สิบฉากสุดท้ายของผู้นำทหาร!

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความเรื่อง สิบฉากสุดท้ายของผู้นำทหาร! มีรายละเอียดดังนี้

คำถามสำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบันคือ อนาคตของผู้นำทหารที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะดำเนินต่อไปอย่างไร เมื่อเขากำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างมากจาก “อภิมหาวิกฤตโควิด-19” กล่าวคือ ชีวิตทางการเมืองของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะผู้นำทหารที่ร่วมยึดอำนาจกันมาจะคลี่คลายด้วยการไปต่อ หรือจะต้องจบลงอย่างไรจึงเป็นอนาคตที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะคงต้องยอมรับว่า เสียงต่อต้านในสังคมขณะนี้ดังมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาความล้มเหลวในการบริหารวิกฤต และอาจจะเป็น “เสียงต้าน” รัฐบาลที่ขึ้นสู่กระแสสูงมากที่สุดที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

หากพิจารณาการสิ้นสุดอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำทหารทั้งหลาย จากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มจากรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 จนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า “เก้าฉากสุดท้าย” ของผู้นำทหารในการเมืองไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละแบบอย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้นำทหารใส่ใจกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างจริงจังแล้ว พวกเขาอาจจะพบว่า ประวัติศาสตร์ให้คำตอบที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของพวกเขา ซึ่งผู้นำทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ละคนต้องตัดสินใจ “เลือกครั้งสุดท้าย” เพื่อกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเอง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นอาจจะคาดเดาไม่ได้ด้วย!

ฉากทัศน์ที่ 1: 2516-ถูกขับไล่ จนต้องลี้ภัย

กรณีที่ 1 เป็นคำตอบจากประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อผู้นำหลักทั้งสามของรัฐบาลทหารในขณะนั้น คือ นายกรัฐมนตรี “จอมพล ถนอม กิตติขจร” และคณะคือ จอมพล ประภาส จารุเสถียร พันเอก ณรงค์ กิตติขจร ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และสูญเสียความชอบธรรมในหลายกรณี จนสุดท้ายนักศึกษาและประชาชนตัดสินใจลุกขึ้นสู้ จนเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในการเมืองไทย รัฐบาลทหารพ่ายแพ้การต่อสู้บนถนน จนสุดท้ายแล้ว ผู้นำทหารทั้งสามต้องลงจากอำนาจ และลี้ภัยไปต่างประเทศ

ฉากทัศน์ที่ 2: 2535-ถูกไล่ จนต้องลาออก

กรณีที่ 2 มาจากเหตุการณ์ “พฤษภาคมทมิฬ 2535” เมื่อผู้นำทหารในช่วงเวลาดังกล่าว คือ นายกรัฐมนตรี “พลเอก สุจินดา คราประยูร” ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน อันเป็นผลจากการยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 และรัฐบาลถูกต่อต้านอย่างมาก จนขยายตัวเป็นการประท้วงขนาดใหญ่ของนักศึกษา และประชาชนอีกครั้ง แต่ผู้นำทหารตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของรัฐบาลและกองทัพในปี 2535 จนนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำทหารต้องยอมลาออก อันเป็นการพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งของทหารในการเมืองไทย

ฉากทัศน์ที่ 3: 2500-ถูกรัฐประหาร

กรณีที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” และกลุ่มสายราชครูพยายามที่จะสืบทอดอำนาจ ด้วยการอาศัยการ “โกงการเลือกตั้ง” ผลจาก “การเลือกตั้งสกปรก” ในปี 2500 ทำให้เกิดการต่อต้านในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง และตามมาด้วยการประท้วงขนาดใหญ่ของนิสิต นักศึกษา จนกลายเป็นช่องทางให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร และจอมพล ป. ต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่น เขาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องลี้ภัยทางการเมือง และจบชีวิตลงในต่างแดน

ฉากทัศน์ที่ 4: 2514-รัฐประหารตนเอง

กรณีที่ 4 เป็นรัฐประหารที่แปลกที่สุด เมื่อนายกรัฐมนตรี “จอมพล ถนอม กิตติขจร” ไม่สามารถทนแรงกดดันทางการเมืองได้ และตัดสินใจยึดอำนาจรัฐบาลตนเองในเดือนพฤศจิกายน 2514 ฉะนั้น การตัดสินใจ “ยึดอำนาจตนเอง” กลายเป็นทางเลือกของผู้นำทหารที่อยากสืบทอดอำนาจเสมอ แต่ก็ต้องตระหนักว่า สุดท้ายแล้วการยึดอำนาจตนเองเช่นนี้ไปจบลงด้วยการประท้วงใหญ่ และปิดฉากรัฐบาลทหารลงในปี 2516

ฉากทัศน์ที่ 5: 2523-รัฐประหารเงียบ

กรณีที่ 5 เป็นตัวแบบคลาสสิกของการล้มผู้นำทหารในการเมือง คือ การ “ถูกจี้” ให้ลงจากอำนาจ ดังเหตุการณ์เมื่อนายกรัฐมนตรี “พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เผชิญแรงกดดันทางการเมือง แต่พยายามที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป จนสุดท้ายแล้ว กลุ่มยังเติร์กที่ผลักดันพลเอกเกรียงศักดิ์ขึ้นสู่อำนาจ ตัดสินใจใช้ “กำลังบังคับ” หรือเป็น “รัฐประหารเงียบ” จนนายกรัฐมนตรีต้องประกาศการลาออกกลางสภาในเดือนกุมภาพันธ์ 2523

ฉากทัศน์ที่ 6: 2540-ออกเอง

กรณีที่ 6 เป็นการตัดสินใจที่ผู้นำทหารมักจะไม่ยอมเลือก แต่เมื่อนายกรัฐมนตรี “พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ” เผชิญกับแรงต่อต้านจากการประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มนักธุรกิจและภาคประชาสังคม ที่บริเวณย่านสีลมและหน้าทำเนียบรัฐบาล ทำให้นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2540 เพื่อไม่ให้การประท้วงลุกลามขยายตัวในสังคมไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจลาออกด้วยตนเอง แต่ไม่ใช่การถูกบังคับจากฝ่ายทหาร และเป็นกรณีที่ถูกยกขึ้นเป็นตัวอย่างที่ผู้นำทหารยอมตัดสินใจลาออก

ฉากทัศน์ที่ 7: 2550-ไม่สืบทอดอำนาจ

กรณีที่ 7 เกิดเมื่อรัฐบาลทหารของนายกรัฐมนตรี “พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์” เข้ามารับหน้าที่หลังรัฐประหารกันยายน 2549 แต่รัฐบาล “ขิงแก่” ไม่ประสบความสําเร็จในทางนโยบาย และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหลายเรื่อง จึงตัดสินใจยุติบทบาทด้วยการเปิดการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 เพื่อถ่ายโอนอำนาจ และเป็นรัฐบาลทหารที่มีอายุสั้นมากเพียง 1 ปีเศษเท่านั้น แต่ก็เป็นโอกาสให้พลเอกสุรยุทธ์สามารถมีบทบาทในสังคมได้ในเวลาต่อมา

ฉากทัศน์ที่ 8: 2531-ลาออกดีกว่า

กรณีที่ 8 บอกถึงการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี “พลเอก เปรม ติณสูลานนท์” ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดชุดหนึ่งในการเมืองไทย คือ 8 ปี 5 เดือน จนเมื่อเกิดการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2531 และสังคมเริ่มส่งสัญญาณถึงความต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง พลเอกเปรมตัดสินใจสุดท้ายที่จะยุติบทบาททางการเมือง ด้วยคำกล่าวว่า “ผมพอแล้ว” อันส่งผลให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ตุลาคม 2519 และการยุติบทบาทช่วยลดกระแสต้านรัฐบาลลงทันที

ฉากทัศน์ที่ 9: 2506-ตายในตำแหน่ง

กรณีที่ 9 เป็นสถานการณ์ที่ผู้นำทหารเสียชีวิตในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือ “จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์” มีอาการป่วย และถึงแก่อสัญกรรมในต้นเดือนธันวาคม 2506 เขาจึงเป็นผู้นำทหารคนเดียวที่เสียชีวิตในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เขาก็ทิ้งมรดกทั้งทางการเมืองและส่วนตัว จนกลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย แม้กระนั้นผู้นำทหารในสายอำนาจนิยมก็มักจะฝันถึงการเป็น “สฤษดิ์สอง” ที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริง เงื่อนไขและบริบทของการเมืองไทยไม่เอื้อให้เกิดภาวะเช่นนั้น

ฉากทัศน์ที่ 10: 2564-อยู่หรือไป?

ผู้นำทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนมักต้องการที่จะอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานเสมอ แต่จาก 9 ฉากทัศน์ในข้างต้นเป็นดัง “เครื่องเตือนใจ” อย่างดีแก่การตัดสินใจของผู้นำทหารในปี 2564 และยังเตือนใจแก่บรรดาทหารการเมืองว่า อำนาจทางการเมืองของทหารในการเมืองไทยไม่ยั่งยืนเสมอไป และอาจล้มพังทลายได้เมื่อเผชิญกับแรงเสียดทานใหญ่จากสังคม … วันนี้แรงต้านจากประชาชนเกิดขึ้นทั่วทุกสารทิศ จนอาจกลายเป็น “ละครการเมืองฉากสุดท้าย” ของรัฐบาลได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะ “อยู่หรือไป” จึงท้าทายต่ออนาคตของผู้นำทหารในการเมืองไทยอย่างยิ่ง !

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดแล้ว! Deep Dive Dubai สระน้ำลึกที่สุดในโลกถึง 60 ม.ของดูไบ (ภาพชุด)
บทความถัดไปอันเททูคุมโประเบิดฟอร์มทำ 42 คะแนน 12 รีบาวด์ พาบั๊คส์ตีตื้นซันส์ 1-2 เกม ได้ลุ้นแชมป์เอ็นบีเอต่อ