หน้าแรก คอลัมนิสต์ นิยาม การเมือ...

นิยาม การเมือง สถานการณ์ สภาพการณ์ การรุก การถอย

12.09.16 | 12:30 น.

คล้ายกับว่า การออกโรงของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประสานเข้ากับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ และ นายวันชัย สอนศิริ จะเป็นเรื่องน่าขำ

ไม่ว่าในเรื่องการขยายบทบาทของ “ส.ว.” ผ่าน “คำถามพ่วง”

ไม่ว่าในเรื่องการขยายบทบาทของ “คสช.” และ “มหาดไทย” เข้าไปมีส่วนในการควบคุม บริหารจัดการเลือกตั้งร่วมกับ “กกต.”

บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่อง “เลอะเทอะ”

บางคนอาจถึงกับสรุปอย่างรวบรัดว่า เป็นบทบาทของ “นักการเมือง” ประเภท “ไอ้ห้อย ไอ้โหน” สอพลอกับผู้มีอำนาจ

Advertisement

เหมือนที่ “คุณหลวง” คน 1 ก้มลงกราบ “จอมพล ป.”

ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนรอบข้าง เพราะเหตุผลที่รับรู้กันก็คือ มองเห็นแสงคล้ายๆ กับ “ฉัพพรรณรังสี” แผ่ออกมาจากร่างของ “นายกรัฐมนตรี”

เป็นเรื่อง “ไม่น่าเป็นไปได้” แต่ก็ “เป็นไปได้”

กรณีของร่างรัฐธรรมนูญ กรณีของคำถามพ่วง กรณีของประชามติ กรณีของกฎหมายลูกไม่ว่าจะเป็นว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นว่าด้วยการเลือกตั้ง ก็มี “กระสวน” ดำเนินมาเช่นนี้

เหมือนกับจะ “เลอะเทอะ” แต่ในที่สุดก็เป็น “ของจริง

 

ถามว่า “ปฏิบัติการ” ทั้งหมดนี้สะท้อนอะไร เป็นเจตนารมณ์แบบไหน และเป็นความต้องการในทิศทางใดของการเมือง

คำตอบก็คือ เป็นหลักประกันมิให้ “เสียของ”

1 คือการตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และ 1 คือบทบัญญัติภายในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

นี่คือ “ธงนำ” นี่คือเครื่องบ่งชี้ “เจตนารมณ์”

เพราะว่ามาตรา 35 บัญญัติเอาไว้อย่างเด่นชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปรากฏขึ้นมาอย่างไร และเพื่อเป้าประสงค์อะไรในทางการเมือง

คณะกรรมาธิการชุดของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จึงเดินไป

เมื่อมีความจำเป็นต้อง “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน 2558 คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ต้องเดินต่อไป

ดำรงจุดมุ่งหมายในการมิให้ “เสียของ” อย่างมั่นแน่ว

เมื่อตัวร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ก็มี “คำถามพ่วง” เสนอขึ้นมาจาก สปท. และผ่านมติเห็นชอบโดย สนช.ด้วยความคึกคัก และเมื่อผ่านความเห็นชอบจากกว่า 16 ล้านเสียงก็พร้อมที่จะขยายผลอย่างเต็มภาคภูมิ

เหมือนกับจะ “เลอะเทอะ” แต่เห็นหรือไม่ว่ากำลังเดินไปสู่หนใด

 

ความหมายของคำว่า “เสียของ” อันเกิดขึ้นจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ที่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ต้องการจะอุด

หากสรุปอย่างรวบรัดก็ยังเป็น “การเลือกตั้ง”

เพราะว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ชัยชนะยังเป็นของพรรคพลังประชาชน และเพราะว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ชัยชนะยังเป็นของพรรคเพื่อไทย

ทั้งหมดล้วนเป็น “อวตาร” แห่ง “ไทยรักไทย”

พรรคเพื่อไทยเองก็รับรู้ต่อ “กระบวนการ” เหล่านี้อย่างเด่นชัดและต่อเนื่องเป็นลำดับ แต่ก็อยู่ในสภาวะที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

จึงดำเนินไปในลักษณะ “ตั้งรับ”

ทาง 1 ก็พยายามต่อสู้เท่าที่เงื่อนไขจะเปิดให้ได้และด้วยวิธีการที่ถนัด ขณะเดียวกัน ทาง 1 ก็พยายามในการต่อรองและหาหนทางผ่อนหนัก เป็นเบา

ด้านหลักจึงเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” ตกเป็นฝ่าย “ตั้งรับ”

กระนั้น ในทางความคิดก็ยังเพ้อฝันว่าจะมีโอกาสและสามารถพลิกสถานการณ์ให้ดำรงอยู่ในสภาพตั้งรับได้ ไม่ถึงกับท้อแท้ สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก

แต่เมื่อผ่านแต่ละ “สถานการณ์” ก็เริ่มจะ “เข้าใจ”

เข้าใจในความแน่วแน่และตั้งมั่นที่จะไม่ให้เกิดสภาพ “เสียของ” อีก

 

การทำความเข้าใจต่อ “สถานการณ์” และ “สภาพการณ์” ตามความเป็นจริงในทางการเมืองจึงมีความสำคัญ

สำคัญทั้งฝ่ายรุก ฝ่ายกระทำ ว่าควรจะเดินหมากอย่างไรจึงจะดำรงสถานะเช่นนี้ต่อไป สำคัญทั้งฝ่ายรับ ฝ่ายถูกกระทำ ว่าควรจะกำหนดทิศทางอย่างไรให้การถอยให้เสียหายน้อยที่สุด

การรุก การถอย จึงเป็นแต่ละก้าวย่างอันทรงความหมาย