สุรชาติ บำรุงสุข : แก้วร้าวในรัฐบาล!

หลายท่านที่นั่งดูความเป็นไปในการเมืองไทย จนถึงการประชุมไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในช่วงปัจจุบันแล้ว จะเห็นถึง “เกมการเมือง” อย่างชัดเจน ซึ่งน่าสนใจในครั้งนี้ว่า เกมภายในพรรคของฝ่ายรัฐบาลดูจะเป็นปัญหาต่ออนาคตของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มากกว่าการเปิดการรุกของฝ่ายค้านในสภา จนหลายฝ่ายดูจะมีข้อสังเกตคล้ายคลึงกันว่า สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นได้จริงจะต้องเป็นปัญหาของ “สนิมเกิดแต่เนื้อใน” ของพรรครัฐบาล ดังพยานจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยประการหนึ่งว่า “ไม่มีใครล้มรัฐบาลได้ดีเท่ากับคนในพรรครัฐบาลเอง”

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ด้วยจำนวนเสียงของรัฐบาลในระบบรัฐสภา ที่มีการรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ทำให้โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องยาก และการตัดสินด้วยการยกมือในรัฐสภานั้น ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคฝ่ายค้านจะเอาชนะในการอภิปรายเช่นนี้ได้ เพราะอย่างไรเสีย เสียงของฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านตั้งแต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว มิเช่นนั้น การจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

แม้ทฤษฎีรัฐศาสตร์จะกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหนทางของการเปลี่ยนรัฐบาลในระบบรัฐสภา แต่ในความเป็นแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะไม่ให้ผลเช่นนั้น เว้นแต่พรรคร่วมรัฐบาลจะตัดสินใจแตกหักเพื่อแยกตัวออก อันจะส่งผลให้รัฐบาลแพ้โหวต และล้มลงกลางสภา แต่หากไม่มีเงื่อนไขเช่นนั้นแล้ว ผลจากการอภิปรายดังกล่าวจะเป็นดังการ “เปิดโปง” ทางการเมือง เพื่อบอกให้สังคมเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล และความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล อันเป็นเสมือนกับการ “จุดไฟ” ในใจประชาชนให้มีความเห็นต่อรัฐบาลในทางลบมากขึ้น

แต่ด้วยเงื่อนไขของการเมืองแบบไทย โอกาสที่พรรคร่วมรัฐบาลจะยอมแตกหัก และเดินออกจากความเป็น “หุ้นส่วนทางการเมือง” กับรัฐบาลนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยง่าย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของผลประโยชน์ที่ยังมีอยู่ในการร่วมรัฐบาล และอีกส่วนเป็นปัญหาที่นักการเมืองทุกคนอยากเป็นรัฐบาล มากกว่าอยากเป็นฝ่ายค้าน หรือที่มีวลีอธิบายเรื่องนี้ว่า การเป็นฝ่ายค้านจะ “อดอยากปากแห้ง” แต่การเป็นฝ่ายรัฐบาลจะมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งมีอำนาจรวมศูนย์ในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ไม่มีใครจะล้มรัฐบาลได้ดีเท่ากับคนที่อยู่ในพรรครัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเสียงที่ค้ำประกันความเป็นรัฐบาลให้อยู่รอดได้มาจากเสียงพรรคหลักของรัฐบาล และเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งย่อมมีมากกว่าเสียงของพรรคฝ่ายค้านในสภาอย่างแน่นอน อันทำให้ความหวังที่จะล้มรัฐบาลด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาไทย จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความแตกแยกของพรรคฝ่ายรัฐบาล เพราะถ้าเสียงไม่แตก เสียงพรรคในฝ่ายรัฐบาลย่อมชนะด้วยตัวเอง

แต่ภาพที่เกิดขึ้นก่อนการลงมติไม่ไว้วางใจ เห็นถึงความแตกแยกที่ทำท่าจะลุกลามมากขึ้นจากคนในพรรครัฐบาลคือ “พรรคพลังประชารัฐ” จนก่อให้เกิดข่าวลืออย่างมากในช่วงวันพฤหัสบดีต่อเนื่องวันศุกร์ว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว และจะปิดฉากลงด้วยกระบวนการทางรัฐสภา โดยเสียงไม่ไว้วางใจในรัฐสภาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จนเกิดคำล้อเล่นทางการเมืองในขณะนั้นว่า “ม๊อบบนถนนอาจล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่คนจากพรรคพลังประชารัฐล้มรัฐบาลได้”

แม้ต่อมาอาจจะเกิดการ “เคลียร์ใจ” ในพรรคพลังประชารัฐได้ จนทำให้เกมการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยกระบวนการทางรัฐสภาต้องพลิกกลับ อันทำให้ข่าวลือดังกล่าวยุติลงโดนสิ้นเชิง แม้จะจบลงส่วนหนึ่งด้วยข่าวลือถึง “พลังเศรษฐกิจ” ที่สามารถเปลี่ยน “พลังยกมือ” ในรัฐสภาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แต่น่าสนใจอย่างมากว่า การพลิกกลับของเกมเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีที่จบลงอย่างง่ายดายนั้น จะยุติลงเพียงนี้จริงหรือ?

แต่หลายคนที่สนใจการเมืองไทยตอบได้ว่า การพลิกกลับของเกมในสภาอาจจะไม่ใช่จุดจบของเรื่อง แต่ในอีกด้าน เกมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกในพรรคหลักของรัฐบาลอย่างชัดเจน และความแตกแยกดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่จะยุติลงได้โดยเร็ว และหลังจากเกิดการเคลียร์ในพรรคแล้ว ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ทันที ดังนั้น สิ่งที่หลายฝ่ายจับตามองคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการปรับตำแหน่งภายในพรรค พร้อมกับการปรับคณะรัฐมนตรี และน่าสนใจจะปรับอย่างไร โดยเฉพาะการปรับคณะรัฐมนตรีในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งในพรรครัฐบาลนั้น อาจจะก่อให้เกิด “แรงกระเพื่อม” ทางการเมืองในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนอาจกลายเป็น “แรงกระแทก” รัฐบาลอีกด้วย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ รัฐบาลในอนาคตจะเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง

การคาดคะเนทางการเมืองเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายเฝ้าดูท่าทีของนายกรัฐมนตรีอย่างมากว่า พลเอกประยุทธ์จะเปิดการตอบโต้ทางการเมืองอย่างไรหรือไม่ในสัปดาห์หน้า เพราะด้วยบุคลิกและท่าทีของผู้นำทหาร ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า อาทิตย์หน้าเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตามองในทางการเมือง

พร้อมกันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคู่ขนานกับการเมืองในสภาคือ “การเมืองบนถนน” ที่ยังคงมีความร้อนแรงและแข็งขันในการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก อันเป็นเสมือนกับการ “จุดไฟ” การเมืองกองใหญ่อีกชุด ที่แผดเผาผู้นำรัฐบาลมาโดยตลอด และไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม แม้พลเอกประยุทธ์จะสามารถผ่านพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจไปได้ แต่ก็ตอบได้ว่า การเมืองของพลเอกประยุทธ์ในยุคหลังไม่ไว้วางใจจะไม่ใช่การเมืองแบบเดิม เหมือนเช่นที่เมื่อครั้งที่พลเอกประยุทธ์คุมทุกอย่างไว้ได้หมด การท้าทายที่เกิดขึ้นจากคนของพรรครัฐบาลเองนั้น เป็นภาวะ “แผ่นดินไหว” ทางการเมืองสำหรับผู้นำทหาร เพราะเท่ากับบอกว่า “ศัตรูภายใน” ของรัฐบาลอาจจะน่ากลัวกว่าม็อบบนถนน ขณะเดียวกัน ชัยชนะในสภาครั้งนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีสำหรับการชุมนุมบนถนน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นยืนยันว่า โอกาสของการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลด้วยกระบวนการทางรัฐสภาไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากการลงมติไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณว่า การเมืองจากนี้ไปจะ “มหาทุกขลาภ” สำหรับพลเอกประยุทธ์อย่างแน่นอน และชี้ให้เห็นอีกว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์กำลังอยู่ในขาลง… วันนี้ “แก้วร้าว” ในรัฐบาลแล้ว และแก้วร้าวใบนี้อาจแตกบาดมือพลเอกประยุทธ์ได้ไม่ยากในอนาคต!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon