หน้าแรก คอลัมนิสต์ การหมุนวงล้อแ...

การหมุนวงล้อแห่งพระธรรม

18.07.21 | 18:00 น.

วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติของไทย คือวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ปีนี้ตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคม ความสำคัญของวันนี้คือการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ในโอกาสที่วันอาสฬหบูชาใกล้จะมาถึง ขอน้อมนมัสการบูชาพระรัตนตรัยดังนี้ อะระหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา พุทธังภะคะวันตังอภิวาเทมิ สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมมัสสามิ สุปะฏิปปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิŽ

วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันหมุนวงล้อแห่งพระธรรมเป็นครั้งแรก เพราะเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สาม คือมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบบริบูรณ์เป็นครั้งแรก พระธรรมที่ทรงแสดงที่ถือเป็นแก่นสารของคำสอนคืออริยสัจสี่ ที่ชาวพุทธไม่ว่านิกายใดถือเป็นสรณะมาจนถึงทุกวันนี้

คณะสงฆ์แรกคือปัญจวัคคีย์ ต่อจากนั้นมา มีกุลบุตรผู้อื่นมาถือบวชด้วย รวมถึงบุตรของพราหมณ์ที่ทำนายลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่มาถือบวชเป็นพระ นามว่าอัสสชิ มีตำนานเล่าว่า มานพสองคนดูความสำรวมของพระอัสสชิก็เกิดความเลื่อมใส จึงถามว่า อาจารย์ของท่านเป็นใคร อาจารย์ท่านสอนอะไรŽ พระอัสสชิออกตัวว่าเพิ่งบวชได้ไม่นาน อธิบายยาวไม่ได้ ขอบอกเพียงสั้น ๆ ดังนี้ เย ธัมมา เหตุปัปภวา เตสังเหตุง   ตถาคโต เตสัญ จ โยนิโรโธ จ เอวัง วาที มหาสมโณŽ ซึ่งแปลความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่

ธรรมนั้น และดับเหตุแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้Ž มานพทั้งสองเกิดศรัทธาพากันออกบวชตามพระอัสสชิ และได้รับฉายาว่า พระสารีบุตรและพระโมกคัลลานะ ที่ต่อมาเป็นอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์

คาถา เย ธัมมา …Ž นี้ย่อพระอริยสัจได้กระชับที่สุด จึงเป็นคาถาที่ชาวพุทธถือว่าขลัง มีจารึกสลักไว้ตามฐานพระพุทธรูปและตามสถานที่ต่างๆ เมื่อพระเจ้าอโศกทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกสามร้อยปีต่อมา ก็ทรงใช้คาถานี้

Advertisement

ผมเกิดในครอบครัวคาทอลิก ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีจำกัด แต่มีความสนใจที่จะศึกษา หากเรื่องใดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ มีความผิดพลาดบกพร่อง ขอให้ถือว่าผมไม่ค่อยรู้จริงในเรื่องนั้นก็แล้วกัน และขออภัยมา ณ ที่นี้ ผมสดุดใจเมื่ออ่านข้อความในวิกิพีเดีย หรือข้อความที่เพื่อนส่งมาทาง Line เกี่ยวกับการสังคายนาว่า ในปฐมสังคายนาที่กรุงราชคฤห์ หลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระได้ไม่กี่วัน พระมหา  กัสสปเถระได้นิมนต์พระอรหันต์มาประชุมเพื่อรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ 7 เดือนจึงแล้วเสร็จ โดยมี พระอานนท์เป็นองค์วิสัชนาในหมวดพระสุตตันตตปิฎก (ธรรมเทศนา) และพระอภิธรรมปิฎก
(คำสอน) และมีพระอุบาลีเถระเป็นองค์วิสัชนาพระวินัยปิฏก และชาวพุทธ ยังคงรักษาสิ่งที่ได้จัดรวบรวมในครั้งปฐมสังคายนาอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาท โดยไม่มีการปรับแก้มาจนปัจจุบันŽ

คำถามคือว่า ในปฐมสังคายนา ภาษาที่ใช้ใช่ภาษาปรากฤตอันเป็นภาษาถิ่นในแคว้นมคธที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ใช่หรือไม่ ส่วนภาษาบาลีเป็นภาษาเขียนที่มีโครงสร้างและไวยากรณ์ที่ซับซ้อน จึงเหมาะแก่นักวิชาการมากกว่านักเทศน์ที่ประสงค์จะเข้าถึงชาวบ้านได้มากกว่าใช่หรือไม่ อีกประการหนึ่ง ข้อสันนิษฐานที่ว่าภาษาบาลีเพิ่งปรากฏในคัมภีร์ วิสุทธิมรรคŽ ที่เขียนโดยพระพุทธโฆสาจารย์ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5 หรือหลังจากปฐมสังคายนาร่วมพันปีนั้น เป็นข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือได้เพียงใด ที่ยกเรื่องภาษาเขียนและภาษาพูดมากล่าวในที่นี้ เพราะอยากให้พิจารณาคำกล่าวที่ว่า พระไตรปิฎกฉบับเถรวาท ซึ่งเป็นปฐมบทที่ได้มาจากการรวบรวมในครั้งปฐมสังคายนา โดยไม่มีการปรับแก้มาจนปัจจุบันŽ นั้น จริงหรือไม่

ผมมีความเห็นว่าพระพุทธศาสนาต่างจากศาสนาที่สืบเนื่องมาแต่อับราฮัม ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพพระองค์เดียว ศาสนาเหล่านี้เชื่อพระคัมภีร์ เล่มที่เก่าที่สุดมีชื่อว่า โทราห์ เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายูดาห์ ประกอบด้วยหนังสือ 5 เล่มแรกของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ต่อมามีคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่หรือ New Testament ที่เขียนโดยสาวกสี่องค์ของพระเยซูคริสต์เจ้า ชาวคริสต์ยังเชื่อทั้งคัมภีร์เดิมและคัมภีร์ใหม่ โดยให้น้ำหนักแก่คัมภีร์ใหม่มากกว่า สุดท้ายมีคัมภีร์อัลกุรอาน ที่ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าทรงประทานให้ผ่านพระศาสดามูฮัมหมัด ชาวมุสลิมยังเชื่อในคัมภีร์เดิมและใหม่อยู่บ้าง แต่คิดว่าได้ถูกบิดเบือน ตัดตอนไป และบทบัญญัติหลายประการถูกยกเลิกไปแล้ว จึงถือคัมภีร์อัลกุรอานเป็นสำคัญ มีผู้เรียกศาสนาในสายอับบราฮัมทั้งสามรวม ๆ กันว่า ศาสนาแห่งพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ (3 religions of holy books) เพราะผู้นับถือศาสนาเหล่านี้มักยึดพระคัมภีร์ จึงเปลี่ยนแปลงหรือตีความตามบริบทแห่งยุคสมัยต่าง ๆ ได้ยาก

ผมอยากเชื่อว่าพระพุทธศาสนาสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น หากเชื่อตามหลักกาลามสูตร ซึ่งมีข้อสรุปว่า เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษ เมื่อนั้นพึงละเสีย เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติŽ ผมเลยอยากลองเสนอว่าหลังจากที่ได้มีการหมุนวงล้อแห่งธรรมในวันอาสาฬหบูชาแล้ว อาจมีการหมุนวงล้อแห่งธรรมอีกสองครั้ง ซึ่งตรงกับการถือกำเนิดของนิกายใหญ่ในพุทธศาสนาสองนิกาย โดยจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่า การหมุนวงล้อแห่งธรรมเหล่านั้น มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับเหมือนครั้งแรกหรือไม่ก็ได้

การสังคายนาครั้งที่สองเกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. 100 ที่เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี พระยสกากัณฑกบุตรพบว่าภิกษุวัชชีบุตรย่อหย่อนในพระวินัย 10 ประการ เช่น เก็บเกลือไว้รับประทาน ฉันอาหารในยามวิกาล รับเงินทองได้ จึงรวบรวมพระเถระช่วยแก้ไขการถือผิด ดำเนินอยู่ 8 เดือน จึงวิสัชนาข้อวินัยได้เสร็จสิ้น

บางสำนักเชื่อว่าการสังคายนาครั้งที่สามเกิดขึ้นในสมัยพระอโศกมหาราช แต่บางสำนักมีความเห็นว่าการสังคายนาครั้งที่สาม น่าจะเกิดขึ้นที่เมืองปาฏลีบุตรในพุทธศตวรรษที่สามหรือสี่ มีพระสงฆ์รูปหนึ่งนามว่า มหาเทวะ เสนอว่าพระอรหันต์ยังมีความเป็นปุถุชนอยู่ 5 ประการ ฝ่ายสงฆ์ข้างน้อยในการสังคายนาไม่เห็นด้วยกับมหาเทวะ จึงรวมกันเป็นฝ่ายสถาวิระหรือฝ่ายผู้สูงอายุ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นนิกายสรวาสติวาท และนิกายเถรวาท เป็นต้น

ฝ่ายมหาเทวะซึ่งมีจำนวนมากกว่าในการสังคายนา (แต่ฝ่ายสถาวิระกลับเห็นว่ามีจำนวนน้อยและไม่สำคัญ)ได้รวมตัวกันเป็นฝ่ายมหาสังฆิตกะ ซึ่งต่อมาได้แยกเป็นหลายนิกาย เช่น นิกายโคกุลิกวาท เอกัพโยหาริกวาท ปัยยตติกวาท พหุสสสุติกวาท และเจติกยวาท แต่ละนิกายมีปรัญญาที่ต่างกันออกไป มาถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 นิกายมหายานจึงได้พัฒนาขึ้นอย่างคอยเป็นค่อยไป โดยมีปรัชญาทั้งของฝ่ายสถาวิระและฝ่ายสังฆิตกะประกอบกัน

ฝ่ายมหายานเชื่อว่า การหมุนวงล้อแห่งธรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นที่เขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ มีบางคนเชื่อว่าการหมุนวงล้อครั้งที่สองและสามเกิดขึ้นในสมัยที่พระศากยมุนียังมีชีวิตอยู่ โดยทรงให้ความเห็นชอบกับการหมุนวงล้อเหล่านั้น บางคนบอกว่าไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดที่ยืนยันในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี ในโอกาสดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรงให้คำสอนเพิ่มเติมจากเดิมว่า รูปนามและขันธ์ห้าคือความว่าง ทั้งปรากฏการณ์และปัจจัยที่มาประกอบกันเป็นประกฏการณ์นั้นเป็นอนิจจัง ปรากฏการณ์ทั้งหมดไม่มีตัวตนที่แท้จริง เป็นอนัตตาคือต้องพึงพิงปัจจัยที่มาปรุงแต่งขึ้น เป็นสังขตธรรมคือไม่มีสวภาวะของตน คำสอนนี้ปรากฏอยู่ในปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นต้น และถูกขยายความโดยคุรุนาคารชุน โดยเฉพาะในปรัชญามาธยมิกะที่มีทัศนะปฏิเสธทวิภาวะ คือปฏิเสธทั้งสองขั้วตรงข้าม เชื่อในมโนทัศน์กลางที่เป็นความว่าง แม้จะเข้าถึงได้ยากด้วยการใช้วาจาอธิบาย

การหมุนวงล้อแห่งธรรมครั้งที่สามเป็นความเชื่อของนิกายวัชรยาน ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของมหายานก็ได้ พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดพระธรรมครั้งที่สามที่ภูเขาหิมาลัย ทรงสอนว่าความรู้แจ้งอันส่องสว่างที่เรียกว่าตถาคตครรภ์นั้น แผ่ซ่านไปทั่วสรรพสัตว์ได้อย่างไร คำสอนที่ปรมาจารย์ชาวอินเดียฝ่ายวัชรยานถ่ายทอดสู่ทิเบตนั้น ประกอบด้วยประการสำคัญสามประการคือ

1) มหาสนธิ หรือซกเซน

2) มหามุทรา หรือการผนึกอันยิ่งใหญ่ และ

3) มหามาธยมกะ หรือทางสายกลางอันยิ่งใหญ่

ฝ่ายมหายานและวัชรยานอาจไม่ฉลองวันอาสาฬหบูชาเหมือนฝ่ายเถรวาท แต่พวกเขาก็กล่าวถึงการหมุนวงล้อแห่งธรรมเช่นกัน ต่างถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะเช่นกัน อุดมการณ์ที่พยายามบรรลุถึงยังเป็นนิพพานเช่นกัน แต่ก่อนเข้าสู่นิพพาน ขอบรรลุความเป็นโพธิสัตว์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่มีพระโพธิสัตว์ เพราะเพื่อนมนุษย์จำนวนมากกำลังอยู่อย่างยากเย็น ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิดและภัยพิบัติอื่นๆ

โคทม อารียา