วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น แต่พรุ่งนี้กลับเป็นอื่น…

วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น แต่พรุ่งนี้กลับเป็นอื่น...

ขึ้นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ-กันยายน วันนี้วันสุดท้ายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีรวม 6 คน 4 วัน อภิปรายจบวันนี้ ไปลงมติพรุ่งนี้ วันเสาร์ที่ 4 กันยายน ผลเป็นอย่างไร ด้วยเหตุเป็นอย่างนั้น

แต่การเมืองไม่มีสมมุติ เหตุเป็นอย่างหนึ่ง ผลกลับเป็นอีกอย่างหนึ่งเสมอ

การอภิปรายคราวนี้ มีรายการตลกนำจากคณะ “สมพงษ์ พงษ์มิตร” โดยผู้นำฝ่ายค้าน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเสนอญัตติ อ่านชื่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนเอาใหม่แก้เป็น พลเอกประยุทธ์ ยงใจยุทธ แล้วแก้เป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากนั้นจึงอ่านญัตติว่า “พลเอกประยุทธ์ เป็นบุคคลไร้ภูมิปัญญา ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้ความสามารถ เป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว เสียหายร้ายแรงทุกด้าน ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มติ ครม. สั่งการลักษณะกลืนน้ำลายตัวเอง ปล่อยปละละเลยมาตรการป้องกันการระบาดเชื้อโควิด-19 จัดหาวัคซีนไม่โปร่งใส ปล่อยให้มีการทุจริตแสวงหาประโยชน์

“พฤติกรรมพลเอกประยุทธ์มีลักษณะค้าความตาย คิดการใหญ่โตสร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กอบโกยผลประโยชน์บนซากศพและคราบน้ำตาประชาชน และยังลุแก่อำนาจใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรงตามนิสัยถนัด ใช้จ่ายงบประมาณจัดซื้ออาวุธของกองทัพต่อเนื่อง…”

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ร่ายยาวต่อไปอีกสองสามเรื่องก่อนสรุปบางเรื่องว่า การที่ประชาชนติดเชื้อเสียชีวิตจำนวนมากเป็นผลมาจากความไร้ภูมิปัญญา ไม่ยึดประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ใจดำ ทรยศความไว้วางใจจากประชาชน จากความโอหังและเสพติดอำนาจทำให้อยู่ในสภาพคนเป็นโรคโอหังคลั่งอำนาจ ไม่อยู่ในภาวะผู้นำประเทศ หากปล่อยให้บริหารประเทศต่อไปจะนำซึ่งความหายนะ ที่กล่าวว่า-ผู้นำโง่ เราจะตายกันหมด เพราะคนโง่คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ…

คือหัวข้อ “ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องตอบคัดค้านข้อกล่าวหานั้น รวมถึงข้อกล่าวหาจากบรรดาสมาชิกพรรคฝ่ายค้านอีกจำนวนมากยาวนานถึง 4 วัน และต้องจบภายในวันนี้ เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจวันพรุ่งนี้

เสียงของสมาชิกรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา) วันนี้ รวมทั้งสิ้น 487 คน เป็นฝ่ายรัฐบาล 277 คน (พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา และพรรคต่ำสิบ) ฝ่ายค้าน 210 คน (เพื่อไทย ก้าวไกล เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ พลังประชาชนชาวไทย) ต่างจากรัฐบาล 66 เสียง การไว้วางใจต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 243 เสียง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นกับเสียงของการไม่ไว้วางใจนอกจากพรรคฝ่ายค้านแล้วจะมีพรรคสนับสนุนรัฐบาลหันมาร่วมด้วยบ้างหรือไม่

ถึงวันนี้ ไม่น่าจะมีพรรคสนับสนุนรัฐบาลพรรคใด หรือคนไหน “ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนไหน” เว้นแต่เสียงสนับสนุนจะมากน้อยกว่ากันเท่านั้น ซึ่งจะเป็นใครพรุ่งนี้เป็นอันรู้กัน

นั่นคือ “เกมการเมือง” ประเทศไทย

จบจากพรุ่งนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ “โควิด-19” น่าจะลดน้อยถอยลงอันเนื่องมาจากประชาชนได้รับวัคซีนขยายตัวมากขึ้น จำนวนผู้ไม่ได้รับวัคซีนน้อยลงไปทำให้น่าจะเกิด “ภูมิป้องกันหมู่” ตามระบบสถิติ

เมื่อปริมาณผู้ติดเชื้อไวรัสลดลง สถานการณ์ย่อมคลี่คลายตัวลง การไปมาติดต่อค้าขายย่อมสะดวกและคล่องตัวขึ้น แม้ยังประมาทไม่ได้ ต้องระวังตัว “หยุดเชื้อเพื่อชาติ” ต่อไป

กระนั้น ภาวะเศรษฐกิจน่าจะกระเตื้องขึ้น เดือนนี้เดือนหน้าควรเป็นนิมิตหมายที่ดีทำให้เกิดความหวังว่า ก่อนสิ้นปีและปี 2565 มกราคม จะเป็นปีแห่ง “หายใจโล่งอก” ของประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่ง

เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon