ในช่วงสัปดาห์นี้ หลายคนคงได้ยินคำว่า Home Isolation และ Community Isolation ที่จะนำมาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการให้การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิดในพื้นที่ซึ่งมีการติดเชื้อใหม่รายวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกินกว่าจำนวนเตียงและจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเพิ่มตามกันได้ทัน ทั้งในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือฮอสปิเทล โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ลดการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตลงให้มากที่สุด” ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ลดการติดเชื้อรายใหม่ในชุมชนลงให้เร็วที่สุด” ด้วย

หากมองเพียงผิวเผิน กระบวนการ Home Isolation และ Community Isolation อาจดูเหมือนทำได้ง่ายๆ คล้ายการจัดบริการ telehealth โดยแพทย์และพยาบาลที่ทำกันแพร่หลายอยู่แล้วในการดูแลโรคต่างๆ ในช่วงการระบาดของโควิดที่ผ่านมาซึ่งทำให้คนไข้ไม่สามารถไปรับบริการที่โรงพยาบาลได้ แต่จริงๆ แล้ว Home Isolation และ Community Isolation มีมิติที่ต้องคำนึงถึงอีกหลายด้าน เช่น สภาพที่อยู่อาศัย จำนวนคนในบ้านเดียวกัน การยอมรับของคนในชุมชน ศักยภาพในการดูแลความเป็นอยู่ อาหารสามมื้อ การถูกตีตราเลือกปฏิบัติ การถูกละเมิดสิทธิ สภาวะความเครียดและวิตกกังวล เป็นต้น ไม่ใช่เพียงการจัดบริการ telehealth ให้กับผู้ที่ต้องแยกตัวที่บ้าน หรือในชุมชนเท่านั้น
ดังนั้น ทีมผู้ให้บริการ Home Isolation และ Community Isolation จึงต้องเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ ที่ประกอบไปด้วย ผู้ติดเชื้อโควิดเอง ครอบครัว แกนนำชุมชน พยาบาล แพทย์ และผู้กำหนดนโยบายของประเทศ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับข้อคิดเห็นของทุกคนในทีม และเคารพในบทบาทและความเชี่ยวชาญเชิงบริบทของกันและกัน การทำให้ประชาชนได้เข้าใจเป้าหมาย ความจำเป็น และบทบาทของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับ Home Isolation และ Community Isolation จนถึงการสร้างความมั่นใจและพัฒนาศักยภาพของประชาชนและของชุมชนในการดูแลสุขภาพของตัวเอง เป็นสิ่งที่ต้องมีการวางแผนและลงทุน เพื่อป้องกันการสื่อสารที่อาจจะบิดเบือนไปได้ ด้วยเงื่อนไขทางการเมือง หรือความกังวลของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย

การร่วมกันของสหสาชาวิชาชีพในการจัดทำมาตรฐานการให้บริการ Home Isolation และ Community Isolation ที่สอดคล้องกับการเบิกจ่ายจาก สปสช. และแนวทางของกรมการแพทย์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในการทำให้ผู้ติดเชื้อโควิดและครอบครัวมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานและครบองค์รวมที่บ้านหรือในชุมชน ไม่เสียขวัญเมื่อไม่ได้เข้าไปนอนในเตียงของ รพ. และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือการทำให้ผู้ให้บริการในชุมชน ในคลินิก และในโรงพยาบาล มั่นใจว่าบริการที่กำลังจัดทำกันอย่างเร่งด่วนในสภาวะฉุกเฉิน และต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทในทุกๆ วัน ทุกๆ คืนอยู่นี้ มีแนวทางของประเทศที่สนับสนุนให้ทำได้ และมีงบประมาณรองรับที่จะเบิกจ่ายได้จริงภายใต้การกำกับดูแลที่สามารถป้องกันการทุจริตหรือการรั่วไหลของเงินและยา เมื่อสภาวะฉุกเฉินจบสิ้นแล้ว จะไม่มีการใช้เกณฑ์ในสภาวะปกติมาตรวจสอบกันแล้ววิจารณ์ให้ใครเสียหาย หรือถูกเรียกเงินคืนในภายหลัง
การทำให้การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิดเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดหลังได้รับการวินิจฉัย ผู้ที่เดิมแข็งแรงดี และไม่มีอาการของโควิดหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย (กลุ่มสีเขียว) จะได้รับการติดตามใกล้ชิดทุกวันโดยผู้ดูแลที่อยู่ที่บ้านและในชุมชน ประสานกับทีมพยาบาล และแพทย์ telehealth จะทำให้มั่นใจว่าหากเริ่มมีอาการหรือสัญญาณของปอดอักเสบ ผู้ติดเชื้อโควิดจะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไปส่งถึงบ้านอย่างทันท่วงที ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิดการเจ็บป่วยรุนแรง หรือเริ่มมีอาการหรือสัญญาณของปอดอักเสบ (กลุ่มสีเหลือง) ไปจนถึงผู้ที่มีอาการหรือสัญญาณของปอดอักเสบรุนแรง (กลุ่มสีแดง) ก็จะได้รับการดูแลรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ และการรักษาประคับประคองอาการอื่นๆ ระหว่างที่รอให้มีเตียงในโรงพยาบาลที่จะรับเข้าไปดูแลต่อเนื่องได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ลดการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตลงให้มากที่สุด”
ส่วนเป้าหมาย “ลดการติดเชื้อรายใหม่ในชุมชนลงให้เร็วที่สุด” นั้น แน่นอนว่าความสำคัญจะอยู่ที่ผู้ติดเชื้อโควิด และผู้อยู่ร่วมบ้านร่วมชุมชน ที่จะต้องสามารถดูแลการแยกตัวในระหว่างการทำ Home Isolation และ Community Isolation ให้มีโอกาสที่เชื้อจะส่งผ่านไปยังคนและชุมชนรอบข้างให้น้อยที่สุด สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ หากผู้ติดเชื้อโควิด และผู้อยู่ร่วมบ้านร่วมชุมชน ได้รับการสนับสนุนไม่เพียงข้อมูลความรู้ แต่ยังต้องมีการสนับสนุนอาหารสามมื้อ สนับสนุนปัจจัยยังชีพของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวหากผู้หารายได้หลักเป็นผู้ติดเชื้อโควิดที่ต้องแยกตัว สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันและทำความสะอาด ไปจนถึงการช่วยเหลือหากไม่ได้รับความเข้าใจจากคนในบ้านหรือชุมชน หรือถูกละเมิดสิทธิโดยสถานพยาบาล สื่อ ที่ทำงาน หรือสถานศึกษา ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การปฏิบัติตนระหว่างการแยกตัวทำได้อย่างถูกต้องที่สุด ไม่ผิดเพี้ยนไปด้วยความบีบคั้นทางเศรษฐกิจและจิตสังคม อย่างไรก็ตาม การลดการติดเชื้อรายใหม่ในชุมชนลงให้เร็วที่สุดนั้น ยังต้องทำไปพร้อมกับการเร่งค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จัดลำดับความสำคัญให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงได้รับการตรวจหาโควิดโดยเร็วและครบถ้วน ให้การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในการแยกตัวของ
ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในลักษณะเดียวกันกับผู้ติดเชื้อโควิด และสำคัญที่สุด คือ การจัดลำดับการเข้าถึงวัคซีนชนิดที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้เร็วที่สุดให้แก่ผู้อยู่ร่วมกันในชุมชนที่มีการระบาดหนัก
ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนทุกคนต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Home Isolation และ Community Isolation ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากพวกเราทุกคนรู้บทบาทของตัวเอง ช่วยกันทำความเข้าใจในวงกว้าง ขยายเครือข่ายการสนับสนุน Home Isolation และ Community Isolation ในบทบาทที่ตัวเองถนัด เช่น การทำสื่อแนะนำกระบวนการแบบเข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มได้ การปรุงอาหารสดพร้อมจัดส่งสามมื้อให้ผู้ติดเชื้อโควิดและผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่ต้องแยกตัว การจัดระบบโลจิสติกส์ขนส่งปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว และยาต่างๆ การทำระบบฐานข้อมูล การบริจาคช่วยซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่อาจจะจำเป็นในการดูแลผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง การเป็นอาสาสมัครที่ลงมือทำอะไรก็ตามที่มองเห็นว่าช่วยเติมเต็มกระบวนการ Home Isolation และ Community Isolation ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น ช่วยเป็นล่ามให้แรงงานต่างด้าว ช่วยให้คำปรึกษาด้านสิทธิ เป็นต้น
สุดท้ายนี้ เชื่อว่าเราทุกคนจะสามารถช่วยกันทำให้ Home Isolation และ Community Isolation ของประเทศไทย เป็นกระบวนการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ครบองค์รวม ยืดหยุ่นได้ และมีส่วนร่วมของชุมชนมากที่สุด เรามั่นใจได้ว่าองค์ประกอบหลักของ Home Isolation และ Community Isolation อันได้แก่ 1.การเตรียมความพร้อมของประชาชนและชุมชน 2.การให้การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิดอย่างทันท่วงที 3.การค้นหาและตรวจผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และ 4.การเข้าถึงวัคซีนโควิดอย่างทั่วถึงในชุมชนที่มีการระบาดหนัก จะค่อยๆ ทำให้เตียงในโรงพยาบาลกลับมามีเพียงพอสำหรับผู้ติดเชื้อโควิดที่ต้องการการรักษาด้วยเครื่องไม้เครื่องมือในโรงพยาบาลจริงๆ และเราจะได้เห็นจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อใหม่ที่รายงานรายวันลดลงในเวลาไม่นานนักหลังจากนี้
ดร.พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์
ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI)

