คนเราที่เกิดมาในโลกนี้จากท้องแม่ ไม่ว่าจะเป็นชาย หรือหญิง จากวัยเด็กสู่วัยรุ่น จะได้รับการเลี้ยงดูจากบิดา-มารดา ต่อมาก็จะเป็น “ครู” เป็นพ่อแม่ลำดับสอง ได้รับการกล่อมเกลาอบรมเลี้ยงดูให้เป็น “คนดี” เจริญเติบโตทั้งทางกายใจ จิตใจ อารมณ์ มีวุฒิภาวะเข้ากับสังคมได้
แต่การเจริญเติบโตนอกจากสายเลือด หรือว่าด้วยพันธุกรรมที่ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่สู่ลูกหลานก็มีผลส่วนหนึ่ง แต่ว่าปัจจัยภายนอกที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงความเจริญรุ่งเรืองด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และโดยเฉพาะความเจริญด้านการสื่อสารเจริญรุ่งเรืองมากอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า “สังคมสื่อสารเทคโนโลยี” มี “อิทธิพล” อย่างมากต่อพฤติกรรมวิถีชีวิตทำให้ “เด็กรุ่นใหม่” เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หากเทียบกับยุค “คุณพ่อ คุณแม่” ของเขาช่วงสั้นๆ แค่หนึ่ง-สอง ทศวรรษ สังคมอดีตจะอบรมสั่งสอนให้พ่อแม่ดูแลลูกคนโต คนที่ 2 คนที่ 3 และต่อมาจะให้พี่คนที่ 1 ดูแลคนที่ 2 และที่ 3 ลดหลั่นกันลงไป จนกระทั่งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะอบรมดูแลท้ายสุด คือ ให้ช่วยตัวเองพึ่งตัวเองให้ได้ แล้วต่อไปก็ช่วยดูแลคนอื่นต่อไป นี่คือวัฒนธรรมไทยๆ ที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือพระสงฆ์องค์เจ้า ก็จะบอกเสมอว่าทางภาษาบาลีว่า “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เป็นหลักในครองชีวิตตนเอง ดูแลตนเองไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง หรือผลที่สุดที่จะไปกระทบต่อตนเองเดือดร้อนนั่นเอง มีเรื่องเล่ากรณีตัวอย่างของ “สาวๆ” 2 คน เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ฐานะความเป็นอยู่ใกล้เคียงกัน มีวิถีชีวิตต่างกันไม่มากแต่ได้รับการเลี้ยงดูต่างกันไม่มากนัก แต่ต่างกันที่ “จิตใจกับอารมณ์” ความว่า…
รายแรกนามสมมุติ “น.ส.แดง” อยากเป็น “โสด” แบบ “สด” จะต้องทำตัวแบบใด และหลักธรรมข้อใดที่ชายหนุ่มหญิงสาวครองโสดควรจะยึดไว้เพื่อชีวิตที่จะไม่เหงา
‘ในประเด็นหรือเรื่องนี้ลำดับแรกต้องมีตัวเองเป็น “กัลยาณมิตร” การที่เราจะใช้ชีวิตครองความเป็นโสด ที่จริงมีคุณธรรมหลายอย่างที่จะส่งเสริมให้เรามีตัวเองเป็นกัลยาณมิตร เช่น “สัปปุริสธรรม” 7 คือ จะต้องเป็นคนที่ดำรงชีวิตอย่างรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาลเวลา รู้ชุมชน รู้บุคคล ถ้าเราเป็นอย่างนี้จะคุ้มครองตัวเองได้ เพราะคุณธรรมอย่างนี้จะไม่ทำให้เราทำเหตุแห่งความประมาท คือ การที่จะมีชีวิตที่ต้องดูแลตัวเอง ต้องไม่ให้มีความเหงามันจะทำให้เราดูงดงามอยู่ในทุกๆ ที่ คือ
ถ้าเราไม่เหงาแล้วเรางามทั้งนั้น ถ้ามันเหงาก็ไม่งามไม่เหงาก็งดงาม ความงดงามแห่งจิตใจสำคัญมาก ถ้าเรามีความหนักแน่นมั่นคงในการกระทำทุกอย่างก้าววิถีชีวิตย่างคนที่มี “ตัวเอง” เป็นเพื่อน คนคนนี้จะไม่นำเหตุแห่งความเหงาเลย
บางทีเรามองว่าคนที่อยู่คนเดียวมักจะเหงา แต่เคยเห็นไหมว่าคนที่อยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากๆ ก็เหงาได้ เห็นไหมว่าความเหงาไม่ได้อยู่ที่คนมากหรือน้อย แต่มันอยู่ข้างใน ว่ามีตัวเองเป็นเพื่อนหรือเปล่า บางคนอาจอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่เหงา ในขณะที่บางคนอยู่คนเดียว แต่ไม่เคยเหงาเลย เพราะชีวิตมันรวมพลังเป็นความหนักแน่นมั่นคง แล้วเป็นประโยชน์อยู่ตลอดเวลากับการทำหน้าที่ในทุกๆ ย่างก้าวของเขา คำว่า “โสด” จึงเป็นคำที่มองดูแล้วเหมือนกับจะเป็นพฤติกรรมของคนที่อยู่คนเดียว และคำว่า “ชีวิตเดียวในท่ามกลาง” หมายถึง ไม่ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางผู้คนหรือสังคมก็ตาม แต่เราเป็นอิสระจากการกระทบถึงจะอยู่ในท่ามกลางแต่เราก็กลายเป็นคนที่มีชีวิตหนักแน่นมั่นคง งดงามเป็นอิสระและไม่เหงาได้
เพราะฉะนั้นคนโสดที่ไม่ได้แต่งงานแล้วคิดว่าแต่งงานเพื่อเราจะได้ไม่เหงา ขอบอกว่ากำลังคิดผิด คนที่แต่งงานแล้วเหงาในท่ามกลางชีวิตมีคู่มีมากมาย และคนที่ไม่ได้แต่งงานแต่ชีวิตเขาไม่เหงาเลยก็มี เพราะฉะนั้น “ข้างนอก” กับ “ข้างใน” นี้เป็นคนละเรื่อง ควรใช้ชีวิตที่อุทิศเพื่อผู้อื่นบ้าง ฝึกเสียสละความรู้ความสามารถที่มีของการปฏิบัติธรรม มันจะทำลายความเห็นแก่ตัวของเรา เวลาเราทำงานกับคนอื่นๆ เพื่อผู้อื่นเราต้องอดทนมาก ต้องยอมกันได้ คอยกันได้ ใจคอกว้างขวาง ให้อภัยเมื่อมีการกระทบ ตัวตนของเราจะเล็กลง ชีวิตโสดแต่ไม่เห็นแก่ตัวจึง “สด” อยู่ด้วยจิตที่เต็มไปด้วย ความเบิกบาน ชุ่มชื่น เยือกเย็น แจ่มใส ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนรายที่ 2 ชื่อ “น.ส.ขาว” เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่แคร์ความรู้สึกใคร เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง แม้แต่เรื่องบนเตียง หากไม่ถูกใจก็หันหลังให้ทันที ทำอย่างไรจึงจะลดดีกรีอารมณ์ลงไปได้
“น.ส.ขาว” เป็นคนที่เชื่อมั่นตัวเองสูง เอาตัวเองเป็นใหญ่ แต่กระทบและกระเทือนง่าย จึง “ทุกข์” เพราะหลงอารมณ์ ถึงแม้จะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ก็พ่ายแพ้หลงอารมณ์ของตัวเอง แล้วยังผูกเงื่อนปมแห่งอารมณ์เอาไว้อีก ไม่เว้นแม้แต่เรื่องบนเตียง หากพิจารณาดูแล้ว “น.ส.ขาว” ดูว่าจะเป็นคนที่น่าสงสารอยู่ไม่น้อยที่หาความสุขไม่ได้เอาเสียเลย ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไร
การภาวนา คือ การมองให้ลึกลงไปในวิถีแห่งชีวิตมีจะแปรเปลี่ยนจิตใจของเราให้ตื่นขึ้นจากพายุอารมณ์ ถ้าหาก “น.ส.ขาว” อยากจะลดดีกรีของอารมณ์ก็ควรทำความเข้าใจเสียก่อนว่า “อารมณ์” ก็เป็นเพียงแค่ “อารมณ์” เท่านั้น แต่ “จิต” หรือ “ความคิด” เป็นผู้รู้ “น.ส.ขาว” อย่าหลงอารมณ์ ไม่ให้อารมณ์ครอบงำ ต้องหมั่นฝึกฝนที่จะเห็นถึงความไม่เที่ยงของ “อารมณ์” ที่มากระทบ มองให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ (คือ มีสติ ระลึกได้) แล้วก็พยายามระงับหรือฆ่ามัน หรือลบมันให้มันเป็นศูนย์ คุณก็จะอยู่บนหนทางแห่งความพ้นทุกข์ได้แล้ว เมื่อมีอารมณ์มากระทบจงอย่าหวั่นไหว หนักแน่นเข้าไว้เหมือนภูเขาใหญ่ เมื่อมีลมมากระทบก็ยังมั่นคงอยู่ ลมก็พัดผ่านไป เราจะไม่กระเทือนได้ง่าย จงเห็นทุกข์โทษของการปล่อยใจแล้วกระแทกออกไปบ่อยๆ จนเราขาดความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ได้ใช้ชีวิตจริง
ขอให้ “น.ส.ขาว” ตื่นจากพายุของอารมณ์เถิด แล้วความเชื่อมั่นก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจมั่นแห่งจิต ลองฝึกกายใจอย่างมีสติ เพื่อเปิดประตูเข้าสู่ความตั้งมั่นแห่งจิตที่ดีกว่า แล้วชีวิตของ “น.ส.ขาว” เองก็จะเป็นอิสระอย่างมั่นใจได้จริงๆ นั่นคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ต้องฝึกพึ่งตนเองชนะมารร้ายที่ครอบงำออกไปให้ได้ด้วยตนเอง ตรงกันข้าม หากเราขาดการฝึกฝนด้วยความไม่รู้จริง โง่เขลาเบาปัญญา หรือรู้ทั้งรู้ก็ยังปล่อยจิตใจตามใจตนเองให้ “อารมณ์” อยู่ “เหนือจิตใจ” ด้วยประมาท หรือจงใจก็ช่วยไม่ได้นั่นคือ “ตกนรกทั้งเป็น” ทุกข์กายทุกข์ใจ นอกจากตัวเองแล้ว ครอบครัวพ่อแม่ พี่น้องก็จะเป็นทุกข์ได้ ท้ายสุดที่จะเข้าตำราที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ถ้า “ตามใจตนจะจนใจเอง” ไงเล่าครับ
ท้ายสุดขอฝากแฟนๆ มติชนทุกท่าน ด้วยการดูแลสุขภาพของตนเอง และคนในครอบครัวให้ปลอดภัยจากโรคไวรัสโควิด-19 ด้วยหลัก 5 ประการ
1.เร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ตัวเราเองให้ครบ อย่าลืม “3 อ.” ออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อารมณ์ดี 3 ลด : ลดอ้วน ลดละเหล้า ลดละบุหรี่
2.ใส่ Mask 100% ทุกที่ทุกเวลา
3.กินร้อนช้อนส่วนตัว อาหารจานเดียว แยกกันทาน
4.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ แอลกอฮอล์เจล
5.สังเกตตัวเอง ถ้ามีอาการไข้หวัด ไอ ไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา ไอมากขึ้น หายใจขัด รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ ไงเล่าครับ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

