การพูดถึง “สงครามโควิด” นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกับสถานการณ์โควิด แต่หมายถึงการที่ผู้นำบางประเทศใช้วาทกรรม “สงคราม” เพื่อบริหารสถานการณ์โควิด (ขอใช้คำนี้ในความหมายกว้างๆ ที่เข้าใจกัน แทนที่จะลงลึกทางทฤษฎีของคำนี้ และในครั้งนี้อาจจะใช้เกี่ยวเนื่องไปถึงนัยยะของคำเปรียบเปรย metaphor ด้วย)
นัยสำคัญของเรื่องก็คือ การบริหารสถานการณ์โดยใช้วาทกรรม “สงครามโควิด” นั้นมีลักษณะเฉพาะของมัน และมีผลในระดับอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกรณีของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ประเทศเผด็จการ และประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังประสบปัญหา เช่น คุณภาพต่ำลง หรือถูกทำลายจากภายใน (หมายถึงผู้นำที่มาจากวิธีประชาธิปไตยใช้เงื่่อนไขประชาธิปไตยเองในการรักษาอำนาจของตนเองมากกว่าให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตย)
ในช่วงแรกของการระบาดของโควิด-19จะพบว่ารัฐบาลจำนวนไม่น้อยในโลกโดยเฉพาะรัฐบาลที่มีปัญหาในเรื่องคุณภาพของประชาธิปไตย (สหรัฐอเมริกาสมัยทรัมป์นี่แหละครับตัวดี) พยายามที่จะด้อยค่าความสำคัญของเจ้าไวรัสตัวนี้ ซึ่งในช่วงแรกก็มีความเป็นไปได้อยู่แล้วที่การระบาดของโควิด-19 นั้นอาจจะยังไม่เป็นที่เข้าใจกันมากนักทั้งรัฐและประชาชน ทั้งตัวโรคภัยไข้เจ็บเอง และผลที่จะมีต่อประชาชน
โดยหลักการหนึ่งในการตั้งรับกับสถานการณ์ที่เราไม่คุ้นเคยจะพบว่าประชาชนนั้นมักจะต้องได้รับคำแนะนำว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรและยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาล โดยเฉพาะประชาชนที่สับสนและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั้น มักจะต้องการความมั่นคงและความเป็นระบบระเบียบของการบริหารและของรัฐบาลให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ รวมไปถึงการอธิบายที่เข้าใจง่ายว่าภัยที่พวกเขากำลังหวาดกลัวนั้นมันเป็นอย่างไร และมั่นใจว่าเจ้าภัยที่กำลังท้าทายสังคมนั้นกำลังจะถูกจัดการ
เจ้าหลักการนี้เองที่หลายประเทศนั้นคิดว่าจำต้องนำมาใช้เสมือนกับเป็นคู่มือในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งเอาเข้าจริงก็อาจจะไม่ได้ผิด แต่หมายถึงว่าต้องดูเงื่อนไขว่ารัฐบาลนั้นมีความจริงใจในการสื่อสารกับประชาชนไหม มีความรู้จริงไหม หรือแค่กะล่อนไปวันๆ รวมทั้งแค่หากินกับสถานการณ์ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนอยู่ในอำนาจเท่านั้นเอง
ในกรณีของสหรัฐในยุคทรัมป์นั้น ทรัมป์ก็พยายามให้คำอธิบายที่เข้าใจง่ายๆ ว่าด้วยเจ้าเชื้อโรคและการระบาด และอธิบายว่าเขาจะจัดการกับมันอย่างไร โดยวางตัวของเขาไว้ในตำแหน่งของประธานาธิบดีในสถานการณ์การสงคราม (wartime president) และ “ประกาศสงครามกับโควิด-19” ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจไม่ยากในโลกตะวันตก เพราะนายกฯเชอร์ชิลของอังกฤษก็เคยเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงสงครามของอังกฤษ หรือการที่ประธานาธิบดีจอห์นสันของอเมริกาเคยประกาศสงครามกับความยากจน ประธานาธิบดีนิกสันประกาศสงครามกับยาเสพติด ประธานาธิบดีฮูเวอร์ประกาศสงครามกับอาชญากรรม ประธานาธิบดีฟอร์ดประกาศสงครามกับเงินเฟ้อ ประธานาธิบดีบุชประกาศสงครามกับการก่อการร้าย
การประกาศสงครามกับโควิดนั้นโดยหลักจิตวิทยาภาษา (ขอแปลให้ง่ายๆ จริงๆ เป็นเรื่อง cognitive science มากกว่า) แล้วเป็นเรื่องของการใช้วาทกรรม หรือคำเปรียบเปรยที่ลงตัว เพราะมันทำให้เรื่องที่เข้าใจยากและซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นเพราะมันเป็นเรื่องของการเทียบสิ่งที่ยากให้เข้าใจง่ายขึ้นจากเรื่องที่เราพอจะเข้าใจอยู่แล้ว แต่ต้องระวังว่าการเข้าใจนั้นไม่ได้ทำให้เราเข้าใจโควิดจริงๆ แต่เราเพียงเข้าใจในแบบที่เราเข้าใจ เช่น ปัญหาโควิดก็คือสงครามแบบหนึ่ง โควิดก็คือไข้หวัดธรรมดา ลึกๆ เราไม่ได้เข้าใจโควิดมากขึ้น แต่เราสบายใจขึ้นเท่านั้น
การทำความเข้าเรื่องสงครามในแง่ของวาทกรรมการเปรียบเปรยนี้ทำให้สามารถนำเอาคำอื่นๆ ที่เราพอจะเข้าใจอยู่แล้วมาใส่มากขึ้น เช่น คำว่าศัตรู สมรภูมิ การโจมตี ทหาร แนวหน้า ด่านหน้า อาวุธ การป้องกัน ชัยชนะ และการพ่ายแพ้ และทั้งหมดนี้มันเชื่อมต่อกับเรื่องของการรับรู้ของเราต่อปัญหาในแง่สงคราม และเอื้อให้ระบบการเมือง/ผู้นำการเมืองที่พยายามจะอ้างว่าตนนั้นเป็นผู้นำในยามสงครามนั้นสามารถสื่อสารและถืออำนาจในสถานการณ์นั้นได้ และบางส่วนนั้นอาจจะแก้ปัญหาได้จริง ขณะที่บางส่วนอาจจะประคองสถานการณ์หรืออยู่ในอำนาจในฐานะข้อยกเว้นไปเรื่อยๆ ก็ได้
การสถาปนาวาทกรรมเปรียบเปรยของคำว่า (ศึก) สงคราม เพื่อบริหารสถานการณ์นั้น สามารถทำให้คนที่กระทำผิดในห้วงสถานการณ์นั้นกลายเป็น “ศัตรูของประชาชน” และมีผลทำให้เกิดการเปิดโอกาสให้กำลังทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงอื่นที่ไม่ใช่ตำรวจเข้ามาจัดการสถานการณ์ได้ หรือเปิดให้ใช้กฎหมายพิเศษในการจัดการสถานการณ์ได้ และบ่อยครั้งศัตรูในสถานการณ์สงครามที่รัฐบาลประกาศนั้นมักเป็นคนในประเทศเองมากกว่าศัตรูจากภายนอกตามความเข้าใจในเรื่องสงครามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป
นอกจากนี้แล้วการประกาศสถานการณ์สงครามในทางการเมืองและการบริหารนั้นมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับการสร้างความเข้าใจเรื่องชัยชนะ ทั้งนี้ก็หลายสถานการณ์ที่ชัยชนะนั้นอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ง่ายนัก หรืออาจเข้าใจไม่ตรงกันว่าชัยชนะวัดจากอะไร ที่สำคัญความอันตรายของเรื่องการประกาศสงครามและชัยชนะมันจะอยู่ในเรื่องที่ว่าสุดท้ายแล้ววาทกรรมเปรียบเปรยว่าด้วยสงครามนั้นมันจะเป็นสิ่งที่คงอยู่อันเป็นนิรันดร์และมีลักษณะที่เข้าข้างตัวเอง/ผู้ประกาศตลอดเวลา หมายความว่าสงครามนี้มันจะไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่เรายังสามารถกำหนดศัตรูอยู่ได้ และเมื่อรัฐบาลไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นพ่ายแพ้ รัฐบาลก็จะต้องอ้างเรื่องสงครามและชัยชนะต่อไปเพื่อที่จะให้เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลนี้จะต้องอยู่ต่อเพื่อบริหารประเทศบริหารสถานการณ์ไปเรื่อยๆ และใครที่ไม่เห็นด้วยกับการนำของรัฐบาลก็พาลจะกลายเป็นศัตรูของประเทศชาติไปซะอย่างนั้น
ในกรณีของสหรัฐอเมริกา งานศึกษาบทบาทของทรัมป์ในการใช้คำเปรียบเปรยว่าด้วยสงครามกับโควิด-19 อยู่หลายเรื่อง โดยสรุปมีสักหกประเด็นใหญ่
1.“สงครามกับโควิด” มีนัยยะว่าสงครามนั้นจำต้องมีศัตรู สงครามจำต้องมีการเสียสละ โดยเฉพาะเมื่อมีการต่อสู้ในบ้านของเราเอง สงครามนั้นจำต้องมีทหาร/นักรบ และสงครามต้องการชัยชนะ
2.“ผู้นำในภาวะสงคราม” มีนัยยะว่าผู้นำจะต้องมีความเป็นทหารไม่ใช่พลเรือน
3.“ศัตรู” มีนัยยะว่าเป็นพวกที่เลวร้าย ก้าวร้าว รุกราน มาจากภายนอก และมีความโหดร้ายไม่มีความเมตตาไม่มีความเป็นมนุษย์
4.“นักรบ/ทหาร” มีนัยยะว่าสงครามในรอบนี้นักรบคือบุคลากรทางการแพทย์ หรือที่ไทยเรียกว่านักรบเสื้อกาวน์ และสงครามนั้นทำให้ประชาชนคนธรรมดานั้นเป็นผู้กล้าในสงครามครั้งนี้
5.“บ้าน” หรือแนวหลัง หรือพื้นที่ในประเทศขณะที่ทหารออกไปรบข้างนอกบ้าน มีนัยยะหมายถึงประชาชนทุกคน และต้องการการปฏิบัติตัวที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และต้องการการเสียสละเพื่อส่วนรวม และต้องมีการผลิตอาวุธและรักษาปริมาณอาวุธสำรองเอาไว้
6.“ชัยชนะ” มีนัยยะหมายถึงการที่สงครามจะต้องนำมาซึ่งชัยชนะ ความเสียหายหรือการตายนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจนั้นเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดชัยชนะ
(ปรับปรุงจาก Benjamin R. Bates. The Iin) appropriateness of the WAR Metaphor in Response to SARS-CoV-2: A Rapid Analysis of Donal J. Trump’s Rhetoric/ Frontiers in Communication. Vol. 5 Article 50. June 2010)
ในกรณีบ้านเรานั้นเราอาจจะพบความซับซ้อนของการใช้นัยยะเปรียบเปรยที่แตกต่างไปบ้างกับกรณีของทรัมป์ ทั้งนี้ขึ้นกับบริบทของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของไทย กล่าวคือ ประเทศไทยนั้นมักจะชอบจินตนาการเรื่องสงครามในแบบที่ไม่ค่อยได้รบจริงเท่าไหร่ เว้นแต่สงครามยุคโบราณ ขณะที่สงครามในปัจจุบันส่วนมากเป็นเรื่องของการประกาศศัตรูภายใน หมายถึงคนที่เห็นต่างกับรัฐบาลมักจะถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การ
กระทำหลายอย่างของรัฐบาลภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินของเราจะมีความเข้าอกเข้าใจและทำการจัดการกับผู้เห็นต่างได้ง่ายกว่าจัดการไวรัส เนื่องจากคุ้นเคยในการปราบปรามประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมากกว่าไวรัสตัวใหม่ เพราะรัฐบาลนั้นมาถูกทางแล้ว รัฐบาลไม่เคยผิด ข่าวสารที่สร้างความตื่นตระหนกจะถูกมองว่าไม่หวังดี เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นข่าวปลอม ไม่ว่าข่าวที่ออกมา เช่นวัคซีนจะผสมกี่แบบ หรือจะจัดสรรวัคซีนอย่างไร ก็ให้เป็นเรื่องของรัฐบาล
นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญในวาทกรรมเปรียบเปรยเรื่องสงครามโควิดในบ้านเรามักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการต้องการให้ประชาชนเชื่อฟัง ปฏิบัติตาม ไม่ใช่เวลาถามคำถามมากนัก และที่สำคัญก็คือการรบย่อมต้องมีการสูญเสีย และจะต้องเสียสละเพื่อชาติ ดังนั้นความสำคัญว่าเมื่อไหร่สงครามนี้จะได้รับชัยชนะ หรือสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่าการเสียสละของประชาชนและนักรบเสื้อกาวน์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีการตายไปบ้าง ขอให้อดทนฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน
ที่สำคัญทั้งเงื่อนไขของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอง และโดยวาทกรรมเปรียบเปรยของสถานการณ์สงครามอันศักดิ์สิทธิ์และไม่มีที่สิ้นสุดนั้น จะพบว่ารัฐบาลนี้ไม่มีวันผิด ไม่ต้องรับผิด รัฐบาลนั้นทำเต็มที่ มุ่งมั่นเพื่อให้ได้ชัยชนะ การเปลี่ยนรัฐบาลก็เสมือนเปลี่ยนม้ากลางศึก เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้
ที่น่าหนักใจก็คือในวาทกรรมเปรียบเปรยของไทยนั้น มองไม่เห็นความมั่นคงและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นหัวใจหลัก การเสียสละเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการเคลื่อนที่ และการตกงานด้วยเงินเยียวยาอันน้อยนิดนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องทำ เป็นการเสียสละ เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในสถานการณ์สงคราม
ว่ากันว่าผู้นำระบอบเผด็จการหรือที่มีความเป็นเผด็จการสูงนั้นมักจะให้ความสำคัญกับการไม่โชว์ความอ่อนแอออกมา แต่จะต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าตนนั้นตั้งใจทำงาน ขยันไม่ย่อท้อ มีความสามารถในการแก้วิกฤต และจะต้องมีการนำเสนอข่าวจากทางรัฐว่ามีการสนับสนุนการกระทำของผู้นำเหล่านี้เป็นอย่างมาก เช่น ผลการสำรวจคะแนนว่ายังได้รับความนิยม และเชื่อว่าสิ่งที่ผู้นำบอกมานั้นจะต้องถูกเสมอ เช่น การปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด ผู้นำบางคนเช่น ในประเทศฮังการี ใช้สถานการณ์โควิดในการจัดการฝ่ายค้าน ด้วยเงื่อนไขของสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ข้อยกเว้นนั้นกลายเป็นกฎเกณฑ์ (Stephen Homes and Ivan Krastev. Authoritarian Leaders Thrive on Crisis. So Why do Wannabe Tyrants Fear the Plague?. The Globe and Mail. 15/05/2020)
อย่างไรก็ตาม ผู้นำเผด็จการก็มักจะหวั่นใจอยู่ลึกๆ กับสถานการณ์โควิด เพราะพวกเขามักจะเอาตัวรอดหรืออยู่ในอำนาจได้ในเงื่อนไขของวิกฤต หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เขาสร้างเอง หรือประกาศเอง หรืออ้างเองว่ามันมี และเขาสามารถดลบันดาลทางรอดให้กับสังคม แต่เมื่อเจอกับสภาวะปัญหาจริงที่เกิดจากโควิด บางครั้งงานประชาสัมพันธ์ หรือการสร้างภาพ จัดฉากที่เคยสำเร็จนั้นอาจจะเป็นไปไม่ได้ง่ายนัก
และอาจเป็นไปได้ว่าแทนที่พวกเขาจะอ้างเสมอว่าพวกเขามีอยู่ หรือเป็นเหตุผลสำคัญในการจัดการวิกฤตนี้ กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต่างหากที่ต้องออกไปเพื่อให้วิกฤตหรือสงครามนี้สิ้นสุดลง เพราะพวกเขาเองเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความสูญเสียขั้นรุนแรงต่อประเทศชาติ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

