ขณะนี้มีข่าวใหญ่ซึ่งสังคมให้ความสนใจกันทั่วไป คือข่าวผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่โดยเจ้าพนักงานของรัฐถึงแก่ความตาย ในระหว่างการถูกควบคุมตัว นอกจากข่าวการฆ่าตัวตายแล้วยังมีข่าวเจ็บป่วยอย่างกะทันหันแล้วตายอย่างปัจจุบันทันด่วน ข่าวเช่นนี้ล้วนแต่ทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาเหล่านั้น และหากไม่มีการขจัดความสงสัยเหล่านี้ให้หมดไปจากหัวใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว นอกจากจะมีผลเสียหายส่วนบุคคล ก็ยังอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อฝ่ายบริหารประเทศอีกด้วย ความจริงการแก้ไขปัญหานี้อย่างถูกต้องนั้นมีกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอยู่ นั่นคือบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมวด 2 ว่าด้วยเรื่องการชันสูตรพลิกศพ ตั้งแต่มาตรา 148 ถึงมาตรา 156 มาตรา 148 บัญญัติถึงกรณีที่ได้มีการชันสูตรพลิกศพ ดังนี้
1.เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า
2.บุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ เช่น ฆ่าตัวตาย ถูกผู้อื่นทำให้ตาย ตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ เป็นต้น
3.ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน
ขั้นตอนในการดำเนินการชันสูตรพลิกศพ (มาตรา 150 วรรคหนึ่ง) คือ
1.พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่
2.แจ้งให้ผู้มีหน้าที่ไปทำการชันสูตรพลิกศพ คือ แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ หรือแพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐหรือแพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น
3.แจ้งสามี ภรรยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติผู้ตายอย่างน้อยหนึ่งคน
4.ให้แพทย์และพนักงานสอบสวนทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพทันที
5.ให้แพทย์ทำรายงานแนบท้ายบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพ
6.รายงานตามข้อ 3, 4 ต้องทำภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเรื่อง แต่ถ้ามีความจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ
7.ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปยังพนักงานอัยการ เมื่อเสร็จสิ้นการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว ในกรณีนี้ที่ความตายมิได้เป็นผลแห่งการกระทำผิดอาญา
8.ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปยังพนักงานอัยการโดยเร็ว เพื่อให้พนักงานอัยการส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด
สําหรับกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน (มาตรา 150 วรรคสาม) ซึ่ง
1.อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือ
2.ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
กรณีตามข้อ 1, 2 จะต้องดำเนินการไต่สวนโดยศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่เพื่อให้ศาลไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย
ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้ทำร้ายเท่าที่ทราบได้ โดยดำเนินการดังนี้
1.ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพก็คือ พนักงานสอบสวน แพทย์ พนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ปลัดอำเภอ หรือเทียบเท่าแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่
2.เมื่อได้มีการชันสูตรพลิกศพแล้ว พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวน ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้ามีความจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งในสำนวนชันสูตรพลิกศพ (มาตรา 150 วรรคสี่)
3.เมื่อได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้พนักงานอัยการทำคำร้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวน ถ้ามีความจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ (มาตรา 150 วรรคห้า)
4.ให้ศาลปิดประกาศแจ้งกำหนดวันที่จะทำการไต่สวนไว้ที่ศาล (มาตรา 150 วรรคเจ็ด)
5.ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้องและแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนให้สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตาย อย่างน้อยหนึ่งคนเท่าที่จะทำได้ ทราบก่อนวันนัดไต่สวนไม่น้อยกว่า 15 วัน (มาตรา 150 วรรคเจ็ด)
6.ก่อนการไต่สวนเสร็จสิ้น สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือญาติของผู้ตายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้ามาซักถามพยานที่พนักงานอัยการนำสืบ และนำสืบพยานหลักฐานอื่นได้ด้วย ทั้งมีสิทธิแต่งตั้งทนายความหรือให้ศาลตั้งทนายความเพื่อดำเนินการแทนได้ (มาตรา 150 วรรคแปด)
7.คำสั่งศาลตามมาตรานี้ได้ถึงที่สุด (มาตรา 150 วรรคเก้า)
8.เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วได้ส่งสำนวนการไต่สวนของศาล ไปยังพนักงานอัยการเพื่อส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป (มาตรา 150 วรรคสิบ)
การที่ศาลทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพและมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวจะเป็นการขจัดความสงสัยของญาติผู้ตายและประชาชนทั่วไป เมื่อปรากฏว่ามีการตายของผู้ต้องหาเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เพราะมีศาลซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และไม่มีข้อสงสัยก็จะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาทำหน้าที่ค้นหาความจริงจากพยานหลักฐาน การตายในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผลแห่งการกระทำผิดอาญา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ในคดีผู้บริหารประเทศมีคำสั่งให้สลายการชุมนุม หรือขอคืนพื้นที่เมื่อปี 2553 โดยให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธที่ใช้ในราชการสงคราม ผลแห่งการนี้มีคนบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้สังคมมีข้อสงสัยในข้อต่อไปนี้ คือ
1.มีชายชุดดำพร้อมอาวุธซึ่งผู้มีคำสั่งสลายการชุมนุมอ้างว่าร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจริงหรือไม่
2.ผู้ร่วมชุมนุมมีผู้มีอาวุธติดตัวมาด้วยหรือไม่
3.ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยอาวุธอะไรและผู้ใดทำให้ตาย
สำหรับปัญหาดังกล่าวค้นหาคำตอบได้จากคำสั่งของศาลในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ นายพัน คำกอง ซึ่งศาลมีคำสั่งว่า “ผู้ตายชื่อนายพัน คำกอง ตายที่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียมชื่อ ไอดีโอ คอนโด ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 พฤติการณ์ที่ตายเกิดจากถูกกระสุนปืนขนาด .223 จากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามที่เจ้าพนักงานร่วมกันยิงไปที่รถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ฮค 8561 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุม ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)”
นอกจากนี้ยังมีคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพใต้ในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพของ นายสุวัน ศรีรักษา, นายอัฐชัย ชุมจันทร์, นายมงคล เข็มทอง, นางสาวกมนเกด อัคฮาด, นายรพ สุขสถิต, นายอัครเดช ขันแก้ว ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 กรณีที่มีการอ้างว่ามีชายชุดดำพร้อมอาวุธอยู่ในที่ชุมนุม ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้มีอำนาจออกคำสั่งให้ฝ่ายความมั่นคง หรือเจ้าหน้าที่ทหารออกมาดำเนินการขอคืนพื้นที่พร้อมอาวุธที่ใช้ในราชการสงครามนั้นศาลไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า “ส่วนประเด็นที่อ้างว่ามีชายชุดดำในที่เกิดเหตุนั้นเห็นว่า ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 เบิกความว่าเห็นชาย 2 คนที่ตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสใช้ปืนยิงมานั้น เห็นว่าขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางวัน มีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่มีภาพชายชุดดำแม้แต่ภาพเดียว และไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงต่อสู้ คำเบิกความมีพิรุธน่าสงสัย ประกอบกับเจ้าหน้าที่ทหารมีประจำการอยู่ใกล้กันยังเบิกความว่าไม่พบใครอยู่บริเวณดังกล่าว จึงไม่ได้ใช้ปืนยิงหากมีชายชุดดำยืนอยู่จริง คงไม่ปล่อยให้เจ้าพนักงานทหารยิงต่อสู้เพียงลำพังถึง 40 นาที คงต้องเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน อีกทั้งทหารที่ประจำการอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอสเบิกความยอมรับว่าขณะปฏิบัติหน้าที่ไม่มีชายชุดดำ ในวัดปทุมวนารามจึงไม่ได้ใช้ปืนยิงต่อสู้ แสดงว่าพยานที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐให้การขัดแย้งกันเอง จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ………”
สำหรับกรณีที่ผู้ตายมีอาวุธหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า “สำหรับประเด็นการตรวจคราบเขม่าดินปืนบนนิ้วมือผู้ตายเห็นว่า ผลตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าไปตรวจสอบคราบเขม่าดินปืน ของผู้ตาย 6 ศพ เป็นหน่วยงานแรก การตรวจได้บันทึกและแสดงวิธีจัดเก็บตัวอย่างละเอียด ผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า พฐ. เชื่อว่ามือทั้งสองข้างของผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพ ไม่มีคราบเขม่าดินปืน และไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน”
เกี่ยวกับสาเหตุที่ตายและผู้ทำให้ตาย ศาลวินิจฉัยว่า “ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ตายที่ 1 และ 3-6 ถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ขนาด .233 หรือ 5.56 มม. จากเจ้าหนักงานซึ่งเป็นทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ที่ประจำการอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอส และผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงขนาด .233 หรือ 5.56 มม. จากเจ้าพนักงานซึ่งเป็นทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ที่ประจำการอยู่บนถนนพระรามที่ 1”
คําสั่งศาลในกรณีนี้แม้จะยังมิได้พิพากษาว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดในคดี แต่ก็ตอบคำถามที่ค้างคาใจของผู้คนให้กระจ่างชัดว่า ไม่มีชายชุดดำ ซึ่งมีอาวุธอยู่ในที่ชุมนุม
ผู้ตายไม่มีอาวุธและไม่เกี่ยวข้องกับอาวุธแต่อย่างใด ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยอาวุธประเภทใด (กระสุนปืนความเร็วสูงขนาด .223 หรือ 5.56 มม.) และผู้ใดเป็นผู้ใช้อาวุธนั้นสังหารผู้ตาย (เจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมทั้งสังกัดของทหารเหล่านั้น) การชันสูตรพลิกศพถือเป็นส่วนหนึ่งของการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่แม้ว่าบางคดีจะไม่มีการชันสูตรพลิกศพ พนักงานอัยการก็มีอำนาจฟ้องคดีได้ (คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 2410/2530)
เมื่อมีการตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่แล้ว ต้องให้มีการชันสูตรพลิกศพ และร้องขอต่อศาลให้ทำการไต่สวน และทำคำสั่งเพื่อค้นหาความจริงระหว่างเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่กับผู้ตาย โดยให้ศาลเป็นผู้รับรู้ในเหตุแห่งการตายนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตัวเจ้าพนักงาน และขจัดความสงสัยเจ้าพนักงานในทางที่มิชอบให้หมดสิ้นไป
บทบัญญัตินี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องยับยั้งชั่งใจเจ้าพนักงานมิให้กระทำการใดๆ ไปในทางมิชอบและหากท่านเป็นเจ้าพนักงานที่ดีแล้วก็เป็นเกราะป้องกันภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านด้วย

