่างฉลาด ซึ่งคนไทยต้องพร้อม เช่น ความเป็นธรรม ความเป็นพลเมืองโลก การพึ่งพาอาศัยกัน เคารพในสิทธิมนุษยชน ยอมรับความหลากหลาย การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นต้น

9 ประเด็นผู้เขียนนำมาเสนอแนะและสะท้อนปัญหาความไม่พร้อมของคนไทยในภาพรวม ซึ่งปัญหาเหล่านี้นับวันรุนแรงเพิ่มมากขึ้น นานวันก็จะส่งผลถึงคุณภาพของคนไทยทั้งประเทศ สุดท้ายก็จะยากยิ่ง ที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 และโลกใบนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ทางหลวงชนบทเดินหน้าสร้างถนนทางจักรยาน เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา-ชลบุรี คาดเปิดบริการปลายปี 60
บทความถัดไปสัมภาษณ์พิเศษ ‘สมบัติ ธำรงธัญวงศ์’ ชี้ นักการเมืองต้นเหตุรัฐประหาร