เดินหน้าชน : เร่งอัดฉีด

ดูเหมือนอารมณ์ของผู้คนตอนนี้อาจจะรู้สึกถึงความผ่อนคลายลงมาบ้าง จากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19
ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ

ตัวเลขผู้ติดเชื้อเคยขึ้นไปสูงถึงวันละ 2 หมื่นกว่า จนสูงสุด 2.3 หมื่นกว่าราย เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงกลางสิงหาคมที่ผ่านมา

แต่ในช่วงปลายสิงหาคม ลดลงเหลือระดับ 1 หมื่นกว่าแก่ๆ ไล่ลงมาเรื่อยๆ ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดลดลงไปได้บ้าง

แม้ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจะยังคงสูง วันละกว่า 200 ราย บางวันใกล้ 300 ราย

มีคำถามตามมามากว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่โชว์ เป็นตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงได้แค่ไหน หรือเป็นตัวเลขสามารถควบคุมได้ เป็นตัวเลขกดปุ่มออกมาให้ลดลง อย่างที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสงสัย

เพราะตอนนี้การตรวจด้วยชุดตรวจด้วยตัวเอง หรือเอทีเค ประชาชนเริ่มเข้าถึงกันได้มากขึ้น แม้จะยังมีคำถามถึงเรื่องคุณภาพมีมาตรฐานดีจริงหรือไม่ และราคายังคงสูงอยู่

แต่สักพักเมื่อมีสินค้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เกิดการแข่งขันมากขึ้น ปัญหาต่างๆ น่าจะคลี่คลาย

ยกเว้นภาครัฐต้องไม่สร้างเงื่อนไข หรือกฎระเบียบ จนทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงของประชาชน เหมือนกรณีวัคซีน ยังมีคำถามว่า ทำไมในยามสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ภาครัฐไม่ปรับตัวการทำงาน อย่ายึดระเบียบเกินกว่าชีวิตของคนที่จะต้องสูญเสียไปจากความล่าช้า

ดังนั้น เมื่อชุดตรวจเอทีเคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ยอดผู้ติดเชื้อก็น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะตรวจได้มากขึ้น

หรือเป็นเพราะช่วงนี้เข้าสู่สมรภูมิ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังสูงอยู่ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ย่ำแย่ไปกว่าเดิม จึงต้องทำให้ตัวเลขลดลงเข้าไว้

หรืออาจเป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐจริงๆ จึงทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลง เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นผลมาจากการปฏิบัติเมื่อประมาณ 14 วันที่แล้ว จากช่วงระยะเวลาของพฤติกรรมโควิด-19

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีทั้งนั้น ทำให้หลายคนเริ่มมีความหวังว่า หรือว่าช่วงเวลาวิกฤตสุด ในแง่การแพร่ระบาด ผ่านพ้นไปแล้ว

นับจากนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาของการฟื้นตัว เพราะวัคซีนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ภูมิคุ้มกันหมู่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอีกไม่นาน

ความเป็นอยู่ของผู้คนกำลังจะค่อยๆ กลับคืนมาเหมือนก่อนช่วงโควิด แม้จะไม่เหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะโควิดไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะยังอยู่กับเราต่อไป และไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะเจอเวอร์ชั่นใหม่ แรงกว่านี้ก็ได้

เพียงแต่เราสามารถปรับตัวและหาทางรับมือกับมันได้ จากหลายๆ วิธี ทำให้มันกลายเป็นโรคประจำถิ่น เหมือนไข้หวัดใหญ่ไปในที่สุด

แต่สิ่งสำคัญตอนนี้ เมื่อปัญหาเรื่องโรคระบาดเริ่มคลี่คลาย แต่ปัญหาเรื่องปากท้องยังหนักหนาสาหัส รัฐบาลจึงต้องเร่งหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงเป้าหมาย

ทีมเศรษฐกิจจะต้องเร่งทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ ออกมาโดยเร็ว

ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยเหมือนปกติ แล้วหวังว่าจะมีส่วนช่วยผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ ที่กำลังสาหัส เพราะคงไม่เพียงพอ และตอนนี้คนทั่วไปก็แทบไม่มีกำลังซื้อแล้ว

ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจไทยบอบช้ำมาก มีคนตกงานผู้ประกอบการต้องเลิกกิจการ จำนวนมาก

หากรัฐบาลยังมัวอืดอาดยืดยาด อ้างติดระเบียบโน่นนี่นั่น แล้วปล่อยไปแบบนี้ จะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายจากการฟื้นไข้ช้า เพราะอีกหลายชีวิตรอไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง และปัญหาหนี้สินต่างๆ

ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จะต้องใช้จังหวะนี้ เร่งหาทางอัดฉีด เพื่อให้ไทยฟื้นไข้โควิดโดยเร็ว เร่งผลักดันโครงการต่างๆ ที่น่าสนใจออกมาให้ได้ เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน

ก่อนที่ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจำนวนมาก กำลังจะไปต่อไม่ไหว จะต้องเร่งช่วยต่อลมหายใจ ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon