หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุรชาติ บำรุง...

สุรชาติ บำรุงสุข : พิทักษ์สันติรัฐบาล หรือพิทักษ์สันติราษฎร์!

14.08.21 | 16:11 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เขียนบทความ เกี่ยวกับบทบาทของตำรวจในการจัดการการชุมนุมและความเกี่ยวข้องกับการเมืองการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้

… การเมืองไทยปัจจุบันเดินมาถึงจุดของความท้าทาย ดังจะเห็นได้ว่าการประท้วงรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งของการประท้วงมักจะมีการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดขึ้นเสมอ จนแทบจะเป็นสภาวะปกติของการชุมนุม พร้อมทั้ง ความรุนแรงบนถนนจากการต่อต้านรัฐบาล และความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่เริ่มกลายเป็นภาพประจำของการชุมนุมทางการเมืองที่กรุงเทพฯ

คาดเดาไม่ยากเลยว่า ในภาวะที่การต่อต้านรัฐบาลทวีความเข้มข้นมากขึ้น และรัฐบาลใช้ตำรวจเป็นแนวหน้าของการต่อสู้กับประชาชนผู้เห็นต่าง จนภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาผู้คนอีกส่วน กลายเป็น “ผู้พิทักษ์รัฐบาล” ที่เข้มแข็ง อันส่งผลให้ภาพทางการเมืองขององค์กรตำรวจ “ติดลบ” อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจที่มีมากขึ้นและแรงขึ้น ขณะเดียวกัน บทบาทในการควบคุมการประท้วงเช่นนี้ทำให้องค์กรตำรวจถูกดึงเข้าสู่เวทีการต่อสู้ทางการเมืองอย่างชัดเจน จนหลายฝ่ายมองว่า ตำรวจแบกรับบทบาทเป็นดัง “ผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก” ให้รัฐบาลสู้กับการประท้วงของผู้คนบนถนน

หากมองจากการเมืองในเวทีโลกแล้ว บทบาทของตำรวจในการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ ตำรวจเป็นหนึ่งในกลไกรัฐที่ระบอบเผด็จการใช้ในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามเสมอ ดังจะเห็นได้ว่า ในระบอบเผด็จการเต็มรูปนั้น บทบาทของ “ตำรวจลับ” เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการปกป้องรัฐบาล และปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เช่น “รัฐนาซี” ของฮิตเลอร์ หรือ “รัฐคอมมิวนิสต์” ในยุคสตาลิน

เช่นเดียวกับในระบอบเผด็จการที่เป็น “รัฐทหาร” การใช้กลไกตำรวจในการจัดการกับฝ่ายค้านทางการเมืองไม่ได้แตกต่างออกไป การใช้ตำรวจในเรื่องนี้ อาจช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพราะไม่ใช่เป็นการใช้กำลังทหารโดยตรงในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม อันเป็นรูปแบบที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และเป็นภาพลบอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศปัจจุบัน

Advertisement

ดังนั้น การใช้ตำรวจจึงเป็นเสมือนการใช้ “กลไกรัฐปกติ” ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และช่วยให้ผู้นำรัฐบาลที่มีแนวโน้มเป็นเผด็จการสามารถใช้ในการโฆษณาทางการเมืองว่า รัฐบาลไม่ได้กระทำการเกินเลยกว่าเหตุในทางกฎหมาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการดำเนินการตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การใช้ตำรวจในการต่อต้านการชุมนุมก็ทำให้เกิดปัญหา “ความรุนแรงจากตำรวจ” หรือที่สังคมตะวันตกเรียกปรากฎการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ว่า “ความโหดร้ายของตำรวจ” (หรือ police brutality) ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของสังคมในโลกตะวันตก และเป็นหนึ่งในสาเหตุพื้นฐานที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องเรื่อง “การปฏิรูปตำรวจ” ดังเช่นที่เห็นในสังคมอเมริกันในช่วงปลายยุคของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์

รัฐบาลไทยเดินตามแนวทางที่กล่าวแล้วในข้างต้น กลไกตำรวจถูกนำมาใช้ในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งรูปแบบพื้นฐานคือ มีตั้งแต่การข่มขู่ทางกฎหมาย ไปจนถึง การตั้งข้อหา การจับกุม และการคุมขัง นอกจากนี้ ตำรวจถูกนำมาใช้ในภารกิจ “การควบคุมฝูงชน” ที่เป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และที่สำคัญ มีการใช้ตำรวจเป็นกำลังหลักในการปะทะกับฝูงชนเหล่านี้ โดยเฉพาะการใช้รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา รวมถึงในบางกรณีมีการใช้กระสุนยางในการสลายการชุมนุมอีกด้วย

สภาวะเช่นนี้อาจจะตอบสนองต่อบทบาทของผู้นำตำรวจกับรัฐบาล และมีส่วนช่วยโดยตรงในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำตำรวจระดับสูงกับผู้นำรัฐบาล ขณะเดียวกันบทบาทของตำรวจในการต่อสู้กับการประท้วงบนถนนก็ยิ่งเสริมต่อบทบาทขององค์กรตำรวจในทางการเมืองอีกด้วย

แน่นอนว่า บทบาททางการเมืองของสถาบันตำรวจไทยไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะส่วนหนึ่งผู้นำระดับสูงขององค์กรตำรวจมีบทบาททางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ บทบาททางการเมืองของตำรวจอาจจะไม่สามารถถอยกลับสู่ “ยุครัฐตำรวจ” เช่นในสมัยของพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นดัง “ยุคทองของอัศวิน” ที่ตำรวจมีบทบาทอย่างกว้างขวางทั้งในทางการเมืองและความมั่นคง รวมทั้งบทบาทในการจัดการกับผู้เห็นต่าง และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์

แต่ผลจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างผู้นำทหารและผู้นำตำรวจในช่วงปลายยุคของรัฐบาลพิบูลสงครามนำไปสู่การตัดสินใจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการทำรัฐประหาร 2500 รัฐประหารครั้งนี้เป็นการปิดฉากยุคทองของตำรวจ และองค์กรตำรวจถูกปรับบทบาทใหม่ โดยตำรวจเป็นองค์กรที่ภายใต้การควบคุมผู้นำทหาร บทบาทของตำรวจจากยุครัฐประหาร 2500 ดำเนินสืบเนื่องในทิศทางเช่นนี้มาจนปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขึ้น ตำรวจจึงกลายเป็น “ด่านหน้า” ของการต่อสู้กับผู้ประท้วง จนทำให้เกิดภาพลบกับองค์กรตำรวจอย่างมาก วันนี้ ความเกลียดชังทางการเมืองของสังคมกำลังเกิดขึ้นกับผู้นำรัฐบาลและกับฝ่ายตำรวจคู่ขนานกันไป อันทำให้ประเด็น “การปฏิรูปตำรวจ” เป็นวาระการเมืองคู่กับ “การปฏิรูปทหาร” ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม บางครั้งการเป็นหน้าด่านในการรับมือกับการประท้วงรัฐบาลนั้น ปฎิบัติการของฝ่ายตำรวจอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่ของการเมืองไทย เช่น การปะทะระหว่างตำรวจกับนักศึกษาที่บริเวณพระราชวังสวนจิตรลดา เป็นจุดพลิกผันที่สำคัญที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เช่นเดียวกับ การปะทะระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงบนถนนราชดำเนิน และขยายตัวเป็นเหตุการณ์ 17-18 พฤษภาคม 2535

ผลจากการประท้วงใหญ่ในสองเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลของผู้นำทหารเป็น “ฝ่ายแพ้” และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในการเมืองไทย หลังความพ่ายแพ้ของผู้นำทหารในปี 2516 และในปี 2535 แล้ว ตำรวจตกเป็น “เป้าหมายของความเกลียดชัง” ไม่แตกต่างกับผลที่เกิดขึ้นกับฝ่ายทหาร ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงต้นหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งตำรวจและทหารไม่สามารถใส่เครื่องแบบในพื้นที่สาธารณะได้ พร้อมกับมีการเผาโรงพัก เผาป้อมยาม และทำลายสัญลักษณ์ของตำรวจ รวมถึงการทำลายเสาสัญญาณไฟจราจรในพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็นต้น

ผลที่เกิดกับองค์กรตำรวจในยุค 2516 และ 2535 เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ และอาจไม่อยู่ในความทรงจำของผู้นำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคปัจจุบัน เพราะเวลาได้ล่วงเลยมานาน และพวกเขาอาจมีความเชื่อมั่นว่า ผู้นำทหารจะเป็น “รัฐบาลตลอดกาล” อาจไม่แตกต่างกับเมื่อครั้งผู้นำตำรวจในยุคของ “อัศวินเผ่า” ที่เคยเชื่อว่า จอมพล ป. จะเป็น “นายกตลอดกาล” ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครเป็นนายกตลอดกาลในการเมืองไทย

ในด้านหนึ่ง ผู้นำตำรวจอาจจะโต้แย้งว่า ตำรวจต้องทำภารกิจต่อต้านการประท้วงตามคำสั่งของรัฐบาล แต่ในอีกด้าน ผู้นำตำรวจก็อาจต้องตระหนักว่า “การควบคุมฝูงชน” ไม่ใช่ “การปราบปรามฝูงชน” และคำขวัญของตำรวจก็ไม่ใช่ “พิทักษ์สันติรัฐบาล” แต่เป็น “พิทักษ์สันติราษฎร์” !