หน้าแรก คอลัมนิสต์ ท่าทีว้าแดงกั...

ท่าทีว้าแดงกับรัฐประหารในพม่า

16.07.21 | 13:00 น.

หลังรัฐประหาร ท่าทีของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วพม่าเป็นที่น่าจับตามองจากทั่วโลก กลุ่มที่ออกตัวสนับสนุนประชาชนพม่าให้สู้กับกองทัพอย่างเต็มที่คือกลุ่มชาติพันธุ์เดิมๆ ที่ต่อสู้กับกองทัพพม่าต่อเนื่องมาหลายสิบปี แต่ท่าทีของชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ไม่ได้ออกตัวแรงมากหรือเลือกจะอยู่เฉยๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่ผ่านมา กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นกองทัพที่ใหญ่และมีแสนยานุภาพเป็นที่เลื่องลือ คือกองกำลังของว้า ในนาม UWSA หรือกองทัพรวมแห่งรัฐว้า (United Wa State Army)

เบอร์ทิลล์ ลินท์เนอร์ (Bertil Lintner) นักวิชาการอิสระที่ศึกษาค้นคว้าด้านความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในพม่าเขียนบทความลงใน The Irrawaddy เพื่อเชื่อมโยงผลประโยชน์ของผู้นำกองกำลังของว้ากับท่าทีเมินเฉยต่อรัฐประหาร ในขณะที่ผู้คนทั่วพม่าได้รับผลกระทบจากรัฐประหาร กองกำลังว้าเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการยึดอำนาจของกองทัพในครั้งนี้ กองกำลังใหญ่น้อยอื่นๆ เช่น กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) หรือกองทัพเพื่อเอกราชกะฉิ่น (KIA) ล้วนให้ความช่วยเหลือแอคทิวิสต์ที่หนีการปราบปรามของกองทัพไปเข้าร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ จุดมุ่งหมายของกองกำลังประชาชนที่จัดตั้งขึ้นมาร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์คือการทำสงครามกองโจรกับกองทัพพม่า ปฏิบัติการของกองกำลังฝั่งประชาชนเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร ข้าราชการ และคนที่เชื่อว่าเป็นสายให้กับกองทัพอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ของกองกำลัง UWSA ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ติดกับชายแดนจีน

กองทัพว้านับเป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในพม่า ลินท์เนอร์ประเมินว่ากองทัพว้าอาจมีกำลังพลมากถึง 30,000 นาย มากกว่า KIA ของกะฉิ่นมากกว่า 2 เท่า อย่างไรก็ดี ท่าทีของภาคประชาสังคมในรัฐว้าแตกต่างออกไปจาก UWSA องค์กร เช่น เครือข่ายเยาวชนว้าตัง-ยาน (Tang-yan Wa Youth Network) และเครือข่ายสตรีว้า ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกไปถึงผู้นำ UWSA และพรรครวมแห่งรัฐว้า (United Wa State Party หรือ UWSP) อันเป็นปีกการเมืองหลักของว้า ประเด็นหลักที่ทำให้กองทัพว้าไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหารเลยมาจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับกองกำลังของรัฐบาลพม่าที่ประจำตามแนวชายแดนพม่า-จีน เป็นที่ทราบกันดีว่ากองกำลังว้าได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลจีน และต้องการให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในพม่า รัฐบาลจีนก็มองว่าการสนับสนุนกองทัพว้าจะทำให้ตนมีพลังต่อรองกับรัฐบาลพม่าได้มากขึ้น เพราะพม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านเพียงประเทศเดียวที่จีนสามารถใช้เป็นทางออกไปมหาสมุทรอินเดียได้ แต่ในปัจจุบันจีนก็ใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของพม่าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างจีนกับอินเดีย และระหว่างจีนกับทางออกมหาสมุทรอินเดีย เห็นได้จากท่อส่งก๊าซหลายท่อในเขตรัฐอาระกันที่ส่งก๊าซธรรมชาติให้กับจีนตอนใต้โดยตรง

ลินท์เนอร์มองว่าไม่ว่ากองทัพพม่าจะไม่ชอบให้ต่างชาติเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของตนเพียงใด แต่ลึกๆ แล้วพม่ากลัวจีนไม่น้อย ในปี 2012 ในสมัยรัฐบาลเตง เส่ง เกิดข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านที่เมืองโมนหยั่ว (Monywa) กับเหมืองทองแดงที่จีนลงทุนอยู่ รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า “เรากลัวจีน…เราไม่กล้ามีเรื่องอะไรกับเขา หากจีนเกิดไม่สบายใจเรื่องการปิดโครงการ [เหมืองทองแดง] และกลับไปสนับสนุนฝ่ายคอมมิวนิสต์ขึ้นมา เศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนก็จะหายนะ เพราะฉะนั้นคุณต้องคิดให้ดีก่อน” รัฐมนตรีคนนี้กล่าวถึง “ฝ่ายคอมมิวนิสต์” เขาหมายถึงกองกำลังของว้า ซึ่งมีพัฒนาการส่วนหนึ่งมาจากอดีตพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ที่ยุบไปตั้งแต่ปี 1989 สังเกตได้ว่ากองกำลังว้าเข้มแข็งขึ้น และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยที่สุดในบรรดา กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ตามปกติกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องต่อสู้กับกองทัพพม่าตลอดเวลา แต่การเสริมทัพและการหาอาวุธที่ทันสมัยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับกองทัพว้า กองกำลังของเขามีแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามขึ้นมาได้เพราะการช่วยเหลือของรัฐบาลจีน

UWSA ถือกำเนิดขึ้นราว 32 ปีก่อน พร้อมๆ กับการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นชาวว้าก่อการกบฏ เพราะมองว่าผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเกือบทั้งหมดเป็นคนเชื้อชายพม่า (บะหม่า) ที่ยึดมั่นในลัทธิคอมมิวนิสต์สายมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์แบบเดิม ในกระแสธารของความเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รัฐบาลปักกิ่งก็มองว่าพรรคคอมมิวนิสต์แบบเดิมตกยุคไปแล้ว จึงหันมาสนับสนุนกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีประโยชน์มากกว่า เมื่อไม่มีทางเลือกกองกำลังที่เหลืออยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าจึงลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าภายใต้ SLORC เป้าหมายของจีนในปัจจุบันคือไม่ต้องการให้มีความขัดแย้งตามแนวชายแดนจีน-พม่า หากมีศึกสงครามขึ้น เท่ากับว่าจีนต้องรับผิดชอบผู้อพยพที่จะหลั่งไหลเข้าไปในจีนและการค้าชายแดนที่จะซบเซาไปด้วย จีนยังต้องการให้กองทัพว้าเป็นกองทัพที่เข้มแข็งพอที่จะต่อกรกับกองทัพพม่าได้ กองทัพว้าจึงเป็นเหมือนกับกองกำลังหุ่นเชิดของจีน เป็นเหมือนตัวประกันที่มีไว้เพื่อกดดันรัฐบาลพม่าให้มอบสิทธิพิเศษทางการค้าให้จีน จีนยังต้องการควบคุมไม่ให้พม่าสนิทสนมกับชาติตะวันตกมากจนเกินไป แต่เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น จีนไม่จำเป็นต้องห่วงประเด็นนี้นัก เพราะชาติตะวันตกล้วนเร่งประนาณและต้องการบอยคอตพม่า

Advertisement

ความใกล้ชิดระหว่างกองทัพว้ากับจีนทำให้เขตปกครองของว้าเป็นเพียงเขตเดียวที่ใช้เงินหยวนมากกว่าเงินจ๊าด ประชาชนใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือจากจีน ใช้สินค้าจีน อาหารและยารักษาโรคก็มาจากจีน และที่สำคัญเขตของว้าเป็นเพียงเขตเดียวในพม่าที่ประชาชนเกือบทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ประชาชนชาวว้าส่วนใหญ่ไม่ได้พึงพอใจที่พรรคการเมืองและกองกำลังหลักของตัวเองทำตามความประสงค์ของรัฐบาลจีน ที่ผ่านมา ภูเขาสูงชันที่โอบล้อมถิ่นที่อยู่ของชาวว้าเป็นปราการธรรมชาติที่ทำให้ชาวว้ามีการติดต่อกับผู้คนในเขตอื่นๆ ของพม่าหรือจีนไม่มากนัก แม้ในยุคอาณานิคม อังกฤษก็ไม่ได้เข้าไปสำรวจหรือปกครองเขตของว้าอย่างจริงจัง รัฐบาลพม่าในทุกยุคก็ไม่เคยพยายามเข้าหาผู้ปกครองชาวว้าอย่างจริงจัง ไม่มีนโยบายปกครองเขตของว้าเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในพม่า ในอนาคต แม้ว่ากองทัพพม่าอยากควบคุมกองทัพว้าเพิ่มขึ้น

แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะรัฐบาลจีนคงไม่ยอมปล่อยกองทัพว้าไป และรู้ดีว่าชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้เป็นหลักประกันความมั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตนในพม่าและการันตีแผนการสร้างเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road)ที่รัฐบาลสี จิ้นผิง ประกาศมาตั้งแต่ปี 2013 ได้

ลลิตา หาญวงษ์