การเผยแพร่ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แวดล้อมโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา
ดำเนินไปในลักษณะแห่งกระบวนการ “ผลิตสร้าง”
ผลิตสร้างอย่างที่เรียกว่า “สร้างภาพ” เพื่อนำไปสู่การตีความให้เห็นในเอกภาพและความมั่นคงทางการเมือง
ยืนยันความแข็งแกร่ง มั่นคงของ “รัฐบาล”
เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมี 60 เสียงเนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มี 50 เสียง เนื่องจากพรรคชาติไทยพัฒนามี 10 เสียง
รวม 3 พรรคก็มากถึง 120 เสียง
ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับและค้ำยันต่อคำประกาศด้วยความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา
นั่นก็คือ จะอยู่จนครบเทอม ครบวาระ 4 ปี
หากมองผ่านฐานแห่งรัฐสภา ไม่ว่าจะมองไปยัง 250 ส.ว. ไม่ว่าจะมองไปยังจำนวนเสียงอันมาจากพรรคร่วมรัฐบาล
ยากที่จะสั่นไหว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้
กระนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา
ก็ต้องยอมรับต่อเสียงร้อง “ออกไป ออกไป” ที่ดังกระหึ่ม
โดยเฉพาะนับแต่เผชิญประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา
สังคมไทยก็ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ “ฉุกเฉิน”
เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งยืนยัน “อำนาจพิเศษ” ที่อยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด
คำถามก็คือ “ผล” เป็นอย่างไร
ผลบั้นปลายที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับอย่างเสมอหน้ากัน คือ ความไม่มั่นใจในชะตากรรมของตนเองและครอบครัว
นับวันระบบ “สาธารณสุข” จะยิ่ง “ล่มสลาย”
เป็นความล่มสลายจากความผิดพลาดในการกำหนด “นโยบาย” ที่เห็นอย่างเด่นชัดคือความล้มเหลวในการจัดหา “วัคซีน”
ผลก็คือ บาดเจ็บ ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
อุปมาจาก นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล ที่ว่า เหมือนกับคนไทยเผชิญกับสภาพเครื่องบินตกทุกวัน
มีคนตายเป็นร้อย รวมเป็นพันเป็นหมื่น
เป็นการตายเพราะไม่สามารถเข้ารับการรักษาอย่างทันการณ์ เป็นการตายอย่างน่าอนาถ ไม่ว่าจะในบ้าน หรือบนท้องถนน
ต่อหน้าต่อตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ปริมาณการป่วยไข้ของประชาชน ปริมาณการล้มตายคนแล้วคนเล่า ศพแล้วศพเล่า ต่างหากคือสถานการณ์และความเป็นจริง
ชี้ขาด “อนาคต” ของ “รัฐบาล”
ต่อให้มี 250 ส.ว.เป็นเสาค้ำยัน ต่อให้มี ส.ส.เป็นเสียงข้างมากจากพรรคร่วมรัฐบาล หากบริหารจัดการผิดในทาง “ยุทธศาสตร์” พลาดในทาง “ยุทธวิธี”
ก็ต้องพังครืนเหมือนปราสาททรายต้องคลื่น

