หน้าแรก คอลัมนิสต์ ยุคมืดของสังค...

ยุคมืดของสังคมไทย ความหดหู่ใจที่ไม่เคยเห็น

1.09.21 | 10:31 น.
ยุคมืดของสังคมไทย ความหดหู่ใจที่ไม่เคยเห็น

การเปลี่ยนแปลงของทุกสังคมนั้นโดยทั่วไปจะมีลักษณะที่เรียกได้ว่า ยุคมืด (Dark society) และยุคสว่าง (Enlighten society) ทั้งนี้ ความมืดความสว่างของสังคมย่อมเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกของรัฐชาติ โดยพื้นฐานแล้วผู้คนย่อมต้องการให้รัฐชาติมีสภาวะความสว่างทางสังคมมากที่สุดเท่าที่รัฐจะทำได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นสัญญะของความเป็นสุขมวลรวมที่แท้จริงของผู้คน มิติทางสังคมที่มีการผันผวนอย่างรวดเร็ว
การทำงานของผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศที่ขาดการแก้ไขปัญหาที่เกิด สิ่งเหล่านี้อาจเรียกยุคมืดที่เป็นอยู่ได้

ทุกรัฐชาติมียุคมืดภาพจริงของสังคมโลก

ผู้เขียนมีความเชื่อประการหนึ่งว่าทุกรัฐชาติจะมีช่วงของ “ความมืด” ของชาติที่เกิดขึ้น ความมืดจะมีระยะยาวนานหรือระยะสั้นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของผู้นำเป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้การร่วมผนึกพลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องของผู้คนในรัฐชาติจะถือว่าเป็นกลไกที่มีความสำคัญและมีประสิทธิภาพที่จะทำให้เกิดความสว่างขึ้นมาได้ หันกลับไปมองความมืดที่เกิดขึ้นในสังคมโลกที่ผ่านมา จนทำให้มีคำว่า “ยุคมืด (Dark Age)” เกิดขึ้น ทั้งนี้ประวัติศาสตร์โลกถูกแบ่งเป็นยุคคร่าวๆ 3 ยุคคือ ยุคโบราณ ยุคกลางและยุคสมัยใหม่หรือบางครั้งเรียกว่ายุคร่วมสมัย ยุคมืด (Dark Age) เป็นคำที่เกิดขึ้นในสมัยกลาง โดยภาพรวมที่ยุคนี้ถูกมองว่าเป็นยุคมืดเพราะความถดถอยในการบริหารจัดการของแต่ละรัฐชาติ มีการครอบงำโดยอำนาจของระบบศักดินา (Feudalism) และที่สำคัญเกิดความเสื่อมโทรมทางสังคมและวัฒนธรรม ยุคมืดเป็นสถานการณ์ทางสังคมในยุโรปหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน (Decline of the Roman Empire) มาจนถึงในยุคฟื้นฟูหรือบางครั้งเรียกว่ายุคเรเนซองส์ (Renaissance) หันกลับมามองรัฐชาติที่อยู่ในโลกปัจจุบันจะเห็นว่า บางรัฐมีความสว่าง บางรัฐมีความสลัว บางรัฐมีความมืด แต่ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่าประชาชนส่วนมากตัดสินจากการบริหารจัดการบ้านเมืองเป็นตัวชี้วัดถึง “ความมืดความสว่าง” ของรัฐชาติอีกตัวชี้วัดหนึ่ง

ความหดหู่ของสังคมไทย : ภาพชัดในยุคมืด

1.ด้านการบริหารจัดการบ้านเมืองของรัฐบาล จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญต่อกลไกในการบริหารจัดการค่อนข้างน้อยมาก การเรียกร้องต่างๆ ที่มาจากประชาชนรัฐบาลต้องใส่ใจในสิ่งนี้มากขึ้นเพราะ “บ่น/ด่า” คือตัวชี้วัดพื้นฐาน (Basic Indicator) ของการพัฒนาทั้งปวง ตรรกะง่ายๆ คือหากปราศจากการบ่นด่าของผู้คนแล้วแสดงว่าองค์กรหรือรัฐชาตินั้นมีความไพบูลย์ในทุกมิติของสังคม หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี(Good Governance) กลายเป็นเพียงคำเอ่ยอ้างเชิงข้อมูลที่มีไว้ให้สรรเสริญเท่านั้น การบริหารจัดการของรัฐบาลขาดการไตร่ตรองในภาพรวม ยิ่งไปกว่านั้นการครอบครองอำนาจมีความยาวนานจนมีลักษณะผูกขาดจนทำให้คนที่มีความรู้ความสามารถไม่มีโอกาสแสดงศักยภาพ ลักษณะเช่นนี้ไม่เพียงแต่เกิดความหดหู่เท่านั้น เรียกได้ว่า ความรัดทนที่ไม่พึงปรารถนา อย่างไรก็ตาม ถ้าการผูกขาดที่ยาวนานส่งผลต่อการพัฒนาในมิติต่างทางสังคมย่อมมีผลดี แต่ถ้าหากการผูกขาดนั้นมีการแสวงหาผลประโยชน์ที่เจือปนอยู่ด้วยนั้นคงเรียกได้ว่า “รัฐบาลปลวก”

Advertisement

2.ด้านการสาธารณสุข จะเรียกได้ว่าสังคมไทยในยุคนี้มีความมืดมากในด้านสาธารณสุขเพราะการระบาดของเชื้อโรคร้ายโควิด-19 ที่รัฐยังไม่สามารถ “ปราบ” ได้ อนึ่ง วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงเฉกเช่นประเทศอื่นๆ ที่นำมาสู่ประชาชนยังมีความล่าช้าในการสั่งเข้ามาให้บริการ รวมทั้งวัคซีนที่มีคุณภาพดีค่อนข้างมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้คนในรัฐชาติที่มีจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ผู้คนในรัฐชาติจึงตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสิ้นลมหายใจ นอกจากนี้ วิธีคิดของผู้นำอาจจะมีความมืดเพราะไม่เคยตระหนักในคำว่า “สาธารณสุข” คือความสุขที่เป็นพื้นฐานสาธารณะทั้งปวงของผู้คนในรัฐชาติ ยิ่งไปกว่านั้นผู้นำอาจจะไม่เคยอ่านและเข้าใจในมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญที่ว่า“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการ สาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกัน และขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ด้วยเหตุนี้รัฐพึงจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันสภาวะคุกคามของโรคร้ายนี้

3.ด้านการศึกษา ผู้เขียนมองว่า การศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ที่มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์มีลักษณะที่เรียกได้ว่า “การศึกษาแบบจรจัด/เร่ร่อน (Nomadic Education)” กล่าวคือจัดไปแบบไม่มีทิศทางและที่สำคัญขาดการมี Engagement ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียนอย่างแท้จริง สภาพความถดถอยของการเรียนรู้ของผู้เรียนลดลง บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนในชั้นเรียนจากครูผู้สอนยังถือว่าเป็นหัวใจของการสร้างขุมทรัพย์การเรียนรู้ การสอนออนไลน์ที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์คือมีครูผู้สอนจำนวนมากที่ไม่ “อิน” ในการสอนรูปแบบนี้ ผลที่ตามมาคือ เกิดอาการเบื่อหน่ายและสุดท้ายไม่อยากไปโรงเรียนหรือสถานศึกษา ผู้เรียนก็เช่นกันความรู้สึกที่ห่างเหินจากสถานศึกษาจะทำให้เกิดสภาพ “บอด” ต่างๆ ตามมา

4.ด้านเศรษฐกิจ ในยุคมืดของประเทศช่วงระยะเวลานี้ผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่ใช้แรงงานเพื่อรับค่าตอบแทนในแต่ละวัน ธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ขนาดย่อยและการบริการต่างๆ หลายรูปแบบต้องปิดกิจการไปผลที่ตามมาคือผู้คนอดอยากทั้งประเทศ ฉะนั้นการพยุงเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการใช้จ่ายอย่างประหยัดของทุกคน อนึ่ง ประการที่สำคัญรัฐต้องมองว่าการเยียวยาแบบไหนที่จะไม่เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว สิ่งที่สำคัญคือการ “กู้หนี้ยืมสิน” มาใช้จ่ายในปัจจุบันนั้นต้องพิจารณาถึงกรรมร่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

5.การเมือง ในยุคนี้ดูเหมือนการเมืองเข้ามาครอบงำกิจการต่างๆ ของความเป็นรัฐชาติมากกว่าเดิม ระดับเสียงต่างๆ ของประชาชนกลายเป็นลมที่พัดผ่านก้อนหินเท่านั้น หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนตามหลักของการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีจะเห็นว่าทุกรัฐชาติที่มีความเจริญศิวิไลซ์นั้น “เสียงของประชาชนคือ เสียงของการพัฒนา (Voice of Development)” ยิ่งไปกว่านั้นวาทกรรมที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ดูยังเป็นพันธุกรรมที่ยากจะผ่าเหล่า (Mutation) ด้วยเหตุนี้การกระทำที่ดีเพื่อประโยชน์ที่ควรเกิดขึ้นโดยจริตที่แท้จริงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกระดับนั้นคือการดูแลประชาชนเป็นอย่างดีและที่สำคัญอย่าให้ทุกอย่างสังเวยกับการเมืองก็พอ

จากยุคมืดสู่ยุคสว่าง: ทางออกที่สำคัญ

ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมมีทางออกหรือวิธีการที่เหมาะสมเพียงแต่ผู้บริหารรัฐชาติจะหยิบยกปัญหาเหล่านั้นมาจัดการแก้ไขแบบเร่งลำดับความสำคัญก่อนหลัง(First priority) หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นต้องมีการไต่สวนถึงเหตุปัจจัย (Cause and Effect) ที่เกิดขึ้นและที่สำคัญอย่าเอาชีวิตของประชาชนมาเป็น “ห้องทดลอง” โดยเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการพิจารณาถึงการบริหารจัดการที่ล้มเหลวและไม่ได้ใจจากประชาชนส่วนใหญ่ สิ่งที่ง่ายที่สุดเพื่อแสงสว่างของรัฐชาติที่จะมีขึ้นคือ การลาออก คงจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด….ขอรับเจ้านาย!!!!

ธงชัย สมบูรณ์