หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไหนว่าจะให้เด...

ไหนว่าจะให้เด็กคิดเป็น โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

16.09.16 | 12:00 น.

คนที่ติดตามข่าวสารคงโล่งอกไปตามๆ กัน กรณีนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งตกเป็นข่าวใหญ่จมบ่อน้ำในมหาวิทยาลัยจนเกิดอาการปอดติดเชื้อ อาการสาหัส ต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูมาหลายวัน

ล่าสุดอาการดีขึ้นเป็นลำดับ พ้นจากสภาพวิกฤตแล้ว

เมื่อคนไม่เป็นอะไรก็ต้องรู้สึกยินดี แต่ไม่ควรจะปล่อยให้ความเป็นมาของเรื่องต้องเงียบหายไปเฉยๆ

คำกล่าวของผู้เป็นพ่อที่ว่า อยากให้กรณีของลูกชายเป็นรายสุดท้าย น่าจะต้องทำให้มีความหมายเป็นจริงขึ้นมา ไม่เป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

แม้ว่าเหตุการณ์ล่าสุดนี้จะไม่ใช่กิจกรรมรับน้อง แต่ก็เป็นกิจกรรมระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ย่อมทำให้อดคิดย้อนถึงข่าวที่ผ่านๆ มาไม่ได้ มีเรื่องให้หนังสือพิมพ์ต้องพาดหัวข่าวด้วยคำว่า รับน้องโหด รับน้องวิตถาร รับน้องพิสดาร อะไรเหล่านี้ ลงเอยทำให้มีเด็กต้องประสบเคราะห์กรรมร้ายแรง ถึงแก่ชีวิต บาดเจ็บสาหัส หลายต่อหลายราย

Advertisement

ต้นตอจึงอยู่ที่ประเพณีอันล้าหลังที่ยังฝังอยู่ในหมู่นิสิตนักศึกษารุ่นพี่ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ

อันถือได้ว่าเป็นระบบคิดอนุรักษนิยมล้าหลัง ขัดแย้งกับช่วงวัยชีวิตของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ซึ่งควรจะเป็นช่วงแห่งการเปิดหูเปิดตากว้างไกล เพื่อแสวงหาความรู้ทั้งในตำราเรียนและนอกตำราเรียน

มหาวิทยาลัยต้องมีแต่บรรยากาศแห่งความเป็นเสรี สะท้อนความเป็นปัญญาชน ใช้มันสมองเป็นหลัก ไม่ใช่มุ่งแต่การใช้อำนาจ การกดข่มคนด้อยกว่า

ไม่ใช่ระบบรุ่นน้องต้องก้มหัวคอยฟังคำสั่งรุ่นพี่ ผู้น้อยต้องเคารพนบนอบผู้อาวุโสทุกลมหายใจ

นั่นเป็นระบบที่เหมาะสมกับบางองค์กร บางหน่วยราชการ ที่ต้องการความเคร่งครัดในระเบียบวินัย การเชื่อฟังคำสั่งอย่างไม่ต้องขบคิดเหตุผล

แต่มหาวิทยาลัยต้องเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยม

ไม่เช่นนั้นเราก็จะได้ปัญญาชนจากรั้วมหาวิทยาลัยที่ไม่ต่างจากบางหน่วยราชการ แล้วคนเหล่านี้ก็จะเข้าไปบริหารบริษัทองค์กรหน่วยงานแบบนักเผด็จการสุดกู่

มหาวิทยาลัยต้องสร้างปัญญาชน นักคิด และอยู่กับสังคมอย่างเคารพในความเสมอภาคของคนทุกระดับ

ปัญญาชนจากรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ควรเกลียดชังระบบการเลือกตั้ง ที่เชื่อในหลักที่ว่า ไม่ว่ายากดีมีจนต้องมีสิทธิเสียงทางการเมืองเท่ากัน

ไม่ควรฝักใฝ่ในการเมืองที่ผูกขาดด้วยอำนาจนอกระบบ หรือมองการเลือกตั้งว่า คนชนบทยังไม่มีความรู้มากพอ จึงไม่ควรมีสิทธิทางการเมือง

หากย้อนไปดูนักเรียน นิสิต นักศึกษาช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 จนถึง 6 ตุลาคม 2519 ระยะนั้นทุกลมหายใจของผู้คนในมหาวิทยาลัยอยู่กับกิจกรรมอันก้าวหน้า สนใจปัญหาบ้านเมือง เชื่อในหลักว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรือกรรมกร สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนิสิตนักศึกษาได้

การออกค่ายชนบทในยุคนั้น เพื่อไปเรียนรู้การใช้แรงงาน หล่อหลอมวิถีชีวิตให้เรียบง่าย ไปศึกษาจากปราชญ์ท้องถิ่น

ไม่ใช่การออกค่ายชนบทในยุคหลัง ที่กลายเป็น เพื่อไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน ไปแจกข้าวของ เพราะพวกนี้ไม่ค่อยมีกิน เอาความรู้ไปให้เพราะพวกนี้เรียนมาน้อย

แล้วในช่วงที่ปัญญาชนตื่นตัวทางการเมืองและปัญหาสังคมระหว่างปี 2516-2519 นั้นก็หมดสิ้นไปเลย ซึ่งกิจกรรมรุ่นพี่รุ่นน้องอันล้าหลัง

จนเมื่อสถาบันการศึกษาถอยหลังกลับไปสู่ยุคล้าหลัง เรื่องเดิมๆ ก็ย้อนกลับมาอีก และทำร้ายเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน พูดเหมือนกันหมดในนโยบายการศึกษาว่า เราต้องส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น ต้องเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่สอนให้เป็นนกแก้วนกขุนทอง

แต่พอเรามีเด็กคิดใหม่ คิดเป็น อย่างกลุ่มดาวดิน กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ก็รีบจับเข้าคุกไปหมด

ทั้งที่นิสิตนักศึกษาคิดแบบกลุ่มเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่เมื่อไร ก็จะไม่มีวัฒนธรรมรับน้องอันโหดเหี้ยมล้าหลังอีกต่อไป