‘Leo Weiner : สุภาพบุรุษศิลปิน, ดุริยกวีที่โลกลืม’

29.08.21 | 11:44 น.

เรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับดุริยกวีชาวฮังการีคนหนึ่งในช่วงกลางๆ ศตวรรษที่ 20 ที่เราอาจเรียกเขาหรือจัดกลุ่มว่าเขาอยู่ในระดับ “กระแสรอง” (Minor Stream Composer) ที่ผลงานดนตรียังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก นามว่า “เลโอ ไวเนอร์” (Leo Weiner) แรงบันดาลใจที่ผู้เขียนอยากจะเล่าถึงเรื่องราวของสุภาพบุรุษทางดนตรีผู้นี้มาจากการได้อ่านเรื่องราวของท่านผ่านคำบอกเล่าในหนังสืออัตชีวประวัติของวาทยกรผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนานของโลกชาวฮังการีแห่งศตวรรษที่ 20 คือ ท่านเซอร์ “เกออร์ก ชอลติ” (Sir Georg Solti) ซึ่งยกย่องและสรรเสริญครูดนตรีของท่านคนนี้ไว้เป็นอย่างดี จนนำมาสู่บทสรุปที่ว่า “มิได้เป็นการเกินเลยแต่อย่างใด หากผมจะกล่าวว่า สิ่งใดก็ตามที่ผมบรรลุความสำเร็จได้มาในความเป็นนักดนตรีนั้น ผมเป็นหนี้บุญคุณต่อ เลโอ ไวเนอร์ มากกว่าใครๆ ทั้งหมด” นอกจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ที่ยิ่งใหญ่ระดับตำนานแห่งศตวรรษที่ 20 นี้แล้วคำบอกเล่านี้ได้สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ของเลโอ ไวเนอร์ที่คู่ควรแก่คำว่า “สุภาพบุรุษศิลปิน” ที่น่าศึกษาเป็นแบบอย่าง สุภาพบุรุษศิลปินที่ได้รับแรงขัดเกลาจากศิลปะระดับคลาสสิกอันละเมียดละไมจนกลายเป็นมนุษย์ที่มีจริยาวัตรปฏิบัติอันเปี่ยมด้วยอุดมคติที่ยิ่งใหญ่แบบที่เพื่อนผองมนุษย์ทั้งหลายที่มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์พึงมี

เรื่องราวของเลโอ ไวเนอร์ สะท้อนถึงปรัชญาความเชื่อและอุดมคติแห่งดนตรีและศิลปะว่า ดนตรีนั้นมิใช่เป็นแค่ “เรื่องร้องรำทำเพลง” เพื่อความบันเทิงเริงรมย์สนุกสนานเท่านั้น แต่ศิลปะดนตรีคือเครื่องมืออันสำคัญในการขัดเกลาความเป็นมนุษย์ให้มีความละเอียดอ่อน, ละเมียดละไมคู่ควรแก่คำว่า “มีรสนิยมและสูงด้วยการศึกษา” เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรทุ่มเทและเอาจริงเอาจังกับดนตรีและศิลปะ เลโอ ไวเนอร์ (ค.ศ.1885-1960) เป็นอาจารย์สอนดนตรีในหลายแขนงวิชาที่สถาบันดนตรีแห่งกรุงบูดาเปสต์ (Franz Liszt Academy of Music) ทั้งวิชาทฤษฎี (Theory), การประพันธ์ดนตรี (Composition) ตลอดไปจนถึงวิชาที่เป็นแก่นแกนอันสำคัญยิ่งในดนตรีตะวันตกนั่นก็คือ วิชาศิลปะการบรรเลงรวมวง (Ensemble) และเชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) เขาเป็นครูคนสำคัญของสถาบันดนตรีแห่งนี้อยู่หลายสิบปี สอนลูกศิษย์ผ่านไปถึง 3 ชั่วอายุคน เป็นตำนานและรูปแบบของ “ครูโบราณ” ที่เคร่งครัด (แต่มิได้คร่ำครึ) สูงด้วยมาตรฐานและอุดมคติในทุกๆ ด้าน ทั้งดนตรีและการใช้ชีวิต

เกออร์ก ชอลติ

เซอร์เกออร์ก ชอลติ นั้น นอกจากจะเป็นศิลปินวาทยกรที่ยิ่งใหญ่แล้ว ยังเป็นนักเล่าเรื่องราวชั้นยอดไม่แพ้กัน เขาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตนักดนตรีไว้ได้อย่างน่าสนใจน่าติดตามไม่น่าเบื่อ ตัวอักษรที่สามารถถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนราวกับมานั่งเล่าให้ผู้อ่านได้ฟังอยู่เบื้องหน้า และเรื่องราวของผู้ที่มีบุญคุณทางดนตรีในชีวิตมากที่สุดนี้ก็เช่นเดียวกัน เขาสะท้อนความทรงจำนับแต่ชั่วโมงแรกที่ได้มีโอกาสได้เรียนวิชาเชมเบอร์มิวสิกกับเลโอ ไวเนอร์ ผู้นี้ ชั่วโมงแรกที่แสนจะกดดันด้วยกิตติศัพท์ในความเคร่งครัด ลูกศิษย์จะรอที่ไวเนอร์จะทุบกำปั้นไปที่โต๊ะและตะโกนคำว่า “ไม่!”

ชอลติเล่าว่า ในชั่วโมงแรก เขาและเพื่อนนักไวโอลินเตรียมเพลง “Spring Sonata” ของ เบโธเฟน (Beethoven) ไปให้เลโอ ไวเนอร์ ฟัง สิ่งที่ทำให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนต้องทึ่งก็คือ ไวเนอร์นั่งฟังไปจนจบท่อนแรกโดยไม่ลุกขึ้นมาขัดจังหวะใดๆ เลย แต่เมื่อนำมาบรรเลงให้ฟังในสัปดาห์ต่อมาก็ถูกแก้ไข ตำหนิอย่างรุนแรง จนต้องกลับมาบรรเลงใหม่เป็นครั้งที่ 3

เกออร์ก ชอลติ กล่าวว่า สำหรับเลโอ ไวเนอร์ แล้ว เพียงแค่การพึมพำในลำคอเบาๆ ว่า “อืม….ก็ดีนี่” แค่นั้นก็ถือเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความหมายสำหรับลูกศิษย์และคนรอบข้าง

Advertisement

เกออร์ก ชอลติ เล่าถึงวิธีการสอนวิชาศิลปะการบรรเลงรวมวงและเชมเบอร์มิวสิกที่เป็นแก่นแห่งศิลปะการบรรเลงดนตรีคลาสสิก (และสะท้อนถึงแนวคิดการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมมนุษย์) ซึ่งครูเลโอ ไวเนอร์ ผู้นี้มีวิธีปลูกฝังแนวคิดที่น่าประทับใจที่แม้กาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แนวคิดและวิธีสอนนี้ยังคงไม่ล้าสมัยแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามมันควรที่จะได้รับการเน้นย้ำและสืบทอดต่อไปนั่นก็คือ เลโอ ไวเนอร์ จะไม่พูดถึงเทคนิค แต่จะเน้นเกี่ยวกับโครงสร้างทางดนตรี, อิสรภาพในประโยคเพลง พยายามสอนให้ลูกศิษย์วิเคราะห์ เสาะหานัยความหมายที่แทรกซ่อนอยู่ในโน้ตดนตรีที่เขียนขึ้น แน่นอนที่สุดหัวใจสำคัญอันเป็นนิรันดร์ก็คือการสอนให้ฟังซึ่งกันและกันเมื่อต้องบรรเลงดนตรีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่แค่ไหน เขาจะสอนให้พัฒนาความรู้สึกและสำนึกว่าเมื่อไหร่เราควรจะออกนำ, เมื่อไหร่ที่จะต้องเป็นผู้ตาม เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? และด้วยเหตุผลอะไร (ทำไมช่วงนั้นต้องเป็นผู้นำ, ทำไมช่วงนี้ต้องเป็นผู้ตาม) การรู้จักที่จะฟังซึ่งกันและกัน, รู้จักที่จะประเมินถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น(ในชั่วขณะทางดนตรี) และกำลังดำเนินไปในวงดนตรี หลังจากนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะต้องระบุหาสาเหตุของปัญหา ตลอดไปจนถึงวิธีการแก้ไขในสิ่งผิด เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานการบรรเลงร่วมกันเป็นวงของนักดนตรีเชมเบอร์มิวสิก ซึ่งมันก็คือทักษะพื้นฐานของวาทยกรผู้อำนวยเพลง (Conductor)ด้วยเช่นเดียวกัน

นี่คือคำบรรยายถึงแนวคิดและวิธีการสอนวิชาการบรรเลงรวมวงของเลโอ ไวเนอร์ ที่ท่านเกออร์ก ชอลติ พรรณนาไว้ได้อย่างละเอียด สำหรับผู้เขียนเองแล้วอยากจะขอเสริมอีกนิดเดียวว่า คำพูดที่ชอบกล่าวกันอย่างโก้หรูว่า “ดนตรีคือชีวิต” ที่เราได้ยินกันเสมอๆ นั้น บางทีความหมายของมันก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความคิดของผู้พูดและผู้ฟังคำคมนี้ ดนตรีคือชีวิต หรือปรัชญาดนตรีสะท้อนปรัชญาชีวิต สิ่งนี้สะท้อนอยู่ในวิธีการสอนการรวมวงของเลโอ ไวเนอร์ และสะท้อนอยู่ในศาสตร์แห่งการบรรเลงดนตรีรวมวง (Ensemble) ดังที่กล่าวมาแล้วโดยแท้จริง

ช่วงเวลาในระหว่างชั้นเรียน เลโอ ไวเนอร์ จะเป็นครูที่เคร่งครัดสูงด้วยมาตรฐานแบบไม่ประนีประนอม แทบจะไม่มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นในระหว่างการเรียน เข้มงวดเคร่งครัดไม่เคยให้ท้ายนักเรียนคนใด แต่ชอลติก็เล่าว่า เมื่ออยู่นอกห้องเรียนแล้ว เลโอ ไวเนอร์ เป็นผู้เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันอย่างมากคนหนึ่งทีเดียว เรื่องราวอันแสนจะทั้ง “คลาสสิก” และ “โรแมนติก” อีกเรื่องหนึ่งของเลโอ ไวเนอร์ เห็นจะได้แก่เรื่องความรัก อันเป็นเรื่องที่บางคนก็เข้าใจ บางคนก็อาจไม่เข้าใจในแนวคิดเรื่องการบูชาความรัก และเทิดทูนความรักเสมือนดั่งเป็นของสูง เป็นสภาวะแห่งอุดมคติ ซึ่งเลโอ ไวเนอร์ มิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ หากแต่ได้สอนไว้ในการใช้ชีวิตของเขา ชอลติเล่าว่า ความรักในชีวิตของเลโอ ไวเนอร์ ดูว่าจะมีเพียงครั้งเดียวในชีวิตเมื่อเขาไปหลงรักนักเปียโนสาวคนหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ หลังจากลูกศิษย์สาวผู้นี้ไปแต่งงานกับเพื่อนชายด้วยกันและย้ายไปอยู่อังกฤษ โลกของไวเนอร์แตกสลาย เขากลายเป็นบุรุษผู้โดดเดี่ยว ไม่แต่งงานและไม่มีครอบครัวอีกเลย ความรักเป็นเรื่องอัตวิสัยของแต่ละคน ที่จะมีมุมมองและการประเมินค่าความรักที่แตกต่างกันไป สุภาพบุรุษแห่งอุดมคติ เฉกเช่น เลโอ ไวเนอร์ (หรือแม้แต่ ดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่เช่น บรามส์) เมื่อผิดหวังในความรัก การใช้ชีวิตโดดเดี่ยว, สันโดษแต่ผู้เดียวคือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว

ความเป็นสุภาพบุรุษและยึดมั่นในอุดมคติเยี่ยงนี้ อาจจะดูเป็นสิ่งที่ยากต่อความเข้าใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะการตัดสินใจหลายๆ อย่างในชีวิต ที่บางครั้งอาจจะดูว่าไม่ฉลาดในสายตาของคนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะเรื่อง “การปรับตัว” หรือ “การเอาตัวรอด” อย่างเช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่กระแสต่อต้านและกวาดล้างชาวยิวทวีความรุนแรงสูงสุด เลโอ ไวเนอร์ ที่มีเชื้อสายยิวก็ไม่เลือกที่จะอพยพหลบหนีไปที่อื่น เขายังคงเลือกก้มหน้าเผชิญกับความอดอยากอยู่กับแผ่นดินถิ่นเกิด ใช้ชีวิตอดเยี่ยงเสือไม่อิ่มเยี่ยงกา อยู่กับความหิวโหย เซอร์เกออร์ก ชอลติ เล่าไว้ว่า หลังสงครามสงบได้ไม่นานครั้งหนึ่งในขณะที่เลโอ ไวเนอร์ กำลังเดินอยู่บนถนนบังเอิญก็ได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน ในสภาวะอดอยากหิวโหยหลังสงคราม เพื่อนผู้นั้นตะลีตะลานแจ้งข่าวดีว่า เขาเพิ่งจะได้รับของมีค่ายิ่งมาจากอเมริกา มันคือเนื้อไก่อัดกระป๋อง “ไก่กระป๋องเหรอ? ผมไม่กินไก่กระป๋องนะ”

นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างเล็กๆ ในการเลือกใช้ชีวิตอันเป็นทัศนคติส่วนตัวของ “สุภาพบุรุษ” เยี่ยงไวเนอร์ ที่คนหลายคนอาจปรามาสได้ง่ายๆ ด้วยคำว่า “โง่” มาตรฐานที่ต่ำกว่าสิ่งที่ตั้งไว้ บางครั้งเรื่องแบบนี้อาจทำให้เราพอเข้าใจการตัดสินใจของผู้คนอื่นๆ ได้ไหม ที่เขาเลือกยอมใช้ชีวิตโสดโดดเดี่ยว, เลือกที่จะลาออกจากงานโดยไม่กลัวการตกงาน หรือการเลือกไปอยู่กับองค์กร, บริษัทที่เล็กกว่าเงินเดือนน้อยกว่า โดยยอมลาออกจากบริษัทที่ใหญ่กว่ามั่นคงกว่า

เลโอ ไวเนอร์

ทัศนคติและรสนิยมทางดนตรีของเลโอ ไวเนอร์ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าเรียนรู้ ผู้คนทั่วไป หนังสือและข้อเขียนทางดนตรีทั้งหลายจัด เลโอ ไวเนอร์ อยู่ในสายอนุรักษนิยม เขานิยมชมชอบในลีลาดนตรีแบบ “คลาสสิก” โดยแท้จริง เช่นดนตรีแบบ บรามส์ (J.Brahms) และว่ากันว่ารสนิยมทางดนตรีของเขาไม่ไกลเกินไปกว่า เดอบุซซี (Debussy) หรือ ริคาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) ซึ่งนี่ทำให้เขามีท่าทีต่อต้าน ดนตรีที่ได้ชื่อว่า “สมัยใหม่” (Modern Music) ในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมไปถึง เบลา บาร์ท็อค (Bela Bartok) นักแต่งเพลงร่วมชาติ, ร่วมยุคเดียวกัน ซึ่งชอลติเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งในขณะที่เดินอยู่บนถนนด้วยกัน เลโอ ไวเนอร์ ถามเขาว่า “คุณชอบดนตรีของบาร์ท็อครึเปล่า?” ชอลติตอบกลับอย่างมั่นใจสุดขีดว่า “อ้อ แน่ละครับชอบและชอบมากด้วย” เลโอ ไวเนอร์ ตอบกลับมาว่า “อืม สำหรับผมแล้ว ผมไม่เข้าใจมันเอาซะเลย”

คำว่า “ไม่เข้าใจ” ของเขา มีค่าน่าสนใจมากกว่าเพียงคำปฏิเสธว่า “ไม่ชอบ” ของคนทั่วไป เพราะเมื่อบาร์ท็อคแต่งเพลงสตริงควอเต็ทหมายเลข 5 เสร็จได้ไม่นาน ก็มีลูกศิษย์แสนซนคนหนึ่งที่คิดจะ “แหย่รังแตน” ไปเซ้าซี้ขอทราบทัศนคติของเขาเกี่ยวกับงานใหม่ชิ้นนี้ของบาร์ท็อค แทนที่จะได้ยินคำปฏิเสธสั้นๆ หรือท่าทีโกรธเคือง เขากลับอธิบายด้วยเหตุผลอย่างนุ่มนวลว่า ทำไมเขาจึง “ไม่สนใจ” (ต่างจาก “ไม่ชอบ”) งานชิ้นนี้ พร้อมทั้งลงนั่งที่เปียโนบรรเลงท่อนแรกของงานชิ้นนี้ที่สุดแสนยาก เขาบรรเลงจากความจำโดยไม่ต้องดูโน้ต!

แม้เขาจะไม่สนใจ หรือไม่ชอบ แต่เขาก็ตระหนักในคุณค่าอันแท้จริงของผลงานเรียนรู้อย่างทะลุปรุโปร่งเพื่อหาเหตุผล, คำตอบในความชอบและรสนิยมส่วนตัวของเขาเอง นี่คือแบบอย่างอันดีที่สะท้อนถึงการตัดสินคุณค่าของสรรพสิ่งของคนเราว่าเหตุผลควรจะกำกับหรือชี้ทางต่อส่วนที่เป็นความรู้สึกได้อย่างไร

สําหรับผู้เขียนเองแล้ว ขอสารภาพว่าเกิดความสนใจในตัวของเลโอ ไวเนอร์ จากข้อเขียนของเซอร์เกออร์ก ชอลติ เป็นอย่างมาก จนทำให้ต้องไปหาผลงานประพันธ์ดนตรีของเลโอ ไวเนอร์ มาฟังดู เมื่อได้ฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ไม่เป็นการยุติธรรมใดๆ เลย ที่จะไปจัดว่าเขาเป็นนักแต่งเพลงแบบอนุรักษนิยม เขาถูกพิพากษา, ตัดสินให้อยู่ในกลุ่มนี้เมื่อถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนนักแต่งเพลงร่วมยุคสมัยเดียวกันในช่วงต้น-กลางศตวรรษที่ 20 อย่างบาร์ท็อค, สตราวินสกี และกลุ่มนักแต่งเพลงแบบไร้บันไดเสียงทั้งหลาย นั่นเป็นเสมือนคำพิพากษาที่อาจก่ออคติที่ไม่ดีต่อผลงานการประพันธ์ของเลโอ ไวเนอร์ ผู้เขียนคิดว่าเราต้องให้โอกาสเขาก่อน ด้วยการเปิดใจกว้างรับฟังเฉพาะเสียงดนตรีที่เขาเขียนขึ้นจากใจเขาและปล่อยให้กระแสเสียงนั้นไหลมาสู่ใจเราโดยตรงอย่างแท้จริง ผลงานประพันธ์ดนตรีของไวเนอร์มีความลื่นไหลเป็นธรรมชาติ การประสานเสียงที่ไม่ล้าสมัย มีสุ้มเสียงแปลกๆ ฝาดๆ แบบอิมเพรสชั่นนิซึม (Impressionism) อยู่พอประมาณ

ข้อสรุปสั้นๆ ก็คือ ผลงานดนตรีของเขาไม่ว่างเปล่าไร้ทิศทาง บทเพลงหลายชิ้นโดยเฉพาะบทเพลงสำหรับวงเครื่องสายนั้น สื่อความหมายโดยตรงกับผู้ฟังทันทีในการฟังครั้งแรกโดยไม่ต้องฟังซ้ำ ฝากไปถึงกลุ่มนักดนตรีเครื่องสายในบ้านเรา หากหมดวิกฤตโรคโควิดเมื่อใด สามารถกลับมารวมตัวจัดคอนเสิร์ตได้ตามปกติ โปรดไปขุดค้นดุริยางคนิพนธ์วงเครื่องสายของ เลโอ ไวเนอร์ มาลองบรรเลงดูผู้เขียนเชื่อมั่นเหลือเกินว่าจะเป็นการสร้างความหฤหรรษ์ทางดนตรีอย่างเป็นเลิศได้แน่นอน บางทีเรา (ผู้รักดนตรี) ก็ต้องมานั่งทบทวนกันใหม่เสียแล้วในนิยามความหมายระหว่าง “2nd Rate Composer” กับคำว่า “Forgotten Composer” ขอบอกว่ามันไม่เหมือนกันเลย