หน้าแรก คอลัมนิสต์ 16 สิงหาคม248...

16 สิงหาคม2488 มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยมากกว่าที่คิด

18.09.16 | 22:06 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 คณะรัฐมนตรี (ชวน หลีกภัย) ได้มีมติกำหนดให้วันที่ 16 สิงหาคมเป็น “วันสันติภาพไทย” และเป็นวันที่รำลึกถึงวีรกรรมกู้ชาติของขบวนการเสรีไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังที่เหตุการณ์อันมีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ผ่านไปแล้วครึ่งศตวรรษ

ในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ได้มี “ประกาศสันติภาพ” เป็นพระบรมราชโองการในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 มีสาระสำคัญว่า

โดยที่ประเทศไทยเคยมีนโยบายอันแน่วแน่ที่จะรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและจะต่อสู้การรุกรานของต่างประเทศทุกวิถีทาง ความจำนงอันแน่วแน่ดังกล่าวนี้ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วในเมื่อญี่ปุ่นได้ยาตราทัพเข้าในดินแดนประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 โดยได้มีการต่อสู้ผู้รุกรานทุกแห่ง และทหาร ตำรวจ ประชาชนพลเมืองได้เสียชีวิตไปในการนี้เป็นอันมาก

เหตุการณ์อันปรากฏเป็นสักขีพยานนี้ได้แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485 ต่อบริเตนใหญ่ (อังกฤษ) และสหรัฐอเมริกา ตลอดจนการกระทำทั้งหลาย ซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อสหประชาชาตินั้น เป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และฝ่าฝืนขัดขืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง

ประชาชนชาวไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือสนับสนุนสหประชาชาติ ผู้ที่จะให้มีสันติภาพในโลกนี้ ได้กระทำการทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือสหประชาชาติ

Advertisement

บัดนี้ประเทศญี่ปุ่นได้ยอมปฏิบัติตามคำประกาศของสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ จีนและสหภาพโซเวียต ซึ่งได้กระทำ ณ นครปอตสดัมแล้ว สันติภาพจึงได้กลับคืนสู่ประเทศไทย อันเป็นความประสงค์ของประชาชนชาวไทย

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึง

ขอประกาศโดยเปิดเผยแทนประชาชน

ชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย ประเทศไทยได้ตัดสินใจที่จะให้กลับคืนมาซึ่งสัมพันธไมตรีอันดีอันเคยมีมากับสหประชาชาติเมื่อก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2484 และพร้อมที่จะร่วมมือเต็มที่ทุกทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้ประกาศพระบรมราชโองการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ก็คือ นายปรีดี พนมยงค์ โดย นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี (ต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในคืนวันเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ความเห็นชอบต่อ “ประกาศสันติภาพ” โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร (พระยามานวราชเสรี) ได้แถลงต่อที่ประชุมว่าประกาศสันติภาพเป็นที่ถูกต้องตรงกับความประสงค์ของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

ความสำคัญของวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ในบริบทของประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบันมี 2 ประการ

ในประการแรก “ประกาศสันติภาพ” ได้บันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่า การเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2484-2488 เป็นเหตุการณ์ที่ขัดต่อเจตจำนงของประชาชนชาวไทยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังมีสักขีพยานว่าคนไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศได้กระทำทุกวิถีทางที่พึงจะกระทำได้ ต่อสู้ผู้รุกรานและให้ความช่วยเหลือสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรหรือสหประชาชาติในการนำโลกสู่สันติภาพ ซึ่งในการนั้น คนไทย รวมถึงสมาชิกขบวนการเสรีไทย ได้ปฏิบัติการรับใช้ชาติด้วยความกล้าหาญอย่างเอกอุ จนสามารถธำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ได้รับการจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างถาวร

ในประการที่สอง ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์เดียวกันนี้ได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งก็คือปรากฏการณ์การหล่อหลอมประชาชนคนไทยเป็นหนึ่งเดียว ทั้งอุดมการณ์ หลักที่ใช้คิดจิตสำนึกและพฤติกรรม เพื่อมุ่งไปสู่ความมุ่งหมายในการธำรงเอกราชและอธิปไตยของชาติ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตเลือดเนื้อ ขบวนการเสรีไทยประกอบด้วยประชาชนชาวไทยทุกระดับชั้น ทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพการงาน และทุกศาสนาและความศรัทธา ซึ่งเป็นการหล่อหลอมเอกภาพความเป็นไทยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและน่าที่จะเป็นคราวเดียวในประวัติศาสตร์ชาวไทย แม้กระทั่งในปัจจุบันและในอนาคต

ขบวนการเสรีไทยสะท้อนความเป็นเอกภาพและความรักชาติของประชาชนชาวไทย ขณะที่ปฏิบัติการเสรีไทยได้พิสูจน์ความเสียสละและความกล้าหาญของคนไทยอย่างที่ประวัติศาสตร์จะหาโอกาสบันทึกมิได้ง่ายนัก

ชาติไทยของเรามีประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ ซึ่งหากคนไทยไม่บกพร่องในจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์แล้ว ชาติไทยก็สามารถที่จะ “อยู่ยั้งยืนยง” อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไปอีกนานแสนนาน ดังนั้น คนไทยผู้รักชาติจะต้องให้ความสำคัญต่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 มากกว่าที่ปฏิบัติกันอยู่ ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า ชาติที่จะ “อยู่ยั้งยืนยง” จะต้องเป็นชาติที่มีเอกภาพ เพราะเอกภาพเท่านั้นที่จะทำให้สามารถรับผิดชอบภารกิจที่ยิ่งใหญ่ได้

และให้ตระหนักด้วยว่า ชาติไทยของเราเคยได้รับความสำเร็จมาแล้ว เมื่อประชาชนชาวไทยได้ร่วมกัน “กู้ชาติ” ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2