อาการเป็นลมของ นางฮิลลารี คลินตัน ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครต ระหว่างร่วมงานรำลึกเหตุวินาศกรรม 11 กันยาฯ ในนครนิวยอร์ก ไม่เพียงทำให้เกิดคำถามถึงสุขภาพของผู้ที่จะมาทำหน้าที่บริหารประเทศว่าแข็งแรงพอหรือไม่
ยังเปิดประเด็นเรื่อง “อายุ” กับการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศด้วย
นางฮิลลารี อายุ 68 ปีแล้ว โชคดีว่าพอเทียบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันสูงวัยกว่านิดหน่อย คือ 70 ปี เป็นอายุเท่ากับ บิล คลินตัน สามีของนางฮิลลารี
แต่ตอนที่ บิล คลินตัน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 42 ในปี 2536 บิลอายุแค่ 46 ย่าง 47 ปี เป็นอายุที่เท่าๆ กับ บารัค โอบามา ตอนขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 44
ทั้งบิล คลินตัน และโอบามา ต่างอยู่ต่อในวาระผู้นำ 2 สมัย รวมเป็นเวลา 8 ปีได้ เพราะมีผลงานสอบผ่าน และอายุอานามก็เอื้ออำนวย
แต่ถ้าเทียบกับนางฮิลลารีและนายทรัมป์ตอนนี้ การทำหน้าที่ผู้นำในอีก 4 ปีข้างหน้าอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าใครจะต่อสมัย 2 อีก คงจะยากน่าดูเหมือนกัน เพราะฮิลลารีจะอายุครบ 69 ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ถ้าบวกไปอีก 4 ปีตอนนั้นจะอายุ 73 แล้ว จะไปต่อไหวหรือไม่
ถ้าโต้วาทีถึงเรื่องนี้ในด้านบวกด้านลบของผู้นำอายุน้อยกับสูงอายุ คงจะเป็นเรื่องที่สรุปลำบาก เพราะคนในสังคมบางช่วงเวลาอยากได้ผู้นำที่ดูสดใหม่ กระฉับกระเฉง และกล้าท้าทาย แต่บางช่วงก็หวังพึ่งผู้นำที่มีประสบการณ์สูง มองโลกอย่างสุขุม ลึกและรอบด้าน
แม้ว่าเรื่องอายุจะไม่ได้สำคัญที่สุดในการเลือกผู้นำ แต่เหตุการณ์หลายๆ เรื่องก็มีเรื่องอายุเป็นคำอธิบาย
กรณีของเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดที่อายุอยู่ในช่วงวัยเลข 3 นำหน้า สั่งทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ให้สะท้านสะเทือนโลกครั้งแล้วครั้งเล่า จึงมีบางมุมมองว่ากล้าทำขนาดนี้เพราะเป็นเด็กเอาแต่ใจ ไม่รู้จักระงับยับยั้ง ดีไม่ดีก็ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพเชิดอยู่
ด้านฟิลิปปินส์ นายร็อดริโก ดูแตร์เต ขึ้นเป็นประธานาธิบดีด้วยวัย 71 ปี รับตำแหน่งปุ๊บ ท่านก็ใช้นโยบายแข็งกร้าวปราบปรามยาเสพติดแบบบู๊แหลก ใครมาสะกิดเตือน ก็อาจจะเจอสวนกลับด้วยคำว่า “ลูกนังเลว” “ลูกโสเภณี” หรือไม่ก็ “ไอ้บื้อ” ได้ง่ายๆ อย่างที่ปรากฏเป็นข่าว จึงมีมุมวิเคราะห์ว่าที่ท่านสุดเดชได้ขนาดนี้ เพราะถือว่าสูงวัยเป็นผู้ใหญ่กว่าใครๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบกับ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา อายุ 71 ปีเช่นกัน ก็จะเห็นว่านางซูจี เป็นผู้นำในอีกรูปแบบ
ความสุขุมบวกกับความสูงวัย ดูจะเป็นผลดีสำหรับการทำหน้าที่ประนีประนอมฝ่ายต่างๆ ทั้งในส่วนกองทัพและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมไปถึงการพบแขกบ้านแขกเมือง เพียงแต่อายุที่สูงถึง 71 ปีก็น่ากังวลในเรื่องสุขภาพที่จะต้องทำงานทั้งหนักและเครียด
ดังนั้น การเป็นผู้นำจึงไม่มีสูตรสำเร็จว่าควรจะอยู่ในช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม และความเหมาะสมนั้นยังต้องประกอบด้วยสุขภาพ วุฒิภาวะ ความรู้ความสามารถ ฯลฯ
สุดท้ายที่สำคัญก็คือหากจะเป็นผู้นำที่มีคนยอมรับนับถือ ต้องให้ประชาชนเป็นฝ่ายเลือก

