หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘ยาน’ ในพุทธศ...

‘ยาน’ ในพุทธศาสนา

5.09.21 | 13:15 น.

พระไตรปิฎกฉบับสากล

ผมได้รับหนังสือดีเล่มหนึ่งคือ “พระไตรปิฎกฉบับสากล : วิถีธรรมจากพุทธปัญญา” พิมพ์เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต้นฉบับภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “Guidance and Insight From The Buddha : Common Buddhist Text” การที่พระไตรปิฎกฉบับนี้ได้รับฉายาว่าเป็นฉบับสากลนั้น อาจเป็นเพราะว่าเป็นผลงานความร่วมมือของพุทธศาสนิกนานาชาติ และครอบคลุมเนื้อหาจากพระสูตรและพระคัมภีร์ทั้งของเถรวาท มหายาน และวัชรยาน รวมความยาว 1143 หน้า สำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาพุทธศาสนาอย่างผม หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เห็นภาพสายธรรมสายต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่และยืนยาวผ่านกาลเวลา

พระไตรปิฎกฉบับสากลสรุปแก่นสารของทุกสายธรรมว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไม่เรียกร้องให้ใครเชื่อ หากสอนให้รู้จักการใคร่ครวญภายในที่เป็นอานิสงส์ต่อตัวผู้ปฏิบัติเอง กล่าวคือ สอนให้

1) รู้จักคำนึงถึงผู้อื่นและมีเมตตา

2) เรียนรู้ที่จะมองเห็นเหตุแห่งการบีบคั้น และรู้จักปล่อยวางเหตุดังกล่าว ด้วยทัศนคติที่เป็นกุศล

Advertisement

3) รู้จักมองชีวิตและธรรมชาติของชีวิตอย่างชาญฉลาด รวมทั้งตระหนักถึงข้อจำกัดของมนุษย์

ประเด็นที่จะขอนำเสนอในบทความนี้ เป็นเรื่องราวโดยย่อของนิกายหลักสามนิกาย ที่ได้มาจากการอ่านบทนำของพระไตรปิฎกฉบับสากลดังกล่าว โดยใช้ศัพท์บางคำรวมทั้งคำว่า “ยาน” เป็นตัวนำเรื่อง

ชาวพุทธ

ก่อนอื่น ขอแสดงการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของชาวพุทธปัจจุบันดังนี้

1) พุทธศาสนาในเอเซียใต้ เป็นแบบเถรวาทโดยมีคำสอนแบบมหายานสอดแทรกอยู่บ้าง สายธรรมนี้ถือปฏิบัติกันในศรีลังกา ไทย พม่า/เมียนมา กัมพูชา และลาว และมีผู้ปฏิบัติจำนวนหนึ่งในบางส่วนของหลายประเทศของเอเซีย รวมผู้ปฏิบัติทั้งหมดได้ประมาณ 150 ล้านคน

2) พุทธศาสนาในเอเซียตะวันออก เป็นแบบมหายาน สายธรรมนี้ถือปฏิบัติกันในจีนรวมถึงไต้หวัน (ยกเว้นทิเบตและมองโกเลีย) เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น รวมผู้ปฏิบัติทั้งหมดได้ประมาณ 360 ล้านคน

3) พุทธศาสนาในเอเซียกลาง ที่รู้จักกันในนามของอุตรนิกายนั้น เป็นแบบวัชรยาน สายธรรมนี้ถือปฏิบัติกันในทิเบต มองโกเลีย และภูฏาน และมีผู้ปฏิบัติจำนวนหนึ่งในบางส่วนของเนปาล อินเดียตอนเหนือ และรัสเซีย รวมผู้ปฏิบัติได้ประมาณ 18 ล้านคน

มีชาวพุทธที่อยู่นอกเอเซียประมาณ 7 ล้านคน รวมชาวพุทธทั้งสิ้นประมาณ 535 ล้านคน

ศัพท์บางคำมีหลายความหมาย

ก่อนที่จะกล่าวถึงความเป็นมาและคำสอนของนิกายทั้งสาม ขอเสนออภิธานศัพท์เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมายของศัพท์ที่สำคัญ ดังนี้

คำว่าพระพุทธเจ้ามีหลายความหมายที่พอจำแนกได้ดังนี้

1) ความหมายแรกหมายถึงผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนาคือ พระสิทธัตถโคตมะหรือพระศากยมุนี ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เมื่อประมาณ 2600 ปีที่แล้ว

2) หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้และสอนพระธรรมในกัลป์อื่น ๆ ในอดีตและอนาคต (ทั้งก่อนและหลังพระศากยมุนี)

3) พระสาวกพุทธะ หมายถึงผู้บรรลุความรู้แจ้งเป็นพระอรหันต์แต่มีปัญญาน้อยกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

4) พระปัจเจกพุทธเจ้าหมายถึงผู้ตรัสรู้ในช่วงเวลาที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมิได้ตั้งสายธรรมขึ้นมาใหม่

5) หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีอยู่มากมายทั่วจักรวาลตามความเชื่อของมหายาน บางองค์ประทับในโลกธาตุเหมือนกับโลกเรา บางองค์ประทับในพุทธเกษตร (แดนแห่งพระพุทธเจ้า) อันเป็นทิพย์ เราสามารถติดต่อกับพระองค์ได้ในสมาธิ ในความฝัน ในนิมิต อีกทั้งสามารถรับคำสอนจากพระองค์ได้ด้วย

6) ฝ่ายมหายานเชื่อในเรื่องกายทั้งสาม (ตรีกาย) ของพระพุทธเจ้า ได้แก่ หนึ่ง ธรรมกายที่เป็นแก่นแท้ของปัญญาอันเป็นความว่างที่ไร้สี ไร้รูปทรง ไร้คุณลักษณะใด ๆ สอง สัมโภคกายเปรียบได้กับความใสกระจ่าง เป็นธรรมชาติที่สว่างเรืองรองของความว่าง และสาม นิรมาณกายคือส่วนที่สำแดงปรากฏออกมาในรูปลักษณ์สารพัน

คำว่าโพธิสัตว์เป็นคำที่ยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายในคำสอนของนิกายทั้งสาม

1) ฝ่ายเถรวาทเชื่อว่าก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ นับแต่ที่ทรงตั้งปณิธานไว้ในอดีตชาติจนกระทั่งบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะพระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้มีจิตผูกพันในการบรรลุโพธิ (หรือการตรัสรู้)

2) ในจารีตมหายานและวัชรยาน คำว่าโพธิสัตว์ใช้เรียกบุคคลในอุดมคติ ที่มุ่งจะสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยความกรุณา ด้วยการบรรลุความรู้แจ้งโดยสมบูรณ์ซึ่งจะเอื้อให้สั่งสอนธรรมได้อย่างช่ำชองและชาญฉลาด

สังเกตได้ว่านิกายทั้งสามสอนว่าเป้าหมายการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนิก อย่างไรก็ดี ฝ่ายเถรวาทมองว่าเป้าหมายนี้ยากลำบากมาก จึงไม่เหมาะที่จะคาดหวังให้ทุกคนเดินทางสายนี้ ชาวพุทธเถรวาทควรหวังในอรหัตตผลเป็นสำคัญ แต่ก็มีชาวเถรวาทบางคนดำเนินบนมรรคาพระโพธิสัตว์อันยาวไกล

พระไตรปิฎกบาลี

คำสอนพุทธศาสนามีการถ่ายทอดทั้งทางวาจาและทางลายลักษณ์อักษร เอกสารข้อเขียนเป็นหลักฐานอ้างอิง และใช้ในการสืบทอดสายธรรมอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการบอกเล่าจากอาจารย์มาสู่ศิษย์ ในการสังคายนาครั้งแรก พระเถระ 500 รูปได้สาธยายร่วมกันหลังพุทธปรินิพพานได้ประมาณ 3 เดือน คำสอนของพระพุทธองค์แบ่งเป็นคำสอนที่เป็นพุทธวจนะหรือที่พระสาวกได้แสดงไว้ และพระอภิธรรมที่เป็นระบบคำสอนในรูปของธรรมที่ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล และยังมีพระวินัยที่พระองค์ทรงบัญญัติ ผลการสังคายนาครั้งแรกได้ผ่านมติของที่ประชุมพระสาวก และเป็นที่ยอมรับของชาวพุทธทุกนิกาย

เดิมที คำสอนและพระวินัยที่สรุปจากการสังคายนาครั้งแรกอยู่ในรูปของมุขปาฐะ คือส่งผ่านทางวาจาโดยการสาธยายเป็นหมู่คณะ เพราะในสมัยนั้น แทบไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นภาษามคธ ซึ่งเป็นภาษาชาวบ้านทั่วไปที่มีแต่คำศัพท์ต่าง ๆ แต่ไม่มีไวยากรณ์ คำจารึกที่ปรากฏบนเสาอโศกเป็นภาษามคธ มีคัมภีร์ภาษาสันสกฤตหรือภาษาอื่นของอินเดียที่บันทึกผลการสังคายนาครั้งแรกก่อนการเขียนพระไตรปิฎกบาลี น่าเสียดายที่คัมภีร์ดังกล่าวสูญหายไปเกือบหมด ที่รักษาไว้บ้างอยู่ในรูปของการแปลเป็นภาษาจีนหรือทิเบตหรือพบจากการขุดค้นทางโบราณคดี แต่ก็ขาดความสมบูรณ์

คัมภีร์บาลีเริ่มต้นบันทึกที่ศรีลังกาประมาณ 20 ปีก่อนคริสตกาล น่าสังเกตว่าภาษาบาลีเป็นภาษาเขียนที่มีไวยากรณ์ แต่ไม่ปรากฏว่ามีชนชาวอินเดียกลุ่มใดใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ภาษาบาลีในพระไตรปิฏกเป็นภาษาที่อุดมด้วยไวยากรณ์ และมีความสละสลวยเช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต คัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาบาลีมีชื่อว่า “มูลกัจจายน์” เข้าใจว่าผู้แต่งเป็นพระภิกษุวรรณะพราหมณ์ในตระกูล “กัจจายนะ” นั่นเอง คัมภีร์บาลีถือเป็นมรดกสำหรับชาวพุทธทุกนิกาย ที่ฝ่ายเถรวาทอนุรักษ์ไว้ตั้งแต่ยุคต้น ๆ แม้ว่าบางส่วนของพระไตรปิฎกบาลีจะเกิดขึ้นหลังสมัยพุทธกาลอย่างเห็นได้ชัด

ขอกลับมาที่อภิธานศัพท์อีกเล็กน้อย ศัพท์ที่ขอยกมาคือคำว่า “สูตร” กับ “ศาสตร์” สูตรหรือพระสูตรนั้นถือว่าเป็นพุทธวจนะ หรือถ้าเป็นคำสอนของพระสาวกก็ถือว่าพระพุทธองค์ทรงให้ความเห็นชอบด้วยวาจาหรือโดยปริยาย ทั้งนี้เพื่อความน่าเชื่อถือของพระสูตรนั่นเอง อย่างไรก็ตาม พระสูตรที่เขียนขึ้นภายหลังพุทธกาลทั้งที่รวมไว้ในพระไตรปิฎกบาลีก็ดี และที่ไม่รวมไว้และเป็นพระสูตรมหายานก็ดี ต่างก็มีวิธีอธิบายว่าเนื้อหานั้นสืบเนื่องมาแต่พระพุทธองค์หรืออ้างอิงพระพุทธองค์อย่างไร

สำหรับคำว่า “ศาสตร์” นั้นจะหมายถึงข้อเขียนที่เป็นการประมวลพระสูตร เป็นการสอนการปฏิบัติธรรมด้วยวิธีอันแยบคาย เป็นคำอธิบายหรืออรรถกถาของพระสูตร เป็นการวิเคราะห์ในเชิงทฤษฎี เป็นหลักปรัชญาพุทธอันลุ่มลึก ฯลฯ ทั้งนี้ จะปรากฏชื่อของผู้แต่งอย่างชัดเจน เราขอเรียกศาสตร์เหล่านี้โดยรวม ๆ ว่าคัมภีร์ (treatise) เมื่อเวลาผ่านไปหลังเสด็จปรินิพพาน ได้มีการแตกแขนงความคิด ความเชื่อ และวิธีปฏิบัติเป็นสำนักหรือนิกายย่อยมากมาย ซึ่งจะเน้นพระสูตรบางฉบับและคัมภีร์ที่เขียนโดยปรมาจารย์หรือคุรุบางคน

นิกายในยุคต้น ๆ (ก่อนเถรวาท) นิกายหนึ่งคือนิกาย “สรวาสติวาท” ประมวลพระสูตรที่เขียนเป็นภาษาสันสกฤตของนิกายนี้ได้สูญหายเกือบหมด แต่จากการเปรียบเทียบส่วนที่หลงเหลืออยู่กับ “สุตตันตปิฎกภาษาบาลี” พบว่ามีความใกล้เคียงกันมาก แสดงว่า “วรรณคดีพระสูตร” ที่มีมาตั้งแต่ยุคต้น ๆ นั้น มีข้อแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างสายธรรมต่าง ๆ ทว่าในส่วนของคัมภีร์อภิธรรมนั้น จะพบความแตกต่างระหว่างสายธรรมมากกว่าในวรรณคดีพระสูตร แสดงถึงความเป็นไปได้สูงที่พระสูตรจะสืบเนื่องมาจากถ้อยคำคำสอนของพระพุทธองค์จริง ๆ

คำว่า “ยาน”

คำถามที่น่าสนใจคำถามหนึ่งคือ ทำไมชาวพุทธนิกายเถรวาทที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงไม่ใช้คำว่านิกายหีนยาน เข้าใจว่าฝ่ายเถรวาทปฏิเสธคำว่ายาน และไม่ยอมรับคำว่าหีนยานที่ฝ่ายมหายานตั้งให้ เพราะเห็นว่าเป็นวาทกรรมที่มหายานได้เปรียบ คำว่าหีนยานหมายถึงยานหรือพาหนะขนาดเล็ก ไม่เหมือนมหายานที่เปรียบเสมือนยานขนาดใหญ่ที่นำผู้คนและสรรพสัคว์ไปถึงฟากฝั่งแห่งโพธิได้ในจำนวนมาก ฝ่ายเถรวาทมักมีคติว่า เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นทำตัวเราให้ดีก่อน แล้วสังคมโดยรวมก็จะดีขึ้นด้วย ต่างคนต่างขวนขวายไปด้วยกันนั่นแหละ ผู้ที่ทำกรรมดีมากกว่าจะหลุดพ้นวัฏสงสารไปก่อน การรู้แจ้งไม่ต้องอาศัยไปกับยานของใคร สรุปก็คือในทัศนะของเถรวาท ไม่ขอใช้คำว่ายาน

ยุคต้น ๆ ระหว่างพุทธกาลกับต้นคริสตกาล อาจถือเป็นยุค “วรรณคดีพระสูตร” หลังจากนี้อาจถือเป็นยุค “วรรณคดีพระศาสตร์” ที่เขียนขึ้นภายหลังโดยรู้ชื่อผู้เขียนโดยไม่ต้องผูกเรื่องให้สืบสาวถึงพระพุทธองค์เหมือนพระสูตร ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในยุควรรณคดีพระสูตรได้สูญหายไปมาก อีกทั้งยังต้องการการศึกษาค้นคว้าอีกไม่น้อย เลยต้องใช้จินตนาการและมีการคาดคะเน (speculation) มากสักหน่อย รวมถึงเรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปถึงการก่อกำเนิดของนิกายมหายานด้วย

มหายาน

ปราชญ์ยุคก่อตั้งมหายานมีแนวคิดใหม่ ๆ หลายแนวคิด ก่อนที่จะผนึกตัวเป็นสายธรรมที่สอดคล้องต้องกัน มีคำศัพท์สำคัญหลายคำที่อาจช่วยทำความเข้าใจแนวคิดเหล่านี้ คำแรกคือ “อัพยากตปัญหา” หรือปัญหาที่อยู่พ้นการคาดเดาและการใช้เหตุผลขอ

มนุษย์ และพระพุทธเจ้าเองไม่ทรงตอบ ตามจารีตเถรวาท ปัญหาดังกล่าวมีอยู่ 10 ข้อ แต่จารีตมหายานเห็นว่ามีอยู่ 14 ข้อ ปํญหาข้อหนึ่งคือว่า พระพุทธเจ้ายังคงดำรงอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือไม่หลังการปรินิพพาน มหายานเชื่อว่าพระพุทธองค์ยังคงดำรงอยู่ ดังปรากฏในพระสูตร “สัทธรรมปุณฑรีกสูตร” (เรียกสั้น ๆ ว่าปุณฑรีกสูตรหรือพระสูตรบัวขาว) และ “มหาปรินิรวาณสูตร” เป็นต้น พระสูตรเหล่านี้กล่าวถึงการดำรงอยู่ของพระพุทธเจ้าในลักษณะที่หลากหลาย ดังที่ได้กล่าวถึงในอภิธานศัพท์ของคำว่าพระพุทธเจ้าไปบ้างแล้ว

ในประเด็นความสัมพันธ์กับหีนยาน มหายานยอมรับหีนยาน ถือว่ารวมอยู่ในมหายานและสมบูรณ์ได้โดยอาศัยมหายาน แนวคิดหนึ่งในปุณฑรีกสูตรที่ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักของมหายานคือ “อุปายโกศล” หมายความว่าความฉลาด (โกศลหรือเกาศัลยะ) ในอุบาย (อุปายะ) หรือวิธีการที่ฉลาด พุทธศาสนาทุกนิกายยอมรับว่า พระพุทธองค์ทรงใช้อุปายะปรับเนื้อหาคำสอนให้เหมาะกับอุปนิสัยและระดับความเข้าใจของผู้สดับธรรม แต่ฝ่ายมหายานลงรายละเอียดไปกว่านั้นคือ สำหรับผู้สดับธรรมขั้นต้น ทรงสอนเรื่องอริยสัจ 4 และให้ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุนิพพานด้วยการเป็นพระอรหันต์ สำหรับผู้สดับธรรมขั้นสูง ทรงสอนว่า “ทุกคนสามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้” การเป็นพระอรหันต์ยังขาดความกรุณาที่แท้จริง เป็นการหลีกหนีสังสารวัฏโดยการปล่อยให้สรรพสัตว์ที่ยังไม่รู้แจ้

ดิ้นรนปกป้องตนเอง ดังนั้น ควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ชี้แนะสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น และตั้งเป้าหมายที่จะเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด

คัมภีร์มหายานไม่ยึดติดกับกรอบตัวอักษรที่มีผู้บอกว่าเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ แต่มุ่งไปยังเป้าหมายที่พระพุทธองค์ประสงค์ยิ่งกว่าคำพูด อุปมาอุปมัยในเรื่องนี้คือ การเน้นที่คำพูดเหมือนการเน้น “นิ้วที่ชี้พระจันทร์” ส่วนการเน้นเป้าหมายเหมือนการมุ่งไปยัง “พระจันทร์” เรื่องนี้นำไปสู่คำศัพท์อีกคำหนึ่งคือ “ไวปุลฺย” ที่แปลว่า “กว้างขวาง” หรือ “ขยาย” หมายถึงการขยายสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน โดยอ้อม โดยนัย หรือโดยอุปมา “การขยาย” ที่สำคัญมากคือการขยายเรื่องขันธ์ 5 และอริยสัจ 4 ตามแนวคิดไวปุลฺย ทุกข์มีเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ (สมุหทัย) จึงสามารถดับได้ ส่วนสิ่งที่มีสารัตถะในตัวเอง ไม่อิงอาศัยสิ่งใด ย่อมไม่แปรเปลี่ยน (ไม่เป็นอนิจจัง) จึงดับไม่ได้ การดับทุกข์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าทุกข์เป็นสิ่งตายตัว หรือมี “สวภาวะ” ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง (having inherent existence) สรุปก็คือ ทุกข์และสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์เป็นความว่างจากสวภาวะ (empty of inherent existence) และเป็น “สังขตะ” หรือสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การดับทุกข์และการบรรลุโพธิจะเกิดขึ้นได้ ก็แต่ในโลกแห่งสังขตธรรมที่ว่างเปล่าเท่านั้น

ใน “วรรณคดีพระสูตร” มีพระสูตรอีกฉบับหนึ่งชื่อ “วิมลเกียรตินิรเทศสูตร” ที่มีแนวคิดใหม่ ๆ น่าสนใจ วิมลเกียรติเป็นคฤหบดีและเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีความสามารถในการนิรเทศหรือแสดงธรรมที่ลุ่มลึกกว่าบรรดาสาวกทั้งหลาย พระสูตรนี้จึงมีนัยว่า ในยานใหญ่นั้น ผู้บรรลุธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวช และฆราวาสที่มีจำนวนมากกว่าสามารถฝึกตนจนเป็นพระโพธิสัตว์ได้อย่างดี นอกจากจะผู้เปี่ยมด้วยความกรุณาแล้ววิมลเกียรติยังเป็นผู้มีปัญญาและ “อุปายโกศล” สูง ในบทหนึ่งของพระสูตร เขาใช้หลักความว่างเพื่ออธิบายความไม่แตกต่างของขั้วตรงกันข้าม (อทวิภาวะ) กล่าวคือ ในความว่าง ปรากฏการณ์ทั้งปวงมิได้แสดงสิ่งใด มิได้พูด มิได้สื่อสาร มิได้อธิบาย มิได้ประกาศ มิได้แยกแยะสิ่งใด วิธีเดียวที่จะแสดงถึง “ความไม่แบ่งเป็นสองขั้ว” ก็คืออาศัย “ความเงียบ” เพราะคำพูดทั้งหลายต้องอาศัยการเปรียบเทียบทั้งสิ้น

ฝ่ายมหายานมีคัมภีร์ที่สำคัญมากฉบับหนึ่งชื่อว่า “หฤทัยสูตรว่าด้วยความว่างและปัญญาบารมี” (ตรงกับภาษาสันสกฤตว่าปรัชญาปารมิตา) พระสูตรที่มีชื่อเสียงมากนี้มีความยาวประมาณหนึ่งหน้าเศษ ในพระสูตรนี้ พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ประกาศต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏว่า “รูปคือความว่าง เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณก็เป็นเช่นเดียวกันนี้” เมื่อพระพุทธองค์ทรงออกจากสมาธิ ก็ตรัสอนุโมทนาคำประกาศดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ชาวมหายานจึงเชื่อว่า การหมุนวงล้อธรรมครั้งแรกเกิดขึ้นในการประกาศอริยสัจ 4 เมื่อครั้งปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ที่ป่ามฤคทายวัน และการหมุนวงล้อธรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นในการประกาศศูนยตาธรรมที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นเสมือนการสถาปนานิกายมหายานนั่นเอง

เอกยานหรือตรียาน

เมื่อมีมหายานก็น่าจะมีหีนยานเป็นทวิยานคู่กัน แต่เนื่องจากฝ่ายเถรวาทมิชมชอบที่จะให้จัดนิกายตนเป็นส่วนหนึ่งของหีนยาน มหายานจึงมีคำอธิบายว่า พระพุทธองค์ทรงมีเพียงยานเดียว (เอกยาน) ได้แก่พุทธยานที่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่พระองค์ทรงใช้ “อุปายโกศล” ด้วยการแสดงวิธีการของยานทั้งสามคือ สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และโพธิสัตวยาน ตามจริตของผู้สดับธรรม เมื่อใดชาวพุทธได้พัฒนาจิตจนถึงระดับหนึ่งแล้ว พระองค์จะประทานพุทธยานอันสูงสุดแก่พวกเขาทุกคน แต่เนื่องจากมรรคาโพธิสัตว์นำไปสู่พุทธภาวะ จึงยากที่จะจำแนกระหว่างโพธิสัตวยานและพุทธยาน คัมภีร์มหายานทั้งหมดมิได้ยึดแนวคิด พุทธยาน ในฐานะที่เป็นเอกยาน หากยึดแนวคิด “ตรียาน” อันประกอบด้วย “สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และมหายาน”มากกว่า

ต่อมาเมื่อวัชรยานได้ก่อตัวขึ้น โดยมีลักษณะส่วนหนึ่งที่แยกชัดจากมหายาน แม้บางคนจะนับวัชรยานว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมหายานก็ตาม แนวคิดตรียานก็เปลี่ยนมาประกอบด้วย “หีนยาน มหายาน และวัชรยาน” ที่ถือเป็นสามสายธรรมใหญ่แห่งพระพุทธศาสนา

ธรรมชาติพุทธะและสายธรรมอันหลากหลาย

มรรคาที่นำไปสู่โพธิจิตหรือจิตที่ตื่นรู้และความเป็นพระโพธิสัตว์นั้นแสนยาก ปณิธานที่จะนำพาสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์จากสังสารวัฏนั้นทอดยาวไม่สิ้นสุด แล้วจะบรรลุพุทธภาวะได้เมื่อไรกัน จึงเกิดมีแนวคิดใหม่ เช่นที่แสดงใน “ตถาคตครรภสูตร” ว่ามี “ครรภ์” หรือ หน่ออ่อน (พีชะ) ของพระพุทธเจ้าที่ไม่ได้อยู่ไกลนัก คือทุกคนมี “ธรรมชาติแห่งพุทธะ” อยู่ในตนเอง ถึงแม้ตถาคตครรภ์จะมีลักษณะคล้ายตัวตน/อัตตา แต่กลับไม่มีตัวตน ตถาคตครรภ์คือความเป็นประภัสสรซึ่งมีอยู่ในสรรพสัตว์ เป็นสิ่งที่ต้องค้นพบด้วยการเจริญสมาธิ บำเพ็ญจนแก่กล้า จนตระหนักรู้ในพุทธภาวะที่มีอยู่แล้วในตนเอง

นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามใหม่ ๆ นักปราชญ์บางคนอาจตั้งคำถาม เช่น จะมีสัจธรรมใดไหมที่เป็นบวกมากกว่าแนวคิดที่ว่าทุกอย่าง “ว่างเปล่า” จะมีวิธีการใดไหมที่ช่วยให้บรรลุพุทธภาวะได้เร็วขึ้น เช่น ในหนึ่งชาติ จึงเกิดแนวคิดเรื่อง “มันตระ” (หรือมนตร์) ซึ่งหมายถึงการปกป้องจิตด้วยการรื้อถอนด้านลบของจิต และมุ่งพัฒนาด้านที่เป็นพุทธะของจิต เกิดแนวคิดเรื่อง “ตันตระ” ซึ่งหมายถึงความต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าธรรมชาติพุทธะจะได้รับการเปิดเผย ผ่านสายสัมพันธ์แบบตันตระระหว่างคุรุกับศิษย์ที่สืบเนื่องมาอย่างไม่ขาดสาย ความซับซ้อนของพระสูตรได้รับการสาธยายอย่างกระจ่างโดยนักปรัชญามหายาน ดังปรากฏใน “ศาสตร์” หรือคัมภีร์ทั้งหลาย และมีการศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ และบทสังเคราะห์พระสูตร มากกว่าการศึกษาพระสูตรโดยตรง มีการเรียนรู้ประวัติของอริยบุคคลผู้มีวัตรปฏิบัติอันโดดเด่นอันอาจใช้เป็นแบบอย่างได้ เหตุการณ์ทางปัญญาเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการหมุนวงล้อธรรมครั้งที่สาม ที่ตรงกับการสถาปนานิกายวัชรยานที่ประกาศ “ปรมัตถ์สัจจะ”

วัชรยาน

หมายถึงยานพาหนะที่แข็งแกร่ง คำว่า “วัชระ” มักแปลกันว่าเพชรหรือสายฟ้า และเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่อันมิอาจทำลายได้ วัชรยานยังเป็นที่รู้จักในนามของ “มันตรยาน” หรือ “ตันตรยาน” การสอนวัชรยานน่าจะพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มโยคีที่รู้จักกันนามของ “มหาสิทธา” ซึ่งส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ในอินเดียในช่วงสมัยราชวงศ์ปาละ (ค.ศ. 750 – 1120) มหาสิทธาเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดสายธรรม ซึ่งในที่สุดได้แผ่เข้าไปยังทิเบต และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนิกายต่าง ๆ ของทิเบต ในปัจจุบัน นิกายหลักของทิเบตได้แก่ ญิงมาปะ กาจูปะ สาเกียปะ และเกลุกปะ นิกายเกลุกปะได้นำพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในหมู่ชาวมองโกล และอัลตันข่านได้ถวายตำแหน่ง “ทะไลลามะ” ซึ่งหมายถึงมหาสมุทร (แห่งปัญญา) แก่ประมุขของนิกายนี้ ทะไลลามะแต่ละองค์ได้รับการยอมรับว่าเป็น “ตุลกู” ซึ่งเป็นนิรมาณกายของพระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์

จำนวนของ “ยาน”

ชาวพุทธเถรวาทถือว่าไม่มี “ยาน” แต่ผู้อื่นมักจัดไว้ในหีนยาน ต่อมาเมื่อมีนิกายมหายานเกิดขึ้น มีการแยกแยะว่ามีสามยานคือ สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และโพธิสัตวยาน รวมกันเป็นยานเดียว (เอกยาน) ในชื่อว่า “พุทธยาน” แต่ชาวพุทธมหายานนิยมเรียกโพธิสัตวยานว่ามหายาน ซึ่งรวมกับสาวกยานและปัจเจกพุทธยานได้เป็นตรียาน

ชาวพุทธวัชรยานจำแนกยานต่าง ๆ ออกเป็นเก้ายาน หรือ “นวยาน” ซึ่งแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกประกอบด้วย สาวกยาน ปัจเจกพุทธยาน และโพธิสัตวยาน ซึ่งมองได้ว่าเป็น “วิถีแห่งการสละกิเลส” กลุ่มที่สองประกอบด้วย กริยาโยคยาน อุปโยคยาน และโยคยาน รวมกันเป็น “ตันตระภายนอก” ซึ่งมองได้ว่าเป็น “วิถีแห่งความบริสุทธิ์” กลุ่มที่สามประกอบด้วย มหาโยคยาน อนุโยคยาน และอติโยคยาน รวมกันเป็น “ตันตระภายใน” ซึ่งมองได้ว่าเป็น “วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลง” คือเปลี่ยนแปลงกิเลสให้เป็นปัญญา มากกว่ามุ่งปฏิเสธกิเลส อติโยคะถือเป็นคำสอนสูงสุด โดยมีแนวปฏิบัติเรียกว่า “ซกเชน” หรือความบริบูรณ์อันยิ่งใหญ่ ที่พาผู้ปฏิบัติสู่การระลึกรู้ “ศูนยตา” หรือที่เรียกว่า ริกปะ (ปัญญาหยั่งรู้)

แม้ชาวพุทธวัชรยานจะนับจำนวนยานได้เป็นเก้า แต่ชาวพุทธส่วนใหญ่นับนิกายหลักได้เป็นหนึ่ง “วาท” และสองยาน นั่นคือ เถรวาท มหายานและวัชรยาน นั่นเอง

โคทม อารียา