
คลองผดุงกรุงเกษม ก่อน พ.ศ. 2500 ราว 59-60 ปีมาแล้ว หรือมากกว่านั้น มีเรือแพนาวาค้าขายขึ้นล่องไปมาและจอดขนถ่ายสินค้าทั้งวันทั้งคืน
แต่ตลอดสายจำนวนหนาแน่นมากหรือน้อยไม่เท่ากัน จะมีต่างกันเป็นหย่อมๆ ย่านๆ เช่น มีหนาแน่นเฉพาะต้นคลอง, กลางคลอง, ท้ายคลอง นอกนั้นไม่มี
ผมเรียนชั้นมัธยม 1-6 โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ (ใกล้สะพานมัฆวาน) เห็นแต่เรือขนาดเล็กบรรทุกของขายสินค้าผ่านไปมา ไม่มีจอด เข้าใจว่าเรือใหญ่เข้าไม่ได้ เพราะติดสะพานเตี้ย
ครูพละโรงเรียนวัดมกุฏฯ ใช้คลองผดุงฯ หน้าโรงเรียนให้นักเรียนหัดว่ายน้ำเป็นครั้งคราว (ไม่ประจำ) ผมว่ายน้ำเป็นจากบ้านนอกมาแล้ว จึงไม่ต้องเรียนอีก แต่ต้องสอบว่ายน้ำในคลองผดุงฯ
เนื่องจากเป็นเด็กวัดยากจน มีกางเกงหูรูดเป็นกางเกงใน ไม่นุ่งกางเกงลิง ผมนุ่งกางเกงหูรูดใส่ว่ายน้ำสอบ ตอนนั้นเพื่อนนักเรียนเห็นเข้าก็หัวร่อกันเกรียวกราว มองผมเป็นตัวตลก
ส่วนผมได้แต่งงๆ แล้วนึกประหลาดใจว่าไอ้พวกเด็กกรุงเทพฯ แม่งโง่จริงๆ ไม่รู้จักกางเกงหูรูดนุ่งเล่นน้ำ

โบ๊เบ๊
ตลาดโบ๊เบ๊ อยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ใกล้คลองมหานาคบริเวณที่ตัดกันเป็นสี่แยก เป็นย่านชุมนุมจอดเรือบรรทุกสินค้ามาจากหัวเมืองในภาคกลาง จอดติดกันสองฝั่งเป็นพืดยืดยาว ตั้งแต่สี่แยกคลองมหานาคไปถึงหัวลำโพง เว้นที่ตรงกลางไว้ให้เรือไปมาแล่นสวนกัน
ผมเป็นนักเรียนมัธยม เคยไปรับจ้างนั่งขายของข้างถนนย่านโบ๊เบ๊ แลกข้าวกิน 2 มื้อ กลางวันกับเย็น เพราะมีญาติและคนรู้จักจากบ้านนอกไปซื้อของที่โบ๊ะเบ๊ใส่เรือไปขายบ้านนอก แล้วมีคนพลุกพล่าน ขายของได้ดีเหมือนย่านจตุจักรน้อยๆ

เรือฟืนหลา ขนไปเข้าโรงไฟฟ้าวัดเลียบ
บ้านเกิดผมอยู่ป่าดงศรีมหาโพธิ์ ปัจจุบันเป็นเขต อ. ศรีมโหสถ ต่อเนื่อง อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี อยู่ห่างแม่น้ำบางปะกง ราว 20 กิโลเมตร
แต่มีลำน้ำเล็กๆ เชื่อมที่ดอนป่าดงกับแม่น้ำบางปะกง ลำน้ำนี้มีน้ำเรือแล่นได้ในฤดูน้ำหลาก แต่ในฤดูแล้งแห้งผากเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีน้ำ ไม่มีเรือ
เรือค้าขายเป็นของใคร? ผมไม่รู้ แต่พอหน้าน้ำมีน้ำในลำลาด ก็เห็นเรือขนสินค้าไปจอดซื้อขาย บางทีเป็นเรือรับซื้อข้าวเปลือกกับฟืนหลาจากชาวบ้านที่เตรียมไว้ขาย แม่กับพ่อของผมต้องเตรียมข้าวเปลือกกับฟืนหลาไว้ขายพ่อค้าเรือทุกปีเป็นรายได้เสริม
รับซื้อของเต็มลำแล้ว เรือถอยจากลำน้ำสาขาไปออกแม่น้ำบางปะกง ล่องไปบางน้ำเปรี้ยว แล้วเลี้ยวเข้าคลองแสนแสบ ล่องจนถึงสี่แยกคลองมหานาค เลี้ยวเข้าคลองผดุงกรุงเกษม ตรงไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าคลองโอ่งอ่าง จอดขนฟืนหลาขายให้โรงไฟฟ้าวัดเลียบ เมื่อขนหมดแล้วถอยไปจอดซื้อของสินค้าในชีวิตประจำวันที่โบ๊เบ๊ แล้วขึ้นไปขายให้คนป่าดงอีกเป็นกิจวัตรประจำ
ฟืนหลาที่พ่อค้าเรือรับซื้อไปรวมๆ แล้วปีละหลายสิบลำ ถ้ารวมทั้งอำเภอซึ่งมีหลายท่าเรือจอดน่าจะเป็นร้อยๆ ลำ ขนไปขายต่อให้โรงไฟฟ้าวัดเลียบ (วัดราชบุรณะ เชิงสะพานพุทธ ใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบ) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียวของกรุงเทพฯ ยุคนั้น ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำเดือดเพื่อเอาพลังไอน้ำปั่นทำกระแสไฟฟ้าส่งให้คนกรุงเทพฯ
ไม่ต้องข้องใจสงสัยว่าทำไมป่าจึงเหี้ยนหายหมดแถวแควระบม-สียัด จนถึงเขาหินซ้อน ตลอดสองฟากถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี-สระแก้ว
ฟืนหลา หมายถึง ไม้เนื้อแข็งตัดผ่าซีกโตๆ เป็นท่อนๆ ละราว 1 ศอก วางเรียงซ้อนกัน วัดด้านสูง 1 หลา กว้าง 1 หลา เรียก ฟืนหลา [สมัยผมยังเด็กวัดบ้านนอกเรียนชั้นประถม ไม่คุ้นวัดขนาดเป็นเมตร เพราะคุ้นเป็นนิ้ว เป็นหลา เข้าใจว่าตามมาตราอังกฤษ เมื่อเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ราว พ.ศ. 2497 จึงรู้จักมาตราวัดขนาดเป็นเมตร]


เขม่าจากโรงไฟฟ้าวัดเลียบ
ควันและเขม่าจากโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ลอยไปตามกระแสลม ตกตามบ้านเรือนและวัดวาอาราม
เมื่อลมพัดผ่านวัดเทพธิดาราม ซึ่งผมเป็นเด็กวัด ถ้าซักเสื้อนักเรียนสีขาวตากราวผ้าไว้คราวไร เขม่าโรงไฟฟ้าจะตกใส่เสื้อขาวเป็นจุดดำๆ เต็มหมด ต้องซักใหม่ ซักไปด่าไปในใจเพราะเหนื่อยชิบหายไอ้ห่า

