พม่าเป็นดินแดนแห่งเทพเจ้า ที่เรียกกันว่า “นัต” (Nat) ว่ากันว่ามีนัตเป็นพันๆ องค์ แต่ละครอบครัว หมู่บ้าน หรือทุกๆ หน่วยในสังคมล้วนมีนัต หรือเรียกกันแบบบ้านๆ ว่า “ผี” เป็นของตนเอง ในขณะเดียวกันก็มีนัตที่ถือว่าเป็นนัตระดับสูง หรือ Great Nats อยู่ 37 ตน ความเชื่อเรื่องนัตอยู่คู่กับวัฒนธรรมแบบพม่าแท้มายาวนานเกือบพันปี ตั้งแต่ในยุคพุกาม และเจริญควบคู่กับพุทธศาสนาตลอดมา ดินแดนที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศ “เมียนมา” ในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงพื้นที่ของคนพุทธพม่า หรือ Burma Proper เท่านั้น แต่ยังรายล้อมด้วยพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย เมื่ออังกฤษเข้ามายึดพม่าเป็นอาณานิคม ก็จัดแจงรวมพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยเข้ามาด้วย หากแต่ปกครองได้เพียงหลวมๆ ปล่อยให้ผู้ปกครองของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ปกครอง ปัญหาทางการเมืองของพม่าจริงๆ ก่อตัวขึ้นเมื่อพม่าได้รับเอกราช นักชาตินิยมที่เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษส่วนใหญ่เป็นคนพม่า และด้วยคนพม่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ จึงทำให้คนพม่ากลายเป็นผู้นำของสหภาพพม่าที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1948 ไปโดยปริยาย
ในส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ พวกเขาตั้งคำถามมาตลอดว่าเหตุใดคนพม่าต้องขึ้นเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้ระบอบเผด็จการของนายพล เน วิน รัฐบาลของคนพม่ายิ่งกระชับพื้นที่ และพยายามเปลี่ยนกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นพม่ามากขึ้น ความขัดแย้งอีรุงตุงนังในพม่าไม่ใช่เพียงการไม่ลงรอยกันของกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนตามแนวชายแดน อคติทางด้านชาติพันธุ์ และบทบาทของกองทัพที่อย่างไรเสียก็จะไม่ยอมปล่อยให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิปกครองตนเอง แนวคิดเรื่อง “มหาบะหม่า” (Maha Bamar) หรือชนชาติพม่าอันยิ่งใหญ่ คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารในปี 1962 การปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์อย่างรุนแรงและยาวนาน และการไม่ยอมปล่อยให้ฝ่ายพลเรือนยึดหัวหาดในฝ่ายบริหาร เพราะเกรงว่าฝ่ายพลเรือนจะละลายแนวทางการสร้างความยิ่งใหญ่ให้คนพม่า ตลอดจนไปผูกสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ และชาติตะวันตก ซึ่งอาจทำให้ “วัฒนธรรมอันดี” และ “ประวัติศาสตร์” ที่บรรพบุรุษพม่าสั่งสมมาเลือนไปได้
การมองกลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็นศัตรูของชาติมีมาตั้งแต่วันแรกที่พม่าได้รับเอกราช แต่เมื่อเวลาผ่านไป ศัตรูของรัฐ (ซึ่งก็หมายถึงศัตรูของกองทัพและคนพม่าทั้งผอง) เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้า และรวมถึงคนรุ่นหนุ่มสาวสายก้าวหน้า ที่ต้องการกันกองทัพออกไปจากการเมือง และปฏิรูปประเทศตามครรลองประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยประเทศ การขับเคี่ยวระหว่างคนรุ่นใหม่ ฝ่ายก้าวหน้า กับฝ่ายอนุรักษนิยมที่นำโดยกองทัพ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อนายพลเน วินทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลพลเรือนของอู นุในปี 1962 แต่ในเวลานั้น กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นคนกลุ่มน้อยของสังคม การประท้วงจึงจำกัดอยู่ในวงของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ รวมถึงประชาชนที่มีหัวก้าวหน้าเกินยุคสมัย ตลอด 26 ปีที่นายพลเน วิน ปกครองพม่า ก็เกิดการประท้วงย่อมๆ หลายครั้ง เช่น ข้อพิพาทระหว่างนักศึกษาและรัฐบาล BSPP ของนายพลเน วิน เรื่องการจัดพิธีศพของอู ถั่น อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ในปี 1974 แต่ไม่มีครั้งใดที่พลังนักศึกษาและประชาชนจะผนึกกำลังกับแข็งแกร่งเท่ากับการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการเน วิน ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 1988 และมาพีคในช่วงปลายปี เหตุการณ์ในปี 1988 เป็นเหมือนกับชัยชนะของประชาชน ที่สามารถขับไล่นายพลเน วินออกไปได้ในที่สุด แต่ประชาชนเหมือนกับดีใจเก้อ เพราะไม่นานก็มีคณะรักษาความสงบชุดใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อ
แม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปและพรรค NLD ของด่อ ออง ซาน ซูจีได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น แต่คณะทหารที่เข้ามาใหม่ในนาม SLORC ก็ประกาศไม่รับรองผลการเลือกตั้ง ในต้นทศวรรษ 1990 บรรยากาศทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในพม่าเริ่มดีขึ้นมาบ้าง แต่ในท้ายที่สุด ปัญหาเดิมๆ อย่างความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ก็ทำให้การปกครองของ SLORC และ SPDC ในเวลาต่อมาแทบไม่แตกต่างจาก 26 ปีในยุคของนายพลเน วิน SPDC ปกครองประเทศมาจนถึงปี 2010 ก็จัดให้มีการเลือกตั้ง แต่นำนายพลเต็ง เส่ง นายทหารสายประนีประนอมเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐบาลชุดใหม่ เต็ง เส่งให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศ นำนักลงทุนจากภายนอกเข้ามา และส่งสัญญาณบวกไปให้พรรค NLD ซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในปี 2015
แม้จะมีรัฐบาลพลเรือนเข้ามาปกครอง แต่เกมการเมืองในพม่ากลับไปเป็นเหมือนตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติในปี 1962 คือกองทัพไม่ไว้ใจฝ่ายพลเรือน และเกรงว่าหากปล่อยให้ฝ่ายพลเรือนปกครองประเทศต่อไป สหภาพพม่าจะรอวันแตกสลาย และอาจเป็นเหตุให้ชาติมหาอำนาจภายนอกเข้ามาแทรกแซงได้ หลังรัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างล้นหลาม มากกว่าในปี 1988 อย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่ที่ออกมาคือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคการทดลองประชาธิปไตยระหว่าง 2016-2020 ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเพียง 4 ปี แต่ก็เพียงพอให้พวกเขาเห็นความแตกต่างว่าเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตยแตกต่างจากการปกครองภายใต้ระบอบกองทัพแบบเดิมๆ อย่างไร กองทัพตอบโต้กลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง จนคนรุ่นใหม่ตัดสินใจหันหลังให้ชีวิตในเมือง เข้าป่าไปจับอาวุธขึ้นสู้พร้อมกับกลุ่มชาติพันธุ์ และตั้งกองกำลังประชาชนในนาม PDF (People’s Defence Force) พร้อมๆ กับการตั้งปีกการเมืองในนามรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government หรือ NUG) ที่เพิ่งจะประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลคณะรัฐประหารไปหมาดๆ
หลายวันมานี้ บรรยากาศในพม่าเข้าสู่ภาวะโกลาหลย่อมๆ ประชาชนเกรงว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง ประชาชนแห่กักตุนสินค้า คิวถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มและธนาคารที่แน่นอยู่แล้ว ยิ่งแน่นไปอีก แน่นอน ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ มีคำถามว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติจะมีสิทธิล้มล้างกองทัพพม่าและกลับเข้ามาฟอร์มรัฐบาลได้หรือไม่ ผู้เขียนตอบได้แบบไม่ลังเลว่า…ยากมาก ที่ผ่านมา กองทัพฝ่ายประชาชนใช้วิธีการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐ และคนที่เป็นสายให้กับกองทัพ และยังมีการซุ่มโจมตีประปราย ต่อจากนี้ เราอาจจะได้เห็นการสร้างสถานการณ์ และการลอบสังหารคนฝ่ายรัฐเพิ่มขึ้น แต่ด้วยพื้นฐานของกองทัพประชาชนเป็นคนรุ่นใหม่จากในเมือง การสร้างสถานการณ์ประเภทการลอบวางระเบิดตามสถานที่สำคัญๆ อาจจะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นไม่บ่อย การก่อการจะเป็นในลักษณะโจมตีคนฝ่ายรัฐเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมากกว่า
อย่างไรก็ดี สงครามเพิ่งเริ่มต้น จะนับศพทหารเลยก็กระไรอยู่ แม้กองทัพฝ่ายประชาชนอาจไม่ได้รับชัยชนะโดยง่าย และจนถึงตอนนี้ ผู้เขียนยังนึกไม่ออกว่าพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาอาวุธ จากฝ่ายใด แต่สัญชาตญาณผู้เขียนบอกว่าสงครามครั้งนี้ยังยืดเยื้อไปอีกนาน เพราะถ้าเข้าใจนิสัยคนพม่าแล้ว จะรู้ว่านี่คือคนที่มีลักษณะมุทะลุ ดุดัน และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดง่ายๆ
ลลิตา หาญวงษ์

