หน้าแรก คอลัมนิสต์ เราไม่ทิ้งกัน...

เราไม่ทิ้งกัน กับกฎหมายที่ไร้ใจ

6.08.21 | 13:00 น.

คงไม่ผิดที่จะพูดว่า คนไทยไม่เคยลำบากเท่านี้มาก่อน การแพร่ระบาดของโควิดทำให้คนจำนวนมากต้องสูญเสียผู้เป็นที่รัก คนในจำนวนหลักแสนต้องเจ็บป่วย และคนในจำนวนหลักล้านที่ต้องสูญเสียรายได้ สูญเสียอาชีพ หรือแม้แต่สูญเสียศักดิ์ศรีกลายเป็นคนไร้บ้าน แต่ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากนี้เราก็จะเห็นน้ำใจของคนไทยซึ่งยื่นมือไปช่วยเหลือกันและกัน แม้แต่กลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงของประเทศไทยก็ยังรวบรวมฟักแฟงแตงกวาส่งมาให้คนในเมืองที่เชียงใหม่ ชาวประมงที่ปักษ์ใต้ก็ส่งอาหารมาช่วยคนในภาคเหนือ แต่ผู้มีจิตอาทรทั้งหลายที่กล่าวมานี้คงจะไม่เกิดขึ้นแล้ว ถ้ารัฐบาลจะออกกฎหมายใหม่ซึ่งร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการของร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตั้งแต่วันที่ 12-31 มีนาคม 2564

เริ่มที่เจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัตินี้ที่ระบุว่า ‚.มีองค์กรจำนวนมากมายที่อ้างว่าเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้
หรือกำไรมาแบ่งปันกัน แต่กลับดำเนินการในลักษณะที่เป็นการหารายได้มาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ร่วมดำเนินการโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชนและมีจำนวนมากที่รับเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในราชอาณาจักรไทยมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศเพื่อนบ้านหรือที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ในราชอาณาจักรเองŽ เริ่มต้นกฎหมายก็มองโลกในแง่ร้ายเสียแล้ว จริงอยู่ว่ามีผู้ที่หลอกลวงประชาชนแต่ก็เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ออกมาช่วยเหลือกันและกัน

เมื่อมาดูคำนิยามขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันในมาตรา 4 ก็เป็นคำนิยามที่กว้างมากกล่าวคือ หมายความรวมถึงคณะบุคคลที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ แต่ดำเนินกิจกรรมโดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันด้วย ซึ่งตามมาตรา 5 กลุ่มคนเหล่านี้จะดำเนินกิจกรรมได้ก็ต่อเมื่อได้จดแจ้งต่อผู้รับจดแจ้งคืออธิบดีกรมการปกครอง หากฝ่าฝืนและดำเนินกิจการโดยมิได้จดแจ้ง มาตรา 10 ของพระราชบัญญัตินี้กำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่ากลุ่มบุคคลที่เข้านิยามดังกล่าวอาจจะรวมถึงปัจเจกชนที่รวมตัวกันในทุกลักษณะ เช่น ชาวบ้านและชาวเราที่ช่วยกันบริจาคคนละเล็กละน้อยมาเป็นกองทุนช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงและชาวประมงจิตอารีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้งแกนนำในชุมชนแออัดซึ่งได้ร่วมกันทำครัวกลางเพื่อจัดหาอาหารให้แก่ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือผู้ที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดก็จะเข้าข่ายของกลุ่มบุคคลที่จะต้องไปจดแจ้ง มิฉะนั้นก็อาจจะมีโอกาสได้รับโทษตามกฎหมาย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสังคมที่มีจิตอารีสูงและติดอันดับค่อนข้างสูงในเรื่องของการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนทั้งที่เป็นเงินและเป็นแรงงาน มีการศึกษาวิจัยระบุว่าคนไทยนิยมบริจาคเป็นแรงงานมากกว่าเงินดังนั้น การรวมกลุ่มกันเพื่อทำจิตสาธารณะก็จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแพร่หลายและเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนการออกกฎหมายดังกล่าวเป็นการออกกฎหมายบนหอคอยงาช้าง เป็นกฎหมายที่มองจากบนลงล่างไม่ได้คิดถึงเครือข่ายสังคมไม่เป็นทางการที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของคนไทยทั้งที่กำลังประสบอยู่ในปัจจุบันและอาจเกิดขึ้นในอนาคต (หากเรายังจะมีรัฐบาลไร้ใจอยู่ต่อไป) และพยายามที่จะช่วยเหลือกันเองเท่าที่จะทำได้ในสภาพเช่นขณะนี้ที่เราเข้าใจแล้วว่าไม่สามารถที่จะพึ่งรัฐบาลได้

Advertisement

ถ้าดูตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วก็ชัดเจนว่า รัฐบาลเป็นกังวลว่าจะมีกลุ่มผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งอาจได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศหรือในประเทศจึงได้ออกกฎหมายนี้ ถ้ารัฐบาลมีความกังวลเช่นนี้ก็ให้ไปเขียนกฎหมายเฉพาะเพื่อสนองเจตนารมณ์นั้นโดยที่ไม่ต้องทำให้คนอื่นที่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองต้องถูกลากจูงเข้าไปด้วย

ส่วนเจตนารมณ์ที่สองที่ต้องการป้องกันการหลอกลวง ผู้เขียนก็พอจะเข้าใจอยู่ว่าควรมีการจดแจ้งสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่จะดำเนินการขอบริจาคจากสาธารณชน เพื่อที่จะสามารถเข้าไปตรวจสอบการเงินได้ ถ้าเช่นนั้นก็ควรเจาะจงเฉพาะองค์กรที่จะมีการเรี่ยไรผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เท่านั้นที่ต้องจดแจ้ง ส่วนผู้ที่ร่วมด้วยช่วยกันเพื่อสงเคราะห์คนทุกข์คนยากจะได้ไม่ติดร่างแหไปด้วย อย่างไรก็ดี การจดแจ้งก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีการหลอกลวง ทุกวันนี้ก็มีมูลนิธิที่เป็นมูลนิธิปลอมออกไปหลอกลวงชาวบ้านก็ไม่เห็นรัฐบาลจัดการอะไรให้หลาบจำ

ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลควรจะให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันต้องจดแจ้งก็ต่อเมื่อองค์กรเหล่านี้ต้องการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ที่จริงแล้วรัฐบาลควรจะเน้นการส่งเสริมจิตสาธารณะขององค์กรต่างๆ ในประเทศมากกว่าการมองโลกหรือมององค์กรเหล่านั้นในแง่ร้าย การเขียนกฎหมายแบบนี้คล้ายกับการเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจรัฐเกินกว่าเหตุได้อย่างถูกกฎหมาย

นอกจากนั้นในมาตรา 6 ยังบัญญัติอีกว่า ผู้รับจดแจ้งมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการขององค์กรเพื่อตรวจสอบการดำเนินการใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินรวมทั้งให้มีอำนาจตรวจสอบและทำสำเนาข้อมูลจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กร เพื่อนำมาตรวจสอบได้

ข้อนี้ผู้เขียนซึ่งไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมายอย่างถ่องแท้ แต่อ่านแล้วเห็นว่าควรจะมีการระบุถึงเงื่อนไขที่จะทำให้ผู้รับจดแจ้งมีสิทธิที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ เช่น เมื่อมีหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่าองค์กรนั้นมีพฤติกรรมที่ส่อว่าจะมีการละเมิดกฎหมายอาญาหรือการกระทำที่มีอันตรายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ที่น่าสนใจก็คือว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังกำหนดว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรจะต้องมาจดแจ้งต่อผู้รับจดแจ้งภายใน30 วัน นับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นเวลาที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ให้เวลาประมาณหกเดือน ยิ่งมาพิเคราะห์ดูว่ารัฐบาลดำเนินการจัดหาวัคซีนก็ยังใช้เวลายาวนานมาก ทำไมไม่พยายามเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่ต้องให้บริการประชาชนก่อน ก่อนจะไปบังคับเคี่ยวเข็ญองค์กรประชาชนที่เขาสามารถเข้าถึงผู้ทุกข์ยากได้ฉับพลันทันเวลา สรุปสั้นๆ ว่าถ้าไม่เข้าใจ ไม่สนใจ ไม่เข้าถึงองค์กรประชาชนก็แล้วไปไม่ว่ากัน แต่ทำไมต้องเขียนกฎหมายให้อำนาจตนเองเกินกว่าเหตุมาปิดกั้นคนที่เขาไม่ทิ้งกัน!!!

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ