การเมืองในประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 เป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายรัฐบาล ที่ส่วนใหญ่อ้างความเป็นประชาธิปไตย และการสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคที่โดดเด่นอย่างมากในภูมิภาค ได้แก่ พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (MCP) และพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ที่ต่อสู้กับอดีตเจ้าอาณานิคมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างถึงน้ำถึงเนื้อ แต่ในท้ายที่สุด มีเพียงเวียดนามและลาว ที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จ และยังเป็นรัฐบาลมาจวบจนปัจจุบัน ในพม่า พรรคคอมมิวนิสต์ในนามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งพม่า (CPB) ก็ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในยุครัฐบาลพลเรือนของอู นุ มาจนถึงรัฐบาลเผด็จการทหารของนายพลเน วิน พรรคคอมมิวนิสต์พม่ามีบทบาทน้อยลงในปลายทศวรรษ 1980 และถึงกาลอวสานพร้อมๆ กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
แม้พรรคคอมมิวนิสต์พม่าจะไม่ได้มีความเข้มแข็งในระดับที่สร้างความปั่นป่วนให้ฝ่ายรัฐบาลพม่า มีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มที่มีแสนยานุภาพเข้มแข็งกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อพูดในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคคอมมิวนิสต์พม่า ที่มีแกนนำเป็นสาย “เหมาอิสต์” เน้นการจับอาวุธขึ้นมาล้มล้างขั้วอำนาจเก่า และเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสังคมยูโทเปียแบบคอมมิวนิสต์ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ขบวนการของนักศึกษาปัญญาชน คนหนุ่มสาว ในการต่อต้านรัฐบาลนายพลเน วิน ในปี 1988 เมื่อเกิดการปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์ 8888 นักศึกษาส่วนหนึ่งหนีข้ามชายแดนพม่า เข้าไปในอินเดียและไทย บางส่วนหนีเข้าไปในป่าเพื่อเข้าร่วมกับกองกำลังของชนกลุ่มน้อย บ้างขอลี้ภัยในประเทศที่สาม
เมื่อมีการปฏิรูปทางการเมืองในต้นทศวรรษ 2000 เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี 2010และโดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งในปี 2015 ที่พรรคNLD ของด่อ ออง ซาน ซูจี ได้รับชัยชนะแบบถล่มทลาย ก็มีอดีตนักศึกษารุ่น 8888 หลายคนที่ตัดสินใจเดือทางกลับเข้าไปขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมในพม่า ด้วยหวังว่าพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมในยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบานได้ กรณีที่เห็นได้ชัดเจนคือ The Irrawaddy สื่อออนไลน์ชื่อดัง ที่มีอ่อง ซอ (Aung Zaw) อดีตแกนนำนักศึกษาเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหาร ก็ได้ย้ายที่ทำการจากจังหวัดเชียงใหม่กลับไปที่ย่างกุ้ง นอกจากนี้ ยังมีแอคทิวิสต์อีกหลายคนที่กลับไปพม่าเพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางการเมือง สิทธิมนุษยชน และการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์
รัฐประหารที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไม่ได้ทำลายความฝันของคนรุ่น 8888 ที่ตัดสินใจกลับไปมาตุภูมิ แต่ยังทำลายชีวิตและอนาคตของคนรุ่นใหม่ที่ก็ใฝ่ฝันอยากเห็นสังคมที่มีความเท่าเทียมเหมือนกับที่รุ่นพี่ยุค 8888 ใฝ่ฝันถึงมาก่อน การชุมนุมประท้วงและขบวนการอารยะขัดขืนสั่นคลอนเสถียรภาพของคณะรัฐประหารไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจะให้ประชาชนเทหมดหน้าตักต่อสู้กับกองทัพพม่าแบบเปิดหน้าไม่ใช่วิธีการที่ดีนัก เพราะการประท้วงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่ากองทัพพม่าต้องการใช้กำลังเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างเด็ดขาด แต่ต้องการให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว เหมือนที่พวกเขาทำมาตลอดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 1962 จนในขณะนี้มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยคน แกนนำผู้ประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวลงความเห็นกันว่า การต่อสู้ในเมือง การ “ลงถนน” เพื่อปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หากมองถึงชัยชนะในระยะยาว หนุ่มสาวเหล่านี้จึงตบเท้าเข้าไปร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม และร่วมเป็นพันธมิตรกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ได้แก่ CNA ของฉิ่น KNLA ซึ่งเป็นปีกทหารของ KNU หรือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KIA กองกำลังขนาดใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะฉิ่น และ KA ของชาวคะเรนนี (กะยาห์) กองกำลังฝั่งประชาชนมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า People’s Defence Force (PDF)
PDF เป็นกองกำลังของรัฐบาลเงาในนาม National Unity Government หรือ NUG ที่ตั้งขึ้นมาง้างกับรัฐบาลของคณะรัฐประหาร แต่เนื่องจาก NUG มีสถานะไม่ค่อยต่างจากรัฐบาลพลัดถิ่น เพราะผู้นำ NUG เกือบทั้งหมดอยู่นอกพม่า และเมื่อกล่าวถึงบทบาทในระดับนานาชาติ NUG ยังไม่มีพลังการต่อรองมากนัก เพราะมีเพียงไม่กี่ชาติที่ให้การยอมรับแนวทางการเคลื่อนไหวของ NUG และ PDF หลายอย่างทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในยุครุ่งเรือง และวิธีการของกลุ่มก้อนที่ต่อต้านรัฐบาลของนายพลเน วิน ไม่ได้ แทคติคแรกที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเผด็จการนำมาใช้คือการมุ่งหน้าสู่ “ป่า” หรือฐานที่มั่นของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไว้ใจได้ เพื่อหาพันธมิตรและหาอาวุธไปด้วย เมื่อกองกำลังฝึกอาวุธจนมีความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแล้วก็จะเริ่มปฏิบัติการ ในช่วงเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา PDF ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ นักการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพ และประชาชนที่เชื่อว่าเป็นสายให้ตำรวจไปแล้วหลายราย ฝ่ายรัฐก็พยายามปราบปรามและจับกุมฝ่ายของ PDF ได้บ้าง แต่ความรุนแรงในลักษณะของการลอบสังหารยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พร้อมๆ กับปฏิบัติการต่อต้านอำนาจรัฐ การข่าวและการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ในปี 2021 การใช้คำว่า “โฆษณาชวนเชื่อ” ในพม่าอาจจะไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นอกเห็นใจฝ่าย NUG/PDF อยู่แล้ว แต่สำหรับสังคมที่เรียกว่าคลั่งไคล้การติดตามข่าวสารอย่างพม่า การเผยแพร่แนวคิดและข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายประชาชนจึงเป็นเรื่องจำเป็น NUG มีรายการวิทยุเป็นของตนเองในชื่อ Federal FM โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักหนังสือพิมพ์ที่มีประสบการณ์กับสื่อชั้นนำทั้งในพม่าและทั่วโลก รัฐบาลคณะรัฐประหารพยายามปราบปรามนักข่าว และนักหนังสือพิมพ์ ที่เป็นอาสาสมัครช่วยผลิตรายการให้กับ NUG ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซิตู อ่อง มยิ้น (Sithu Aung Myint) คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ข่าว Frontier Myanmar และ Voice of America และ เต๊ด เต๊ด คาย (Thet Thet Khine) ผู้ผลิตรายการอิสระให้กับ BBC ภาษาพม่า เพิ่งถูกจับกุมในฐานะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลคณะรัฐประหาร และสนับสนุน NUG หากทั้งคู่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ก็อาจต้องโทษจำคุกสูงถึง 3 ปี
เมื่อหลายเดือนก่อน ผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ผู้คร่ำหวอดในสายข่าวเกี่ยวกับพม่ามายาวนาน ผู้เขียนเองไม่ค่อยเชื่อว่าขบวนการประชาชนในพม่าจะประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะผู้เขียนมีภาพจำเกี่ยวกับแกนนำขบวนการ 8888 และตัวขบวนการเองที่เป็นได้เพียง “แรงบันดาลใจ” หรือสัญลักษณ์ของการประท้วงต่อต้านอำนาจอันมิชอบของรัฐ แต่หากจะพูดถึงความสำเร็จที่วัดได้ แบบที่ว่าประชาชนลุกฮือขึ้นมา พร้อมกับปฏิบัติการของกองกำลังฝ่ายประชาชน แล้วชนะกองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้เบ็ดเสร็จ และ
ยึดอำนาจกลับคืนมา เหตุการณ์นี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในพม่า เพราะในท้ายที่สุดแล้ว กองทัพพม่ามีความเข้มแข็งและมีความพร้อมที่จะสัประยุทธ์กับใครก็ตามที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามของรัฐ การก่อกวนคนฝ่ายรัฐ การลอบสังหาร การวางระเบิด ล้วนเป็นแทคติคที่กองกำลังปลดแอกหลายแห่งทั่วโลกใช้ ไม่ว่าจะเป็น IRA ในไอร์แลนด์เหนือ หรือ Tamil Tigers ในศรีลังกา
แต่ในท้ายที่สุดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะมาหยุดอยู่ที่โต๊ะเจรจา ฝ่ายประชาชนจะต่อสู้กับฝ่ายกองทัพพม่าได้ถึงเมื่อใดขึ้นอยู่กับทั้งกำลังและทรัพยากร แต่หากข้อสรุปคือกองทัพจะไม่ยอมเจรจาและลดอำนาจของตนเอง เช่นเดียวกับประชาชนที่ยืนยันจะต่อสู้แบบหัวชนฝา การต่อสู้ครั้งนี้ก็จะยืดเยื้อต่อไปอีกนานแสนนาน
ลลิตา หาญวงษ์

