หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิปัสสนาวงศ์ใ...

วิปัสสนาวงศ์ในไทย มอญและพม่า (2)

13.08.21 | 13:00 น.

อุทุมพรบุปผาวาสีหรือสำนักดอกมะเดื่อกำเนิดในห้วงที่กรุงสุโขทัยสิ้นไมตรีกับนครเมาะตะมะ เมื่อพระนางจันทมังคละยึดอำนาจและปลงพระชนม์พญาอายกำกองและพระมารดาซึ่งเป็นพระธิดาของพญาเลอไทย ความสัมพันธ์จึงยิ่งย่ำแย่ลงตลอดสมัยพญาอายลาวจนถึงสมัยพญาอู่

ในปี พ.ศ.1897 ถ้าถือตามพงศาวดารมอญเรื่องราชาธิราชขุนนางได้ก่อกบฏและยึดเมาะตะมะรวมถึงเมาะละแหม่ง นครเพนและมองมะละ (หรือเมียวเมียะใกล้พะสิม) ไว้ได้ พญาอู่ต้องย้ายเมืองหลวงไปพะโค ในราวปีนั้นได้มีพระภิกษุสำคัญจากสุโขทัยเริ่มไปศึกษาที่สำนักนี้และมีคณะไปอีกครั้งในปี พ.ศ.1905 ยิ่งไปกว่านั้นพระอุทุมพรบุปผามหาสวามียังได้ส่งพระอานันทเถระ ซึ่งเป็นหลานเจ้าไทไปประจำที่กรุงสุโขทัยด้วย นี่อาจชี้ว่าทำไมสำนักนี้จึงไม่ปรากฏที่เมาะตะมะและหงสาวดีในจารึกกัลยาณีแต่ไปสืบทอดสายปฏิบัติที่สุโขทัยและล้านนาแทน

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดอุโปสถาราม อุทัยธานี
พระพุทธเจ้าประทานเส้นพระเกศา
ท้าวจตุโลกบาลถวายบาตร ตปุสสะและภัลลิกะถวายข้าวตู

เมื่อลังกาเข้าสู่สมัยอาณาจักรโกตเตความสงบและการฟื้นฟูพระศาสนาทำให้มีคณะจากล้านนาและสยามไปบวชแปลงครั้งสำคัญแต่ไม่ชัดเจนนักว่าอาณาจักรหงสาวดีมีคณะไปพร้อมๆ กันด้วยหรือไม่ มีปรากฏเพียงว่าบางรูปได้ไปบวชหลังจากนั้น

การสืบทอดลังกาวงศ์ครั้งใหญ่ปรากฏในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์มหาปิฎกธร พระองค์ทรงเชี่ยวชาญพระไตรปิฎกและเมื่อครั้งเป็นสามเณรน้อยเคยไปศึกษาถึงพุกามด้วย เมื่อขึ้นครองราชย์ทรงให้มีพระภิกษุไปบวชใหม่ที่ชัยวัฒนานครหรือโกตเต ซึ่งครั้งนั้นพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ 6 ทรงอุปถัมภ์อย่างยิ่ง

การบวชใหม่ได้กระทำทั้งฝ่ายอรัญวาสีและฝ่ายคามวาสีที่แม่น้ำกัลยาณีโดยมีพระธรรมกิตติมหาเถระ พระวันรัตนมหาเถระและพระมังคลเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมังคลเถระเป็นพระอาจารย์ของยุพราชและประจำที่สำนักเบญจปริเวณวิหาร การบวชที่กรุงหงสาวดีมีพระสุวัณณโสภณเป็นพระอุปัชฌาย์ พระสุวัณณโสภณเป็นพระป่าที่เคยบวชกับพระวันรัตน์หรือสังฆราชองค์ก่อนที่ชัยวัฒนานครเมื่อปี พ.ศ.1993

Advertisement

การรวมนิกายเป็นคณะกัลยาณีเกิดในปี พ.ศ.2019 คณะกัลยาณีถือได้ว่าสืบมาจากสำนักเบญจปริเวณวิหารซึ่งมีบทบาทสูงสุดในชัยวัฒนานคร สำนักนี้เกิดในแคว้นมายาระฏะสมัยโปโลนนารุวะเป็นอย่างช้าและอาจมีที่มาจากโรหณชนบท

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม พ.ศ.2432
สำนักพระพุทธเจ้า พุทธสาวกมีทั้งที่ดวงตาเห็นธรรมและยังไม่เห็นธรรม
ในโพธิสมัยมีสำนักของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะและพระอุบาลีเป็นต้น
ในลังกาทวีปมีอายตนวิหารต่างๆ เป็นสำนักศึกษา

ชื่อสำนักที่โกตเตนี้น่าสนใจ “เบญจปริเวณ” มาจากคำว่าเบญจายตนปริเวณ ซึ่งแสดงระบบอารามศึกษาที่เป็นสำนักอายตนะทั้งห้าและมีปราสาทอยู่ใจกลางแบบโบราณในกรุงอนุราธปุระ

เมื่อพระเจ้าธรรมเจดีย์สิ้นพระชนม์คณะสงฆ์มีการแตกนิกายอีก ในยุคที่พม่าตองอูเข้ายึดครองกรุงหงสาวดียังส่งเสริมรามัญวงศ์และยอมรับวัฒนธรรมมอญ มีการกล่าวว่าพระเจ้าบุเรงนองทรงสนับสนุนการบวชที่วัดกัลยาณีและได้ทรงเผยแผ่รามัญวงศ์ไปในพม่าและฉานด้วย กษัตริย์พม่าตองอูที่ศรัทธาและสนใจกรรมฐานคือพระเจ้าตาลูนพระราชนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง

กรุงหงสาวดีเริ่มทรุดโทรมตั้งแต่ครั้งเผชิญศึกสมเด็จพระนเรศวรราชาธิราช และถูกยะไข่โจมตี พระเจ้าตาลูนจึงทรงย้ายราชธานีไปอังวะ มอญมีโอกาสแข็งเมืองจนสามารถขึ้นไปโจมตีกรุงอังวะได้ในสมัยพระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดี ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ตองอู

ในสมัยราชวงศ์อลองพญาพม่ากลับมาขยายอาณาจักรและพยายามยึดครองมอญให้ถึงราก ซึ่งทำให้รามัญวงศ์เสียหายอย่างรุนแรง พระเจ้าอลองพญาทรงเริ่มการกวาดล้างอย่างโหดเหี้ยมและมีการสังหารพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก แม้ทรงครองอำนาจได้ไม่นานมากนักเพราะไปสิ้นชีพครั้งบุกโจมตีกรุงศรีอยุธยาชาวมอญยังคงต้องอพยพเข้าสยามอีกหลายระลอกจนถึงสิ้นกาลสมัยพระเจ้าปดุง

ปลายสมัยพระเจ้าปดุงมีชาวมอญและพระสงฆ์อพยพเข้ามาในสยามมากและในปี พ.ศ.2367 พระวชิรญาณเถระ รัชกาลที่ 4 ทรงได้พบพระอาจารย์ซาย พุทธวังโส แห่งวัดบวรมงคล ซึ่งเป็นพระเถระมอญอพยพ จึงทรงก่อตั้งคณะธรรมยุตขึ้นโดยมีพระอาจารย์ซายและพระภิกษุคณะกัลยาณีกระทำการบวชให้ ต่อมาในปี พ.ศ.2419 หลวงพ่อมหาเย็น พุทธวังโสได้เริ่มนำธรรมยุตกลับไปเผยแผ่ที่หงสาวดีและเมาะละแหม่ง ซึ่งทำให้เกิดนิกายมหาเย็นขึ้น ช่วงนั้นอังกฤษได้ยึดครองดินแดนมอญจากพม่าแล้วประมาณ 25 ปี คณะสงฆ์อยู่ในสภาพเสื่อมถอย

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม
ประวัติอานันทโพธิ์ที่สำนักพระพุทธเจ้า ณ กรุงสาวัตถี
พระอานนท์มอบให้พระเจ้าโกศลนำลูกโพธิ์สุกไปปลูก
แต่ทรงมอบต่อให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีเพราะความเป็นอริยะนั้นยั่งยืน

การเป็นชนชาติผู้ถูกปกครองทำให้คณะรามัญรวมทั้งรามัญธรรมยุตมีข้อจำกัดมากไม่ว่าจะในสมัยที่อยู่ภายใต้อังกฤษ ญี่ปุ่นหรือสหภาพพม่า วัดมอญยังมีอยู่และอาจใช้ภาษามอญได้แต่ก็เป็นภาษาที่เรียนกันเฉพาะจากในวัดมอญเท่านั้น ชาวมอญรุ่นใหม่ใช้ภาษาประจำวันอย่างชาวบ้าน

รามัญวงศ์ที่สืบต่อมาในดินแดนมอญโดยทั่วไปอาศัยสมถวิปัสสนา หลวงพ่ออุตตมะ (พระมหาอุตตมรัมโภ) เป็นตัวอย่างที่สำคัญ ท่านเป็นเจ้าอาวาสเมืองเยที่ได้ศึกษาจนจบปริยัติและมักออกธุดงค์ ท่านได้เสาะหาพบอาจารย์ที่สำนักกรรมฐานซึ่งอยู่ในป่ายางตางวาย ที่นั่นท่านเรียนปฏิบัติวิธีของคัมภีร์วิสุทธิมรรคจากพระอาจารย์ “สดเฉิก” (ผลไม้) และเรียนเพิ่มเติมจากพระอาจารย์ “ละเฉิก” (ใบไม้) การปฏิบัติของหลวงพ่ออุตตมะอาศัยกสิณแล้วต่อด้วยอนุสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธานุสติ อาการ 32 และอานาปานสติ

พระอาจารย์ผลไม้มีนามจริงว่าพระอาจารย์เขมวันตะ เมื่อต่อมาท่านฉันเฉพาะผลไม้และเผือกมัน จึงเรียกท่านว่าพระอาจารย์สดเฉิกในภาษามอญหรือติตตีสยาดอในภาษาพม่า ท่านปกติเจริญพุทธานุสติและอาการ 32 ส่วน พระอาจารย์ละเฉิกเป็นพระกรรมฐานที่ปิดวจีทวารและไม่ปรากฏนามจริง

หลวงพ่ออุตตมะมาประจำในประเทศไทยในปี พ.ศ.2492 มีการก่อตั้งสำนักสงฆ์วังกะล่างในสังขละบุรี ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นวัดวังก์วิเวการามหรือวัดใต้น้ำในปัจจุบัน ท่านเป็นที่ศรัทธาและเป็นที่พึ่งอย่างยิ่งของพุทธศาสนิกชนของชาวมอญและกะเหรี่ยงอพยพรวมทั้งชาวไทย

ทางใต้ของเมาะละแหม่งมีวัดป่าพะอ๊อก ซึ่งก่อตั้งโดยพระอาจารย์สดเฉิกและพื้นที่ดั้งเดิมน่าจะเป็นสำนักที่ตางวายจึงเรียกกันภายหลังว่าสำนักผลไม้ตามชื่อพระอาจารย์สดเฉิก ปัจจุบันมีพระอาจารย์พะอ๊อกสยาดอ ภัททันตะ อาจิณณะเป็นเจ้าอาวาสรูปที่สาม ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่เมืองเยก่อนที่พระอาจารย์อัคคปัญญาซึ่งใกล้มรณภาพได้ขอให้รับช่วงตำแหน่งต่อ แต่ท่านมิได้เรียนกรรมฐานด้วย

พระอาจารย์อาจิณณะเป็นชาวเมืองฮิ่นตาดะใกล้พะสิม เริ่มศึกษาการปฏิบัติที่สำนักสาสนยิตตา แต่ไม่นานท่านก็ไปศึกษากรรมฐานสายวัดป่าใกล้เมืองพะโค ท่านเรียนธาตุกรรมฐานที่สิเรียมและอานาปานสติที่เมืองเจ๊าท์แซทางใต้ของมัณฑะเลย์ ท่านเริ่มสอนสมถวิปัสสนาแนววิสุทธิมรรคที่วัดมอญแห่งนี้ในปี พ.ศ.2526 และได้ขยับขยายจนมีศูนย์ปฏิบัติทั้งในมอญ พม่า ไทยและอีกหลายประเทศ

เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนาวงศ์ในพม่า ลังกาวงศ์เก่าในกรุงพุกามเจริญจนกระทั่งพระอานันทเถระถึงแก่มรณภาพในปี พ.ศ.1788 และพระธรรมวิลาสะออกจากกรุงพุกามไปเมืองทละในปี พ.ศ.1793 จากนั้นกรุงพุกามก็เข้าสู่ยุคเสื่อมและสิ้นอำนาจ

พม่าสามารถฟื้นฟูอาณาจักรที่อังวะในปี พ.ศ.1907 สมัยนี้ไม่ชัดเจนนักว่ามีการรับลังกาวงศ์ใหม่เข้ามาซึ่งอาจเพราะมีสงครามกับหงสาวดีนานถึง 40 ปี หลังสงครามแล้วในราวปี พ.ศ.1983 จึงปรากฏพระเถระลังกา 2 รูปเดินทางไปอังวะ ซึ่งท่านหนึ่งทำให้พระพม่าศึกษางานอภิธรรมปิฎกอย่างกว้างขวางจนพระอภิธรรมปิฎกเป็นที่ยกย่องเหนือพระสูตร อย่างไรก็ตามในตำนานมูลศาสนามีระบุว่าพระพุทธรักขิตชาวลำพูนเคยไปบวชกับพระลังกาใหม่ที่เมืองพุกามหลังจากนั้นไม่นาน

สมณวงศ์พม่าเริ่มมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหลวงแถบอังวะ-อมรปุระ-มัณฑะเลย์ มีการรวมนิกายที่อมรปุระภายใต้มหาเถรสมาคมในสมัยพระเจ้าปดุง การศึกษามักเป็นแบบคามวาสีที่มีความแข็งแรงในอภิธรรมปิฎก แหล่งปฏิบัติแบบอรัญวาสีมีมากแถบเขาสกายสมณวงศ์ในพม่าสมัยนี้เรียกว่าอมรปุรวงศ์

พระเจ้าปดุงพยายามขยายดินแดนและมีชัยเหนือยะไข่แต่ภายหลังสิ้นพระชนม์พม่าต้องเผชิญแรงกดดันจากอังกฤษจนสูญเสียดินแดนยะไข่และตะนาวศรีในรอบแรก และต่อมาพม่าก็สูญเสียดินแดนมอญหรือพม่าตอนล่าง ซึ่งทำให้อมรปุระกลายเป็นดินแดนที่ถูกปิดล้อมและไม่มีทางออกทะเล ราชวงศ์มีความแตกแยกรุนแรงต่อการรับมือกับลัทธิล่าอาณานิคม มีการแย่งชิงราชสมบัติและกษัตริย์ที่ขึ้นเสวยราชย์ก็เผชิญความตึงเครียดอย่างหนัก

ในสมัยพระเจ้ามินดงอังกฤษได้ยึดครองดินแดนพม่าไปมากแล้วและกำลังเตรียมเข้ายึดให้ได้ทั้งหมด เมื่อพระเจ้ามินดงสถาปนารัชกาลขึ้นมาอังกฤษจึงหลุดจังหวะนั้นไปซึ่งทำให้การเข้ายึดพม่าตอนบนล่าช้าเป็นเวลานานถึง 32 ปี

ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์