เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนกล่าวถึงบทบาทของอาเซียนในฐานะตัวกลางที่อาสาเข้าไปแก้ไขวิกฤตการเมืองในพม่าหลังเกิดรัฐประหารมาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ไม่กี่เดือนก่อนอาเซียนออกฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐประหารหยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ออกมาเดินขบวนประท้วง และอาเซียนจะเป็นตัวกลางจัดเวทีให้คู่ขัดแย้งทั้งกองทัพพม่า พรรค NLD กลุ่มผู้ชุมนุม และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ มาพูดคุยกัน รวมทั้งจะตั้งคณะผู้แทนพิเศษที่จะเข้าไปเจรจากับคณะรัฐประหารพม่า แต่เวลาผ่านไปหลายเดือน ก็ยังไม่มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนอาเซียนอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา อาเซียนจึงประกาศแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษที่จะทำงานเกี่ยวกับพม่าโดยตรง โดยมีเอรีวัน ยูซุฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของบรูไน เป็นประธานคณะทำงานชุดนี้ ชื่อของยูซุฟปรากฏขึ้นมาได้สักพักใหญ่ๆ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการระบาดของโรคโควิด-19 ในอาเซียน หรือเหตุผลอื่น ต้องยอมรับว่าอาเซียนค่อนข้างอุ้ยอ้ายและมีปฏิกิริยาต่อประเด็นเกี่ยวกับพม่าช้าไปมาก
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่าการทำงานกับพม่ามีความยากลำบากอยู่ประมาณหนึ่ง เพราะนอกจากกองทัพพม่า (ในฐานะผู้ปกครองประเทศในขณะนี้) จะเป็นพวกหวาดระแวงชาวต่างชาติอย่างจริงจังแล้ว กองทัพพม่าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้คณะทำงานชุดนี้ได้ข้อมูลออกไปน้อยที่สุด เมื่อได้ยินว่าคณะทำงานชุดของยูซุฟจะขอเข้าพบผู้นำพรรคเอ็นแอลดี รวมทั้งด่อ ออง ซาน ซูจี และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ เพื่อหาข้อเท็จจริง ผู้เขียนถึงกับถอนหายใจเพราะคิดว่าโอกาสที่คณะรัฐประหารจะปล่อยให้คณะทำงานต่างชาติเข้าพบนักการเมืองฝั่งตรงข้ามกับกองทัพ และผู้ที่เสียประโยชน์โดยตรงจากรัฐประหารครั้งนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย รัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ เป็นรัฐประหารที่กองทัพคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าคุ้มค่า ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องโดนนานาชาติประณาม คว่ำบาตร และจะมีผลกระทบกับพม่าในทุกๆ ด้าน แต่กองทัพก็ทำรัฐประหาร เพราะเชื่อว่าตนยังมีเพื่อนแท้ที่เข้าใจและยังเชื่อมั่นว่ารัฐประหารในครั้งนั้นคือความจำเป็นจริงๆ
การแต่งตั้งคณะทำงานเข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นหนึ่งในฉันทามติ 5 ข้อที่ชาติในอาเซียนได้ลงสัตยาบันไว้ตั้งแต่ 24 เมษายน เอรีวัน ยูซุฟได้รับการแต่งตั้งเข้ามาหลังอาเซียนพยายามเจรจากับพม่ามาแล้วหลายครั้ง และคณะรัฐประหารของพม่าก็พยายามคัดค้านไม่ให้อาเซียนแต่งตั้งยูซุฟเป็นหัวหน้าคณะทำงานชุดนี้ เพราะต้องการให้อาเซียนเลือกตัวแทนที่มาจากประเทศไทยมากกว่า การแต่งตั้งยูซุฟถือเป็นเมสเสจหนึ่งที่อาเซียนต้องการบอกกับผู้นำพม่าว่าถึงเวลาแล้วที่อาเซียนจะเป็นผู้นำการเจรจาและจะไม่โอนอ่อนต่อข้อเสนอของพม่า ยูซุฟจะมีภาระหนักอึ้งที่จะนำคณะทำงานของอาเซียนเข้าไปในพม่า แต่ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ากองทัพพม่าจะไม่ยอมประนีประนอม เพราะตั๊ดมะด่อ มองว่ารัฐประหารคือความจำเป็น ในขณะที่ภาคประชาชนฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงก็จะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเสนอใดๆ ของกองทัพ ข้อเสนอเดียวที่ภาคประชาชนในพม่ามีคือกองทัพต้องปล่อยตัวด่อ ออง ซาน ซูจี และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ตลอดจนคืนอำนาจกลับไปให้รัฐบาลเอ็นแอลดีเพียงสถานเดียว
สองเหตุผลที่กองทัพพม่าต้องการให้ผู้นำคณะทำงานจากอาเซียนมาจากประเทศไทยเพราะรู้ดีว่าตนสามารถต่อสายตรงถึงผู้นำรัฐบาลไทยได้ และยังสามารถโน้มน้าวให้ผู้แทนไทยเลือกเข้าข้างพม่าได้ เป็นที่ทราบกันดีว่ากองทัพพม่าภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกองทัพไทยและผู้นำรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ถั่น มยิ้น อู นักเขียนเชื้อสายพม่าวิเคราะห์ไว้ในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่าคณะของยูซุฟจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะการสืบสวนกรณีของพม่าต้องใช้เวลาและต้องการคนที่มีความรู้ความเข้าใจความซับซ้อนของปัญหา แต่ถึงแม้ว่าอาเซียนจะไปเกณฑ์ผู้เชี่ยวชาญการเมืองพม่าจากทั่วโลกมาเป็นคณะทำงาน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็แทบจะไม่มี เพราะคณะรัฐประหารจะทำทุกวิถีทางเพื่อกีดกันคณะทำงานจากอาเซียน หรือแม้แต่สหประชาชาติ ดังที่อธิบายไปข้างต้นว่าผู้นำในกองทัพพม่ามีลักษณะนิสัยพิเศษที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจรจาใดๆ ในอันที่จริง ตลอดเวลาที่ออง ซาน ซูจี เป็นผู้นำรัฐบาลตั้งแต่ต้นปี 2016 คณะรัฐมนตรีของเธอแทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับคนในกองทัพ การพูดคุยระหว่างเธอกับผู้นำกองทัพเกิดขึ้นน้อยมาก เข้าข่าย ทางใครทางมัน หรือ ต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลเอ็นแอลดีต้องการแก้กฎหมาย หรือมีทีท่าจะไปลดอำนาจกองทัพแม้แต่เศษเสี้ยว ก็จะเกิดความตึงเครียดระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนขึ้นมาทันที กองทัพพม่าไม่ต้องการให้ใครก็ตามเข้าไปวอแวกับสถาบันของตนเอง มีความยึดมั่นถือมั่นจนล้น และพวกเขาเชื่อมั่นฝังใจว่าทุกอย่างที่ทำไปเพราะรักชาติและไม่ต้องการให้ชาติอันเป็นที่รักของเขาแตกสลาย
หลังจากนี้ ท่าทีของกองทัพพม่าที่มีต่อคณะทำงานของยูซุฟจะแข็งกร้าวมากขึ้น เพราะอาเซียนไม่ได้เป็นมิตรแท้ของพม่า พม่าจึงไม่จำเป็นต้องสงวนท่าทีอีกต่อไป ในส่วนของยูซุฟเองก็ไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าว เขาให้สัมภาษณ์ว่าเขายอมจะรอเพื่อให้ได้เข้าพบด่อ ออง ซาน ซูจี ในระหว่างนี้ ยูซุฟต้องขุดคอนเน็กชั่นทางการทูตที่หมดที่มี และใช้กำลังภายในเพื่อเข้าหานักการเมืองระดับเอ-ลิสต์ ทั้งในฝั่งคณะรัฐประหารและอดีตรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดีให้ได้ เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ยูซุฟจะเดินทางเข้าไปพม่าโดยเร็วที่สุด และจะเริ่มพูดคุยกับผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นพม่า (ในนาม NUG หรือ National Union Government) ในเร็ว ๆ นี้ แต่ยูซุฟออกมายอมรับว่ายังไม่ได้ขออนุญาตกองทัพเพื่อเข้าพบด่อ ออง ซาน ซูจี แต่อย่างใด อนาคตของคณะทำงานชุดนี้ไม่ค่อยดีนัก เพราะมีการยืนยันออกมาแล้วว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานจะหมุนเวียนไปตามประเทศที่เป็นประธานอาเซียน และยูซุฟก็น่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้อีกเพียง 4 เดือนเท่านั้น ประธานอาเซียนประเทศต่อไปคือกัมพูชา แม้กัมพูชาจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพม่าเป็นพิเศษ แต่ภายใต้การปกครองของสมเด็จฯฮุน เซน กัมพูชาคงไม่ได้เห็นความสำคัญของการแต่งตั้งนักการทูตระดับท็อปไปเป็นหัวหน้าคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงในพม่า
วิกฤตการเมืองในพม่ารอบนี้จะเป็นวิกฤตใหญ่และยาวนาน เพราะกองทัพจะยังเป็นตัวแปรสำคัญของการเมืองพม่าต่อไป และในบริบทนี้ องค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนจะมีบทบาทน้อยมากในการเข้าไปแก้ไขปัญหาทางการเมือง ด้วยนโยบายที่ไม่แทรกแซงการเมืองภายในของชาติสมาชิก อาเซียนไม่ได้เป็นตัวแปรที่จะให้เกิดสันติภาพในพม่า กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมาเพราะเป็น หน้าที่ ของอาเซียนที่ทำตามมาตรฐานด้านมนุษยธรรมของโลกเท่านั้น แต่หากถามว่าเป็นงานที่อาเซียนพึงพอใจหรือเต็มใจจะทำหรือไม่ และจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ก็ต้องตอบเลยว่า ไม่ ไม่ ไม่ สถานเดียว
ลลิตา หาญวงษ์

