หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่ออาเซียนไ...

เมื่ออาเซียนไม่ใช่คำตอบ ต่อวิกฤตการเมืองในพม่า

6.08.21 | 13:02 น.

หกเดือนแล้วหลังรัฐประหารในพม่า โลกในฝั่งซีกโลกใต้ยังง่วนกับการรับมือโรคโควิด-19 ในขณะที่ในฝั่งซีกโลกเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียตะวันออก แม้จะสามารถป้องกันโควิด-19 ได้แล้วประมาณหนึ่ง และประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรจะการันตีว่าการระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าจะไม่ร้ายแรงเท่าการระบาดในปีที่แล้วแต่อย่างใด

หกเดือนแล้วหลังคณะรัฐประหารขึ้นสู่อำนาจ ประชาชนสูญเสียชีวิตกันไปหลายร้อยคนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเพื่อยืนยันในเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย

สามเดือนกว่าแล้วหลังอาเซียนจัดการประชุมสุดยอดเพื่อหารือเรื่องวิกฤตในพม่า ทั่วโลกให้การจับตามองท่าทีของอาเซียนเป็นพิเศษ หากไม่นับไม้แข็งอย่างมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่หลายชาติพร้อมใจกันลงทัณฑ์พม่า ก็มีเพียงอาเซียนที่น่าจะเป็นตัวกลางพูดคุยเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในพม่าอย่างยั่งยืนได้ ความสำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนเมษายนคือผู้นำคณะปฏิวัติ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย เดินทางไปประชุมที่จาการ์ตาด้วยตนเอง และมีผู้นำประเทศในอาเซียนอีกหลายชาติเข้าร่วม ยกเว้นนายกรัฐมนตรีไทย กับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ขอดูอยู่ห่างๆ แบบชิลๆ หลังการหารือบรูไน ในฐานะประธานอาเซียน ออก ฉันทามติ 5 ข้อŽ (Five Point Consensus) มีเนื้อหาเรียกร้องให้คณะรัฐประหารหยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ออกมาชุมนุมประท้วง จัดการพูดคุยกับทุกภาคส่วนเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ฉันทามติข้อที่ 3 และ 4 ที่บอกว่าประธานอาเซียนจะเป็นตัวกลางเพื่อนำไปสู่การพูดคุยดังกล่าว โดยเลขาธิการใหญ่อาเซียนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้วยตนเอง และอาเซียนจะแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษที่จะเดินทางไปพม่าเพื่อพบปะและหารือกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย (คนกลาง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย เรทโน มาร์ซูดี (คนซ้ายสุด) ออกแถลงการณ์หลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนว่าด้วยวิกฤตในพม่า เดือนเมษายน 2021 (ภาพจาก South China Morning Post และ AP)

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่านับตั้งแต่ ฉันทามติ 5 ข้อŽ คลอดออกมาร่วม 3 เดือนเศษ ยังไม่มีทีท่าว่าผู้แทนพิเศษจากอาเซียนจะเข้าไปหาข้อเท็จจริงในพม่าได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรทโนมาร์ซูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์กับสื่อทางระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่าคณะทำงานยังไม่ได้เข้าไปในพม่า และยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ความล่าช้านี้ทำให้อาเซียนเสียเครดิตอยู่ประมาณหนึ่ง มาร์ซูดียังกล่าวว่า หากยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเร็ววันนี้ ผู้นำอาเซียนคงต้องมานั่งพูดคุยกันใหม่เพื่อตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับพม่า และผู้แทนพิเศษของอาเซียนชุดนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของผู้แทนพิเศษที่จะเข้าไปในพม่า แต่มีข่าวออกมาว่า เอรีวาน ยูซุฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบรูไน น่าจะได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของอาเซียนเพื่อเจรจากับพม่า

พม่าดูจะไม่ถูกใจนักกับตัวเลือกของอาเซียน ถ้าจะให้เดาใจพม่า ประการแรกคือพม่าไม่ชอบให้องค์กรโลกบาลหรือองค์การระหว่างประเทศใดๆ เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของตน ประการที่สอง ยิ่งมีข่าวออกมาว่ายูซุฟ ซึ่งเป็นชาวมุสลิม จะเป็นผู้นำคณะผู้แทนพิเศษอาเซียน ยิ่งทำให้พม่าไม่ไว้ใจ และประการที่สาม พม่ากำลังยื้อเวลาเพื่อให้อาเซียนเลิกล้มความตั้งใจไม่ส่งคณะผู้แทนพิเศษเข้าไป ฉันทามติ 5 ข้อพูดถึงการให้สิทธิคณะผู้แทนพิเศษเข้าไปพูดคุยกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย นั่นหมายความว่าหากคณะดังกล่าวได้เข้าไปในพม่าจริง คณะรัฐประหารก็ต้องยอมให้คณะจากอาเซียนพบผู้นำฝ่ายพลเรือน อย่างด่อ ออง ซาน ซูจี และผู้นำพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งในขณะนี้กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ และมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าเธอและคนในพรรคอีกหลายคนจะเจอข้อหาหนักๆ จนทำให้เธอถูกตัดสิทธิทางการเมือง หากออง ซาน ซูจี กลายเป็น นักโทษการเมืองŽ คณะรัฐประหารย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ให้คณะทำงานจากอาเซียนเข้าไปพูดคุยกับเธอ และแม้จะตัดออง ซาน ซูจี ออกจากสมการนี้ไป การให้คณะทำงานจากอาเซียนเข้าไปในพม่า เท่ากับเป็นการละเมิดอำนาจสูงสุดของคณะรัฐประหารแบบกลายๆ สิ่งที่คณะรัฐประหารและกองทัพพม่าหวงแหนมากที่สุดคือ ความจริงŽ เพราะเขาต้องการกุมความจริงไว้ และไม่ต้องการแบ่งความจริงนี้ให้กับใคร โลกภายนอกรับรู้ความจริงได้ แต่ต้องเป็นความจริงเวอร์ชั่นที่ออกมาจากกองทัพพม่าเท่านั้น

Advertisement

ลักษณะสำคัญของกองทัพพม่าคือความหวาดระแวงคนต่างชาติและต่างศาสนา ผู้เขียนมองว่านี่เป็นมรดกตกทอดที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม แต่คนในกองทัพยังยึดถืออยู่อย่างมั่นคง เพราะกองทัพเป็นสถาบันที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาหรือไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์ ทหารและข้าราชการพม่าจึงระแวงชาวต่างชาติเป็นพิเศษ เหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนทัศนคติแบบนี้คือธนาคารกลางของพม่าเพิ่งออกคำสั่งถึงธนาคารทั้งหมดในพม่าเพื่อให้จำกัดจำนวนพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติ และต้องทำเอกสารถึงธนาคารกลางเป็นเวลา 30 วัน ก่อนรับชาวต่างชาติเข้าไปทำงาน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการหลายอย่างที่เพิ่งออกมาเพื่อควบคุมพนักงานชาวต่างชาติ มาตรการที่เพิ่งออกมานี้สะท้อนว่ากองทัพไม่ไว้ใจให้ชาวต่างชาติไปดูแลภาคการเงินการธนาคาร ซึ่งถือว่าอ่อนไหวเปราะบางที่สุด คณะรัฐประหารออกมาตรการว่าธนาคารขนาดใหญ่สามารถจ้างชาวต่างชาติได้ 25 คน ธนาคารขนาดกลางได้โควต้า 15 คน และธนาคารขนาดเล็กได้ 8 คน และธนาคารทั้งหมดจ้างงานชาวต่างชาติเหล่านี้ได้เพียง 3 ปี

เมื่อเน วิน รัฐประหารรัฐบาลอู นุ ในปี 1962 มาตรการที่รัฐบาลงัดออกมาใช้คือการจำกัดสิทธิชาวต่างชาติ เป้าหมายอยู่ที่ครอบครัวชาวจีน อินเดีย และชาวตะวันตก เริ่มจากการไม่ต่อวีซ่า ใบอนุญาตประกอบการ หรือในเวลาต่อมาคือมีจดหมายเพื่อเชิญให้ออกนอกประเทศก็มีมาแล้ว ในเวลานั้น ผู้นำอย่างเน วิน มองว่าพม่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์แล้วนโยบายเศรษฐกิจตลอดยุคนั้นคือการผลิตเพื่อทดแทนการส่งออก แต่ในยุคนี้พม่าไม่สามารถอยู่ด้วยตัวของตัวเองอีกแล้ว มีนักลงทุนโดยเฉพาะจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ หรือแม้แต่ไทย ที่แห่เข้าไปลงทุนในพม่าเมื่อพม่า
เปิดประเทศใหม่ๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว การจะบอกเลิกสัญญาการค้าการลงทุนกับชาวต่างชาติทั้งหมดก็กระไรอยู่ (แต่ถ้าทำได้ กองทัพพม่าคงทำไปแล้ว) จึงต้องเลือกควบคุมชาวต่างชาติบางส่วนใกล้ชิดขึ้น เริ่มจากภาคการเงินการธนาคาร

มาตรการทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนการบริหารงานของคณะรัฐประหาร ภายใต้การนำของกองทัพ และพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ที่หวาดระแวงชาวต่างชาติ และแท้จริงแล้วไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าแช่แข็งประเทศไว้ให้นานที่สุด การเลือกตั้งที่กองทัพให้คำมั่นสัญญาไว้คงเป็นเพียงลมปากที่มีไว้สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง และซื้อเวลาไปวันๆ แค่นั้นเอง

ลลิตา หาญวงษ์