หน้าแรก คอลัมนิสต์ สันติวิธีกับ ...

สันติวิธีกับ “รัฐพันลึก”

15.08.21 | 18:00 น.

เมื่อมองประเทศไทยในช่วงเวลานี้ จะเห็นการประท้วงและการต่อสู้กับรัฐบาลอย่างน้อยใน 3 แนวรบ ในชายแดนใต้ มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับรัฐบาลส่วนกลาง และทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้ความรุนแรง แนวรบที่สองเกิดจากการมองว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมทางการเมือง จึงเกิดการประท้วงขึ้นในกรุงเทพฯและหลายจังหวัด เรียกร้องให้รัฐบาลออกจากตำแหน่ง ปฏิรูปการเมืองโดยให้มีรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยผู้ประท้วงใช้สันติวิธี แต่ก็มีการปะทะกัน โดยเฉพาะระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง แนวรบที่สามตัดแยกสังคมไทยเป็นสองฝ่าย เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลขาดสมรรถนะในการจัดการกับวิกฤติโควิดกับฝ่ายที่เห็นว่ารัฐบาลทำดีแล้ว เป็นแนวรบที่ใช้วจีกรรมเป็นหลัก และมักใช้มิจฉาวาจามากกว่าสัมมาวาจาผ่านทางสื่อต่างๆ

ขณะนี้สถานการณ์ชายแดนใต้เป็นอย่างไร ฝ่ายบีอาร์เอ็นประกาศว่า ในช่วงที่โควิดระบาด จะหยุดกิจกรรมต่าง ๆ เว้นแต่ว่าจะถูกฝ่ายความมั่นคงกระทำก่อน หมายถึงการหยุดยิงโดยฝ่ายบีอาร์เอ็นฝ่ายเดียวอย่างมีเงื่อนไข แต่ดูเหมือนว่าทางการจะไม่ให้ความสำคัญแก่การประกาศดังกล่าว

ขอบอกเล่าเหตุการณ์รุนแรงบางเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ย้อนหลังไปประมาณสามเดือน เหตุการณ์แรกที่ขอนำมาเล่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ที่อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย ผู้ต้องสงสัยถูกวิสามัญฆาตกรรม 2 ราย ยอมมอบตัว 1 ราย  ก่อนการยิงปะทะกัน ผู้ต้องสงสัยได้ทำคลิปและแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดียเพื่อสั่งลา

เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีการปะทะกันเป็นเวลา 7 วัน หลังจากที่การเจรจายืดเยื้อไม่เป็นผล การปะทะครั้งสุดท้ายทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อ้างว่ามีหมายจับและเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ มีการตรวจพบอาวุธปืนสงครามและวงจรการประกอบระเบิดจำนวนมาก

เหตุการณ์ที่สามเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564 ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในอำเภอนี้มีพี่น้องตระกูลหลำโส๊ะ 3 คน พี่ใหญ่ชื่อ นายบูคอรี หลำโส๊ะ ยังไม่ถูกจับกุม และน้องฝาแฝด คือ นายรอซาลีและนายซอบรี พวกเขามีภูมิลำเนาดั้งเดิมอยู่ที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ทั้งสามคนเป็นทีมปฏิบัติการทีมสำคัญที่เรียกขานกันว่า “ทีมปัตตานี” กล่าวกันว่าในช่วงที่ผ่านมาก่อเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง น้องสุดท้องคือนายซอบรีถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ที่อำเภอหนองจิก ส่วนแฝดพี่คือนายรอซาลีถูกวิสามัญฯเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ดังที่ได้กล่าวมา เหลือพี่คนโตยังหลบซ่อนอยู่ เมื่อมีการวิสามัญเกิดขึ้น มักมีปฏิกิริยาตอบโต้ ทั้งที่รุนแรงและที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ เช่น การมาร่วมพิธีศพจำนวนมาก โดยเฉพาะในเหตุการณ์แรกที่มีการเผยแพร่คลิปสั่งลา

Advertisement

เหตุการณ์รุนแรงถึงตายในชายแดนใต้ได้ดำเนินมากว่า 17 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางยุทธศาสตร์ที่จะหยุดใช้ความรุนแรงแล้วหันมาใช้สันติวิธีอย่างจริงจัง แม้การพูดคุยสันติภาพได้เริ่มอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 แต่ไม่มีผลเป็นรูปธรรมจนทุกวันนี้ ในขณะเดียวกัน สถานการณ์โควิดทำให้ทางการจัดให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ควบคุมสุงสุดและเข้มงวด เรียกว่าพื้นที่ “สีแดงเข้ม” นับถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2564 มีผู้ป่วยโควิดสะสม 27,916 คน เสียชีวิต 320 คน คิดเป็นร้อยละ 1.15 ของผู้ป่วย สูงกว่าอัตราการตายเฉลี่ยทั้งประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 0.82 % อยู่ไม่น้อย ที่สูงกว่าเช่นนี้เป็นเพราะว่าอยู่ “ไกลปืนเที่ยง” หรือเปล่าก็ไม่รู้

ผมเขียนบทความที่เล่าเรื่องความขัดแย้งถึงตายและการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาหลายบท โดยได้รับความเอื้อเฟื้อด้านข่าวสารข้อมูลมาโดยตลอดจากนายฆอซาลี อาแว เจ้าหน้าที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ประจำทำงานอยู่ในชายแดนใต้ จึงขอถือโอกาสนี้ขอบคุณ ฆอซาลี มา ณ ที่นี้ด้วย

ในช่วงนี้มีการนัดชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดอยู่บ่อย ๆ ในการชุมนุมวันที่ 7 และ 10 สิงหาคม 2564 มีการปะทะค่อนข้างรุนแรงระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนผู้ได้รับผลกระทลจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมจึงได้ยื่นขอให้ศาลแพ่งคุ้มครองฉุกเฉินดังนี้

1. ขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรง เช่น ใช้อาวุธปืนกระสุนยาง แก๊สน้ำตา ฉีดน้ำผสมสารเคมี ทำร้ายร่างกาย

2. ขอให้ศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน

3. ขอให้ศาลสั่งมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมโดยขัดต่อหลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (ที่เรียกกันว่า rule of engagement ที่เป็นหลักสากล)

อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งในวันที่ 10 สิงหาคม ให้ยกคำร้อง

ผมมีโอกาสให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่เนือง ๆ เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกสัมภาษณ์น้อยลง แต่ถ้าสถานการณ์ชักตึงเครียด จะมีสื่อมวลชนมาถามเรื่องสันติวิธี โดยอยากให้ผมออกความเห็นเพื่อเชียร์หรือปรามฝ่ายตำรวจหรือฝ่ายชุมนุมหรือทั้งสองฝ่ายก็ไม่ทราบ ผมไม่ฟันธงสักที เพียงแต่บอกว่าให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันซิ

ผมมีกัลยาณมิตรชื่องามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ที่คอยแนะนำหนังสือหรือบทความที่น่าสนใจ ทำให้ผมนำมาใช้ในการเขียนบทความหลายครั้งหลายครา คราวนี้ก็เช่นกัน งามศุกร์ส่งบทความชื่อว่า “ว่าด้วยทวิตเตอร์และขบวนการ “ไร้หัว”: เหตุใดการประท้วงในโลกมีจำนวนมากขึ้นแต่ความสำเร็จน้อยลง?” เขียนโดยจันจิรา สมบัติพูนศิริ มาให้อย่างเหมาะเจาะทีเดียว จึงขอขอบคุณงามศุกร์สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ในครั้งก่อน และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับครั้งต่อ ๆ ไปด้วย

ในบทความดังกล่าว จันจิราอ้างถึงบทความชื่อ “อนาคตของการต่อต้านด้วยสันติวิธี‘ (‘The Future of Nonviolent Resistance’) เขียนโดย Erica Chenoweth จากกรณีศึกษาการณรงค์ของมวลชน (mass campaigns) โดยแบ่งเป็นกรณีที่เริ่มต้นในแต่ละคริสต์ทศวรรษ นับแต่คริสต์ทศวรรษ 1900-1909 ถึงคริสต์ทศวรรษ 2010-2019 รวมเป็นกรณีศึกษาที่ใช้สันติวิธีประมาณ 325 กรณี และที่ใช้ความรุนแรง 303 กรณีนั้น Chenoweth พบว่า นับแต่คริสต์ทศวรรษ 1980-1989 เป็นต้นมา กรณีการรณรงค์ของมวลชนที่ใช้สันติวิธีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่กรณีที่ใช้ความรุนแรงได้ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี อัตราความสำเร็จของการรณรงค์ทั้งที่ใช้สันติวิธีและใช้ความรุนแรงต่างก็ลดน้อยถอยลง (การรณรงค์ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง) แต่กระนั้น การใช้สันติวิธีมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการใช้ความรุนแรงหลายเท่าตัว ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

Chenoweth วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ทำให้อัตราความสำเร็จลดลงเรื่อย ๆ คือ ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้รณรงค์ และปัจจัยของผู้รณรงค์เอง ปัจจัยเชิงโครงสร้างมาจากทั้งบริบทการเมืองภายในและภายนอก กล่าวคือ ระบอบอำนาจนิยมในหลายแห่งทั่วโลกเริ่มปรับตัว ทำให้มีภูมิต้านทานต่อการต่อต้านของประชาชนสูงขึ้น เช่น 1) มีการปรับวิธีการปราบปรามผู้เห็นต่างจากการตีหัวหรือการยิงกันซึ่ง ๆ หน้า มาเป็นมาตรการเชิงกฎหมาย 2) เน้นการสร้างภาระแก่ผู้รณรงค์ ทำให้การเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ขาดประสิทธิภาพ 3) มีการควบคุมและกำกับข้อมูลข่าวสารเพื่อให้สร้างความชอบธรรมแก่ผู้นำอำนาจนิยม ขณะเดียวกันก็ทำลายภาพลักษณ์ของผู้รณรงค์ว่าเป็นพวก ‘ชังชาติ’ หรือ ‘ขายชาติ’ เป็นต้น 4) มีการส่งคนของตัวเองแทรกซึมเข้าไปในขบวนการรณรงค์เพื่อสร้างความแตกแยก และยุยงให้มีกลุ่มย่อยภายในที่หันมาใช้ยุทธวิธีจลาจลมากกว่าจะยึดมั่นในสันติวิธี

ผมอยากสรุปเอาดื้อ ๆ ว่า เหตุที่ความขัดแย้งในชายแดนใต้ยังยืดเยื้อ เพราะมีความเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงจะประสบผลสำเร็จมากกว่าการใช้สันติวิธี ทั้ง ๆ ที่มีกรณีศึกษาต่าง ๆ ทั่วโลกว่า สันติวิธีมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าก็ตาม และเหตุที่ความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลการจัดการความขัดแย้งในเรื่องโควิดด้วยนั้น เพราะในสังคมการเมืองไทย ผู้มีอำนาจมิได้มีแต่เพียงรัฐบาลที่มองเห็น เพราะอยู่บนดิน หากยังมี “รัฐพันลึก” ที่มองเห็นยาก เป็นรัฐซ้อนรัฐ ซึ่งมีผลประโยชน์ของบุคคล ของกลุ่มก้อน รวมทั้งของ “ชาติ” รองรับ และได้รับการสนับสนุน อย่างน้อยในทางวัฒนธรรมการเมือง โดยข้าราชการพลเรือน-ตำรวจ-ทหารส่วนหนึ่ง

คำถามจึงอยู่ที่ว่า จะใช้สันติวิธีกับรัฐบาลและรัฐพันลึกอย่างไรดี ซึ่งไม่น่าจะมีใครสามารถให้คำตอบสำเร็จรูปได้ เพราะเป็นความขัดแย้งที่มีหลายมิติ มีความซับซ้อนและเหตุปัจจัยมากมาย ขอไว้ว่า ถ้าผมมีความคิดเบื้องต้นประการใด จะได้นำเสนอต่อไป ขณะเดียวกัน ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายช่วยกันตีประเด็นนี้ให้แตกด้วย

โคทม อารียา