ที่เห็นและเป็นไป : อีก ‘เรื่องใหญ่’ ที่ไม่มีใครฟัง

ที่เห็นและเป็นไป : อีก ‘เรื่องใหญ่’ ที่ไม่มีใครฟัง

อีก 3 เดือน หรือที่คุณหมอ มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบการหายใจ เรียกว่า “100 วันข้างหน้า” ความจริงแล้วเป็นสถานการณ์ที่ “น่ากลัว” มาก “น่ากลัว” อย่างยิ่ง

คุณหมอมนูญโพสต์เฟซบุ๊ก บอกว่า “100 วันข้างหน้าจะเป็น 100 วันอันตราย จำนวนคนติดเชื้อและเสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง”

“อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน หมายถึงคนไทยครึ่งประเทศจะติดเชื้อ จะมีคนไทยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 30,000 คน”

นั่นไม่ใช่เรื่องจะฟังกันแล้วผ่านเลยอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร เพราะหากคนไทย 2 คน มีคนติดเชื้อ 1 คน และจะทำให้ล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง 3 เดือนข้างหน้า

นั่นมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ใหญ่กว่าประเทศต้องเข้าสู่สงคราม หรือเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงระดับมหาประลัยเสียด้วยซ้ำ

แต่กลับน่าประหลาดมากที่แนวโน้มหายนะที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า กับไม่ก่อให้เกิดความสะดุ้งสะเทือนแก่ใครเลย

ใครที่ติดตามข่าวคราวเรื่องนี้ คงรับรู้เหมือนๆ กันว่า ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นฝ่ายไหน มีแค่สื่อมวลชนที่หยิบเรื่องนี้มาเผยแพร่ แต่ก็เหมือนๆ กับข่าวอื่นที่ผ่านเข้ามาให้เผยแพร่

ยิ่งภาครัฐ ซึ่งมีอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการประเทศ ยิ่งเหมือนไม่เคยรับรู้ว่ามีเสียงของคุณหมอออกมาเตือนให้เตรียมรับมือเสียด้วยซ้ำ

เหมือนท่าทีเมื่อครั้งที่เริ่มมีการระบาดของไวรัสตัวนี้ออกมาให้รับรู้ แล้วมีคนส่งเสียงว่าให้รีบหาทางบริหารจัดการวัคซีนให้เพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ ก่อนที่จะเกิดการระบาดหนัก ซึ่งจะทำให้รับมือไม่ทัน แล้วจะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตของประชาชน

เหมือนท่าทีที่มีคนออกมาเตือนในช่วงต่อมาที่การระบาดส่อเค้าว่าจะมากขึ้น เพราะมีการละเลยของเจ้าหน้าที่ทำให้เกิดคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อขึ้น ว่าจะต้องเร่งลงทุนจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสนาม อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ที่พร้อมสำหรับการรักษาโรคนี้ในผู้ป่วยจำนวนมากๆ กระทั่งการอภิปรายในรัฐสภายังมีการเสนอเรื่องนี้กันอย่างเอาจริงเอาจัง

เหมือนกับมีการเสนอในช่วงที่การระบาดเริ่มควบคุมไม่อยู่ ว่าให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น รัฐบาลต้องจัดการให้มีการตรวจอย่างครอบคลุม และรู้ผลอย่างรวดเร็ว เพื่อแยกผู้ป่วยกับผู้ไม่ป่วยออกจากกัน แล้วจัดการควบคุมการระบาดด้วยวัคซีนให้ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ พร้อมกับการควบคุมกักตัวผู้ติดเชื้ออย่างเข้มงวดโดยเร็วที่สุด

เหมือนๆ กัน ทุกเรื่องที่มีการนำเสนอ และกระตุ้นเตือนเพื่อวางแผนรับสถานการณ์ล่วงหน้า กลับเป็นเหมือนสายลมที่พัดผ่านมาแล้วผ่านเลยไป “เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา” ไปเสียทุกเรื่อง

เหมือนเสียงเตือนนั้นไม่มีอะไรที่น่าเชื่อถือ เป็นพวกแค่ข้อมูลของ “พวกชอบมโนสร้างเฟคนิวส์มาทำให้ตื่นกลัว”

ถูกมองเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” เสียทุกครั้ง

แต่ความเป็นไปที่เป็นจริงคือ ทุกเรื่องเกิดขึ้นตามเสียงเตือนนั้น

รัฐบาลรับมือกับสถานการณ์อย่างโกลาหล และไม่ทันการณ์ไปเสียทุกเรื่อง

วัคซีนไม่มีให้คนส่วนใหญ่ได้ฉีด เตียงโรงพยาบาลไม่พอที่จะรับคนป่วย ยาไม่มี หมอไม่พอ ประชาชนต้องถูกทิ้งให้ต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองตาม ถูกทิ้งตายที่บ้าน หรือปล่อยให้ตายข้างถนน
ความตื่นตัวของรัฐบาลเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ตามผลเตือน

ความกระตือรือร้นที่จะจัดหาวัคซีน เพิ่มเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ เกื้อกูลให้หมอ และบุคลากรด้านสาธารณสุขเกิดกำลังใจที่ต้องทุ่มเททำงานหนัก เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์ไม่ไหวแล้วทั้งนั้น

ไม่เคยเห็นการเตรียมการล่วงหน้าที่ดีพอ เห็นแต่การทำงานแบบวิ่งตามสถานการณ์แบบ “สายไปแล้ว”

สิ่งที่รัฐบาลคิดทำจึงกลายเป็น ออกประกาศข้อห้ามนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง ด้วยข้ออ้างว่าจะทำให้ประชาชนตื่นกลัว โดยทำเป็นไม่รู้ว่า “ความตื่นกลัว” นั้นเกิดจาก “ความล้มเหลว ความผิดพลาดไปทุกเรื่องในการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง”

เป็นความผิดพลาด นำสู่ความล้มเหลว เพราะมองไม่เห็นค่าของเสียงเตือน อาจจะเป็นไปได้ที่คิดว่าเสียงเหล่านั้นเป็น “เสียงโง่ มโนขึ้นมาอย่างไร้สาระ” เพราะด้วยธรรมชาติของผู้ที่ถูกหล่อหลอมมาไม่ให้ไปถึงการมองเห็นความฉลาดของคนอื่น

ความเสียหายเกิดขึ้นมากมายในระดับ “หายนะของชาติ”

ซึ่งตามปกติน่าจะต้องรู้สึกตัว และรู้จักประเมินค่าเสียงเตือนเสียใหม่

แต่กลับเหมือนจะเปล่าเลย

เสียงเตือนของคุณหมอมนูญที่ว่าอีก 3 เดือนคนไทยครึ่งประเทศจะป่วย และจะตายกันเป็นหมื่นๆ เป็นเรื่องใหญ่ระดับชวนให้สยดสยอง

ก็ยังเป็นเหมือนเสียงเตือนเรื่องอื่นๆ ที่ผ่าน

“ไร้ค่า ไม่ควรจะใส่ใจฟัง” สำหรับรัฐบาลชุดนี้ เป็นเสียงที่ไม่น่าสนใจจนไม่จำเป็นต้องบอกประชาชนว่า “จริงหรือไม่จริง”

และถ้า “จริง” ขึ้นมาวางแผนจะรับมือให้ประชาชนพออุ่นใจไว้แบบไหน

หรือยัง “ตัวใคร ตัวมัน” เหมือนกับทุกเรื่องที่ผ่านมา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon