หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความขัดแย้งแล...

ความขัดแย้งและการประนีประนอม

8.08.21 | 14:35 น.

เพื่อนของผมคนหนึ่งแนะนำให้อ่านวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ ปรมินท์ จารุวร เรื่อง “ความขัดแย้งและการประนีประนอมในตำนานปรัมปราไทย” ผมเลยรีบอ่านบางบท เพราะติดใจคำกล่าวที่ว่า “ผี พราหมณ์ พุทธ” คือศาสนาไทยอยู่ก่อนแล้ว รวมทั้งสนใจเรื่องความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอยู่ด้วย บทที่เริ่มอ่านคือบทที่ 3 เรื่อง “เนื้อหาที่ปรากฏในตำนานปรัมปราแต่ละประเภท” และบทที่ 6 เรื่อง “บทสรุปและอภิปรายผล” ซึ่งขออนุญาตนำใจความมาแบ่งปันโดยสังเขป ณ ที่นี้

ปรมินท์ค้นหาสารสำคัญที่สะท้อนในตำนานปรัมปราไทยในสองแง่มุมคือ ก) ความขัดแย้งและการประนีประนอมทางความเชื่อ และ ข) ความขัดแย้งและการประนีประนอมระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ เขาแบ่งตำนานที่ศึกษาเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1) ตำนานที่อธิบายธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น การสร้างโลก (หรือต้นกำเนิดแห่งกลุ่มชน) ตำนานข้าว สุริยคราสและจันทรคราส ตำนานฝน

2) ตำนานที่อธิบายความเป็นมาของผู้นำทางวัฒนธรรม เช่น ตำนานวีรบุรุษ ตำนานสร้างเมือง

3) ตำนานที่อธิบายการเผยแผ่พุทธศาสนาในดินแดนไทย-ไท เช่น ตำนานพระธาตุ พระพุทธบาท พระพุทธรูป

Advertisement

4) ตำนานที่อธิบายประเพณี พิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เช่น การทำบุญสร้างกุศล การป้องกันหรือปัดเป่าสิ่งเลวร้าย

สำหรับตำนานประเภทหนึ่ง ๆ ปรมินท์จะศึกษาตัวละครและพฤติกรรมสัญลักษณ์ที่ปรากฏซ้ำกันในตำนานต่าง ๆ ที่จัดอยู่ในประเภทนั้น ตำนานที่ศึกษาเป็นของชนต่างกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ลัวะ (ละว้า) ขอม (กรอม) มอญ ยาง (กะเหรี่ยง) แกว (ญวน) คนไต (ไท) มูเซอ ฮ่อ ฯลฯ เป็นตำนานที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของบรรพชน ตลอดจนวิถีชีวิต ความเชื่อ ความขัดแย้ง และการประนีประนอม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นลักษณะความคิดที่มีร่วมกัน ซึ่งสามารถจัดเป็นกระบวนทัศน์หรือชุดความคิดเดียวกันและนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี ตลอดจนลักษณะความคิดที่ต่างกันและนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกัน

ปรมินท์ได้ศึกษาบทบาทของตัวเชื่อม (mediator) หมายถึงตัวกลางทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างคู่ความสัมพันธ์ สำหรับความขัดแย้งดั้งเดิมระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ตัวกลางในตำนานรวมถึง ฤษี นาค ยักษ์ เทวดา กวาง/เนื้อทราย ฯลฯ จากตำนานที่ศึกษา อนุมานเป็นกระบวนทัศน์ดั้งเดิมได้ว่า อำนาจเหนือธรรมชาติมีทั้งด้านดีและด้านร้ายต่อมนุษย์ ในด้านการประนีประนอม ตำนานจะกล่าวถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่เคยเกื้อกูลมนุษย์มาก่อน รวมทั้งเอื้อต่อวิถีชีวิตเกษตรกรรม

ตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนที่มีความเชื่อและวิถีชีวิตต่างกัน ตำนานกล่าวถึงความขัดแย้ง เช่น การกอบโกยข้าว การทำร้ายพ่อแม่ การตัดสินของผู้ปกครองอย่างไม่เป็นธรรม การเอาชนะโดยอาศัยกลอุบาย (ในตำนานการแข่งขันสร้างเจดีย์ เป็นต้น) การแย่งชิงดินแดน ฯลฯ คนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันและที่อยู่ในกลุ่มต่างกัน มีทั้งที่เกื้อกูลและที่ทะเลาะขัดแย้งกัน ในด้านการประนอม ตำนานจะกล่าวถึงวีรบุรุษทางวัฒนธรรม การสร้างบ้านแปงเมือง การส่งเสริมเกษตรกรรม ฯลฯ

เมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่มาถึงกลุ่มชนไทย-ไท บรรพชนรู้สึกขัดแย้งทางความคิดว่า จะนับถือผีดี หรือนับถือพุทธดี ตัวเชื่อมเดิมในตำนาน เช่น นาค ยักษ์ แม่โพสพ ฯลฯ ดูจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นคู่ขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ดี ผู้ถ่ายทอดตำนานคือชาวบ้านและพระสงฆ์ ในตำนานที่พระสงฆ์เล่า พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะความเชื่อดั้งเดิมได้เสมอ ความขัดแย้งจึงกลายเป็นการประนอมความเชื่อเดิมกับศาสนาใหม่ หรือกลายเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับการแข่งประชันบารมีภายในศาสนาใหม่ เช่น แข่งกันว่าใครจะมีพระธาตุที่มีที่มาและความศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน ใครจะมีบารมีที่จะชะลอพระพุทธปฏิมาให้มาประดิษฐานในเมืองของตนได้สำเร็จอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับการมาเยือนของพระพุทธเจ้าและการประทับรอยพระบาทไว้ให้อนุชนสักการะ ฯลฯ

ชาวบ้านเข้าถึงพุทธศาสนาได้ไม่ยากนัก ในพุทธประวัติเอง มีตำนาน เรื่องเล่า ชาดก และมีปาฏิหาริย์ที่ตื่นตาตื่นใจอยู่มากมาย คำสอนเรื่องศีล 5 เรื่องบาปบุญคุณโทษ และเรื่องความเมตตากรุณา ก็มีประโยชน์อย่างเป็นสากลและช่วยให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้ด้วยดี แม้ว่าคำสอนที่ว่าทุกสิ่งในโลกเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุ และจะสลายไปเมื่อเหตุนั้นสูญสิ้น จะเข้าใจยากและขัดแย้งกับความเชื่อเรื่องเทพบันดาล แต่คำสอนก็อ่อนตัวพอที่จะรับและประนอมกับข้อขัดแย้งต่าง ๆ ได้ โดยชาวบ้านเชื่อว่าพุทธศาสนาสามารถแสดงบทบาทเช่นเดียวกับอำนาจเหนือธรรมชาติที่เคยเกื้อกูลมนุษย์มาก่อน

เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือนิพพาน แต่ชาวบ้านอาจเข้าใจไปว่า เป็นการละโลกนี้ไป เพื่อไปอยู่บนสวรรค์ในโลกหน้า ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า คนไทย-ไทล้วนเป็นลูกฟ้า และจะกลับไปสู่ฟ้าดังเดิม ปรมินท์สรุปว่า การที่สังคมไทย-ไท ดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนาน ท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์และทางวัฒนธรรม ส่วนหนึ่งก็อาศัยตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมา และประกอบเป็นกระบวนทัศน์ที่ไม่แข็งตัว หากเลื่อนไหลปรับเปลี่ยนไปโดยผ่านการประนอมความขัดแย้ง

ความรู้สึกหนึ่งที่ได้จากการอ่านวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ (แม้จะไม่ได้อ่านอย่างละเอียด) ก็คือ ผู้เขียนวิทยานิพนธ์มีความพากเพียรในการรวบรวมและวิเคราะห์ตำนานต่าง ๆ ที่แสดงเห็นความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ผู้เขียนเรียกว่าไทย-ไท ซึ่งต่างจากตำนานที่ทางการนิยมเล่าและส่งเสริม เพื่อเน้นความเป็นมาอันยาวนาน (ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา) และความยิ่งใหญ่ของ “ชาติพันธุ์ไทย” ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เพิ่งจะสมมุติขึ้นมา

การวิเคราะห์ตำนานในวิทยานิพนธ์นี้ใช้ทฤษฎีโครงสร้างนิยมของ เลวี-สเตราส์ ที่ใช้ได้ดีในการวิเคราะห์คู่ตรงกันข้ามระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรมในตำนานของชาวถิ่นเดิมที่อาศัยในทวีปอเมริกา (ชาวตะวันตกตั้งชื่อว่าเป็นชาวอเมริกันอินเดียน ซึ่งไม่เหมาะ เพราะคำว่าอเมริกามาจากผู้ล่าอาณานิคม และคำว่าอินเดียนมาจากความเข้าใจผิดว่ามาถึงประเทศอินเดียแล้ว) อย่างไรก็ดี หวังว่าจะมีการวิเคราะห์ตำนานอย่างมีคุณภาพเช่นนี้ ที่รวมถึงมิติ “ผี” (ที่หมายถึงธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติปน ๆ กันไป) และมิติ “พราหมณ์” ที่เผยแพร่มายังภูมิภาคนี้จากอินเดีย และมีอิทธิพลทางความเชื่ออยู่ไม่มากก็น้อย

วิทยานิพนธ์นี้กล่าวถึงการประนอมระหว่า

ความเชื่อเดิมกับความเชื่อใหม่ซึ่งได้แก่พุทธศาสนา แต่ปัจจุบัน มีความเชื่อใหม่ ๆ เข้ามาในสังคมอีกเป็นจำนวนมาก และเป็นชนวนความขัดแย้งสำคัญในปัจจุบัน จึงหวังว่าคติ “การประนอม” จะช่วยสังคมไทยในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้ไม่มากก็น้อย

มีข้อความหนึ่งใน “คำสอนของพระพุทธเจ้า” (พิมพ์เผยแพร่โดยมูลนิธิ Bukkyo Dendo Kyokai พ.ศ. 2533 หน้า 236 -7) ซึ่งน่าจะเข้ากับบริบทความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ จึงขอยกมาอ้าง ดังนี้

“ถ้ารัฐมนตรีผู้ใหญ่ของประเทศเป็นผู้ที่เกียจคร้านการงาน กอบโกยหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือรับสินบน จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียศีลธรรมในสังคม ประชาชนก็จะหลอกลวงกันและกัน ผู้ที่มีกำลังจะข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า ผู้ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์จะข่มเหงสามัญชน คนรวยจะเอาเปรียบคนจน จะไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่ในสังคม ความเดือดร้อนและความไม่สงบสุขจะเกิดขึ้นทั่วไปทุกหย่อมหญ้า

เมื่อเหตุการณ์ไปถึงเช่นนี้แล้ว รัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์จะทนอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกไม่ได้ ต้องลาออก คนฉลาดจะปิดปากเงียบเพราะเกรงกลัวความยุ่งยากหรือภัยที่จะมาถึงตัว ผู้ที่ถืออำนาจในการบริหารที่เหลืออยู่ จะมีแต่คนประจบสอพลอตลบแตลง ใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อกอบโกยหาผลประโยชน์ให้ตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ร้อนของประชาชน

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะไม่มีอำนาจพอที่จะบริหารราชการบ้านเมืองให้ถูกต้องได้”

ข้อความที่ยกมาอ้างนี้ ไม่ได้หมายถึงใคร หรือไม่ได้กล่าวโทษใคร เพียงแต่ชี้ว่า “ถ้า …” ซึ่งหมายถึงข้อความสมมุติ คงไม่มีใครอยากให้ข้อความสมมุตินี้เป็นจริง คงไม่มีใครอยากให้ความขัดแย้งไปถึงจุดที่ยากแก่การประนอม กลุ่มชนไทย-ไทผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน และบอกเล่าต่อ ๆ กันผ่านตำนาน ว่ามีความขัดแย้งกัน แต่ก็อาศัยการประนีประนอมเพื่อดำรงอยู่จนทุกวันนี้ แล้วปัจจุบัน เราจะประนีประนอมกันได้อย่างไรบ้าง

โคทม อารียา