เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 73 ณ ประเทศอิตาลี หนึ่งในเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของอุตสาหกรรม/แวดวงศิลปะภาพยนตร์โลก เพิ่งประกาศรายชื่อหนังที่ได้รับรางวัลจากทางเทศกาล เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ต่อเช้าวันอาทิตย์ (ตามเวลาประเทศไทย)
ปรากฏว่าผลงานที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือ “รางวัลสิงโตทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลไปครอง ก็คือ “The Woman Who Left” หนังขาว-ดำ ความยาว 228 นาที (เกือบสี่ชั่วโมง) ซึ่งกำกับโดย “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังวัย 57 ปี ชาวฟิลิปปินส์
หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครหญิง ผู้เคยประกอบอาชีพเป็นครู ทว่า กลับต้องถูกตัดสินลงโทษจำคุก 30 ปี ในอาชญากรรมที่เธอไม่ได้ก่อ
เมื่อถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ กลับคืนสู่สังคมปกติ ความรู้สึกภายในจิตใจของสตรีผู้นี้จึงคละเคล้าระคนกันระหว่างความปรารถนาจะ “แก้แค้น” คนที่วางแผนใส่ร้ายเธอ กับความรู้สึกที่ต้องการจะ “ให้อภัย”
ดิแอซระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นพยานหลักฐานที่บันทึกถึงเรื่องราวการต่อสู้ของชาวฟิลิปปินส์ ผู้ผ่านการถูกปกครองโดยบรรดาเจ้าอาณานิคมมานานหลายศตวรรษ
หลังขึ้นไปรับรางวัลอันทรงเกียรติ ดิแอซกล่าวสั้นๆ บนเวทีว่า “ขอมอบรางวัลนี้ให้ประเทศของผม ให้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ แด่การต่อสู้ของพวกเรา แด่การต่อสู้ของมวลมนุษยชาติ”
ดิแอซเริ่มต้นทำหนังมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990
หนังของเขามักถ่ายทำในระบบดิจิทัล วิดีโอ ซึ่งเมื่อ 1-2 ทศวรรษก่อน ยังให้คุณภาพของภาพได้ไม่ดีนัก อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี
อย่างไรก็ดี คนทำหนังผู้นี้เห็นว่าสื่อชนิดดังกล่าวมีสถานะเป็น “เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย” ที่ช่วยส่งเสริมให้คนเล็กคนน้อย จากประเทศโลกที่สาม มีโอกาสได้ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวของตนเองผ่านศิลปะภาพยนตร์
อีกจุดเด่นสำคัญในผลงานของดิแอซ คือ หนังของเขามักมีความยาวเกินกว่ามาตรฐานปกติของภาพยนตร์ร่วมสมัยทั่วไป
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ผลงานอีกเรื่องของดิแอซ ก็เพิ่งสร้างสถิติเป็นหนังในสายการประกวดหลักที่มีขนาดยาวที่สุด (485 นาที หรือกว่า 8 ชั่วโมง) ในประวัติศาสตร์ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน
ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะคว้ารางวัล “หมีเงิน” ไปครอง
หลายคนมักประทับตราว่าภาพยนตร์ของลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในผลงานประเภท “สโลว์ ซีเนมา” (หนังเนิบช้า) แต่เจ้าตัวเห็นแย้งว่า หนังของเขาก็เป็นภาพยนตร์ปกติทั่วไป พร้อมตั้งข้อสงสัยกลับว่า ทำไมเราจึงต้องพยายามมุ่งให้คำจำกัดความของ “ภาพยนตร์” โดยพิจารณาจากความยาวของมัน?
ที่สำคัญ แม้หนังของดิแอซจะยาว แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนทำงานเร็วและขยันขันแข็งมากๆ รายหนึ่ง
ในปี 2016 เขาทำหนังยาวออกมาสองเรื่อง (ความยาวเกิน 8 ชั่วโมง และเกือบ 4 ชั่วโมงตามลำดับ) และมีหนังสั้นอีกหนึ่งเรื่อง
ถ้าย้อนดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา จะพบว่าเขามีผลงานหนังยาวรวมทั้งสิ้น 10 เรื่อง ภายในเวลาแค่ 6 ปี
ระยะหลัง เมื่อผลงานของดิแอซมีชื่อเสียง-ที่ทางในระดับนานาชาติมากขึ้น เขาก็ได้บุคลากรฝีมือดีๆ เข้ามาช่วยสร้างสรรค์งานเพิ่มเติม ทั้งในแง่โปรดักชั่นและโพสต์โปรดักชั่น รวมไปถึงการแสดง
ส่งผลให้หนังของเขาเฉียดเข้าใกล้ “รางวัลใหญ่” ในเทศกาลภาพยนตร์ระดับ “เมเจอร์” มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนจะมาประสบความสำเร็จสูงสุดกับการได้รับ “รางวัลสิงโตทองคำ” ที่เวนิส
นับเป็นข่าวคราวน่ายินดีเกี่ยวกับคนทำหนังจากประเทศเพื่อนบ้านร่วมประชาคมอาเซียนของเรา

