หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิปัสสนาวงศ์ใ...

วิปัสสนาวงศ์ในไทย มอญและพม่า (3)

10.09.21 | 13:00 น.
จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถเก่าวัดหนองโนเหนือ สระบุรี ราว พ.ศ.2400
พระมาลัยพบพระเมตไตรย
การพบกันนี้เริ่มปรากฏตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 17
นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

พระเจ้ามินดงทรงประนีประนอมอย่างมากกับอังกฤษ แต่อิทธิพลของอังกฤษและความอ่อนแอของอาณาจักรก็ส่งผลต่อความมั่นคงภายใน

เมื่อพระอนุชากะนองซึ่งเป็นพระมหาอุปราชคุมเสนาบดีและกองทัพถูกปลงพระชนม์ ครั้งกบฏราชบุตร ตำแหน่งมหาอุปราชเว้นว่าง ทำให้ขุนนางได้ดูแลการบริหารจัดการ คณะเสนาบดีเริ่มโต้แย้งกับคณะองคมนตรี

พระเจ้ามินดงทรงอดทนและมีอุเบกขาอย่างยิ่ง ทรงศึกษากรรมฐานตั้งแต่ครั้งเป็นเจ้าชายจากแม่ชีขิ่น ต่อมาเป็นพระอาจารย์ของราชวงศ์และที่เป็นที่ศรัทธาอย่างยิ่ง แม่ชีขิ่นเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ทุตคาวสยาดอ หรือพระชินญาณวันตะ ซึ่งเป็นพระป่าที่เขามินวุนใกล้เมืองสกาย

พระอาจารย์ทุตคาวสยาดอเดิมเป็นสามเณรน้อยใกล้เมืองฮิ่นตาดะที่เคยติดตามพระมะจีตอสยาดอมาที่อังวะ และได้รับอุปถัมภ์จากมเหสีของพระเจ้าจักกายแมงสมัยพระเจ้าปดุง ท่านเชี่ยวชาญในอภิธรรมปิฎกและเรียนปฏิบัติจากพระมะจีตอสยาดอ รวมทั้งได้รับคำชี้แนะจากพระจานีกานสยาดอ เป็นต้น เมื่อพระเจ้ามินดงเสวยราชย์ทรงแต่งตั้งท่านเป็นพระราชครูแต่ท่านประจำอยู่ที่เขามินวุน

ในขณะที่เจ้ากะนองช่วยถวายงานปฏิรูปและกองทัพพระเจ้ามินดงทรงดูแลการศาสนาด้วยพระองค์เอง ทรงให้สังคายนาพระไตรปิฎกโดยมีพระป่าเข้าร่วม แต่คณะสงฆ์สมัยนั้นก็ขัดแย้งกันมาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ว่ามีภิกษุ 2 ฝ่ายที่เคร่งครัดไม่เท่ากัน ฝ่ายที่ต้องการเพียงให้ขจัดภิกษุอนาจารเท่านั้นมีจำนวนมากกว่า ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงแยกนิกายออกไป

Advertisement

การเคลื่อนไหวให้เกิดความเป็นอิสระจากสภามหาเถรมีพระอกโปสยาดอและพระเหง็ตตวินสยาดอเป็นผู้นำ พระชเวกิงสยาดอได้เริ่มตั้งนิกายชเวกิงที่ชเวโป (สุวรรณวิรัติ หรืองดเว้นเงินทอง) ส่วนคณะเดิมเรียกว่านิกายสุธรรมาตามชื่อสุธรรมสภาของที่ประชุมมหาเถร พระอกโปสยาดอสนับสนุนให้เผยแผ่ธรรมในพม่าตอนล่าง ซึ่งพระศาสนาอ่อนแอจากการถูกอังกฤษยึดครอง ต่อมาพระอิงคะสยาดอได้ตั้งนิกายทวาระในพม่าตอนล่าง (มักว่าพระอกโปสยาดอเป็นผู้ก่อตั้ง) พระชเวกิง สยาดอและพระอิงคะสยาดอเป็นศิษย์ของพระอกโปสยาดอ

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถเก่าวัดประตูสาร สุพรรณบุรี ราว พ.ศ.2400
พระอุปคุตปราบพญามารสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศตวรรษที่ 3
พระอุปคุตเป็นปฐมาจารย์ชาวมถุราของนิกายสรวาสติวาทิน
เริ่มเล่าเรื่องเป็นสันสกฤตสมัยพุทธศตวรรษที่ 5 ต่อมาเป็นบาลีในพม่า

พระเหง็ตตวินสยาดอ ปัณฑวเถระเคยสอนราชวงศ์และต่อมาไปปฏิบัติอยู่ป่าที่ถ้ำนกหรือเหง็ตตวินบนเขามินวุน หลังพระเจ้าสีป่อถูกเนรเทศท่านเดินทางลงใต้เพื่อเผยแผ่ธรรมแล้วเกิดนิกายเหง็ตตวินขึ้น ท่านเป็นศิษย์ของพระติงกาซาสยาดอ ซึ่งเป็นศิษย์ของพระตีลองสยาดอ แต่มีการระบุว่าท่านปฏิบัติสติปัฏฐานที่เหง็ตตวินโดยลำพังและด้วยตนเอง

พม่ามีปัญหาการสืบราชสมบัติมาตั้งแต่ครั้งสิ้นเจ้ากะนอง เมื่อพระเจ้ามินดงสวรรคตได้เกิดวิกฤตในวังขึ้น อังกฤษรอจังหวะได้ 7 ปีก็บุกยึดมัณฑะเลย์และขจัดสถาบันกษัตริย์ในทันที

อังกฤษมีแนวทางแบ่งแยกและปกครองแต่ไม่ราบรื่น คนพุทธมีสถานะที่ต่ำกว่าคนคริสต์และคนมุสลิม มีการห้ามจัดการศึกษาในวัดพุทธและให้ชาวอินเดียเข้ามารับใช้ชาวอังกฤษและเป็นแรงงานราคาถูกแทน ชาวพม่าจึงยากจนลงและกลับมีอารมณ์ของการลุกขึ้นสู้ พระสงฆ์พยายามรักษาพระศาสนาและได้เข้าไปเผยแผ่ในดินแดนมอญมากขึ้น

นี้คือสภาพในช่วงเริ่มต้นของวิปัสสนาวงศ์ 2 สายหลักที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนจนถึงปัจจุบัน นิกายสุธรรมามีสายหนึ่งและนิกายชเวกิง มีอีกสายหนึ่ง ส่วนสายพระอาจารย์เหง็ตตวินสยาดอมีจำนวนน้อย อาจเป็นเพราะปฏิบัติอย่างวนวาสีและขาดองค์กรรองรับ

วิปัสสนาวงศ์หลักสายแรกมีพระอาจารย์เลดีสยาดอซึ่งเชี่ยวชาญในอภิธรรมปิฎกเป็นผู้เริ่มต้น ต่อมาท่านไปสอนบาลีที่มงยวาจึงได้ฝึกปฏิบัติจากพระอาจารย์แถบนั้น ท่านเริ่มสอนปฏิบัติที่วัดป่าเลดีทางเหนือของมงยวาในปี พ.ศ.2430 จนแพร่หลายอย่างมาก ทั้งในหมู่พระภิกษุและคนทั่วไป

พระอาจารย์เลดีสยาดอเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการสอนจากสมถวิปัสสนาที่เน้นฌานเป็นฐานมาเป็นอานาปานสติตามมหาสติปัฏฐานเพราะท่านเห็นว่าการบรรลุธรรมแบบพระสุกขวิปัสสโกไม่ต้องอาศัยสมาธิมากถึงขั้นฌาน แม้ต่อมาท่านได้ปฏิบัติถึงฌาน ท่านแนะนำอานาปานสติและเวทนานุปัสสนาทั้งในมงยวา มัณฑะเลย์และย่างกุ้ง รวมทั้งเคยเดินทางไปเผยแผ่ถึงเมาะละแหม่ง

พระอาจารย์โมยี่นสยาดอเป็นชาวสิเรียม เริ่มศึกษากรรมฐานดั้งเดิมที่อมรปุระในแบบอารักขกรรมฐานโดยเน้นพุทธานุสติ เมตตาภาวนา อสุภะและมรณสติ ต่อมาท่านไปศึกษาจากพระเลดีสยาดอแล้วไปอยู่ในป่าทางเหนือของมงยวา ท่านปฏิบัติวิเวกจนถึงวัย 60 ปีจึงได้เริ่มต้นการสอนในแถบย่างกุ้งและเมาะละแหม่ง ท่านแนะนำให้ศึกษาอภิธรรมให้ถ่องแท้เสียก่อนจึงค่อยเจริญสติปัฏฐาน ท่านเน้นปัฏฐานชั้นสูงหรือปัจจัย 24 เพื่อให้รู้จักอนัตตาก่อนการฝึกฝนภาวนา

จิตรกรรมฝาผนังบนแผ่นผ้าในพระอุโบสถวัดแก้วพิจิตร ปราจีนบุรี พ.ศ.2461
พระมาลัย 3 ภาค
พระมาลัยเป็นพระกรรมฐานชาวโรหณชนบทในลังกา พุทธศตวรรษที่ 4
เริ่มนิยมในมอญ พุกามและสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 16, 18 และ 20
เกิดไตรยภูมิพระมาไลยและมาลัยคำหลวงซึ่งนิยมมากในกรุงศรีอยุธยา

พระอาจารย์ซนลนสยาดอเป็นชาวนาที่ไม่เคยศึกษาปริยัติ การกลัวความตายทำให้ท่านได้เรียนอานาปานสติจากอาจารย์อูปาจันศิษย์ของพระเลดีสยาดอ ท่านเน้นการเจริญสติที่จุดสัมผัสของลมหายใจตามด้วยการสังเกตความรู้สึกทางกายจนเป็นสติปัฏฐาน 4 รวมทั้งให้มีสติในทุกอิริยาบถเพื่อให้เกิดพละ 5 ท่านเน้นความเพียรที่ต่อเนื่องและไม่อาศัยปริยัติ ส่วนท่านอาจารย์เท็ตเป็นสายหลักที่ริเริ่มสอนกรรมฐานแบบกลุ่มและสืบทอดการสอนต่อจากพระเลดีสยาดอ

พระอาจารย์เวบูสยาดอเป็นศิษย์ของพระซนลนสยาดอ ท่านแนะนำให้อาจารย์อูบาขิ่นซึ่งเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ใหญ่เท็ตเปิดสอนกรรมฐานและเคยไปสอนให้ที่ศูนย์นั้นด้วย ท่านเน้นอานาปานสติให้ได้สมาธิก่อนค่อยเจริญเวทนานุปัสสนา ซึ่งอาจเป็นแบบฉบับที่เคยมีมาก่อนก็ได้

ในสมัยของท่านอาจารย์อูบาขิ่นการปฏิบัติสายนี้มีความแพร่หลายอย่างมากไปถึงข้าราชการและประชาชนทั่วไป รวมทั้งได้มีการอบรมเป็นระยะเวลายาวๆ การปฏิบัติอาศัยอานาปานสติถึงอุปจารสมาธิและเจริญเวทนานุปัสสนา

พระอาจารย์โมกกสยาดอเชี่ยวชาญพระอภิธรรมปิฎกและเรียนกรรมฐานจากสกาย การปฏิบัติเริ่มจากอานาปานสติแต่เน้นจิตตานุปัสสนาและปฏิจจสมุปบาท ท่านมิได้เป็นศิษย์โดยตรงของพระอาจารย์เลดีสยาดอ

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเป็นศิษย์ของอาจารย์อูบาขิ่น ท่านสืบทอดทั้งกรรมฐานและแนวทางการอบรมที่ปรับให้เข้ากับบุคคลที่แตกต่างกันในทางภาษาและศาสนาสู่อินเดียและประเทศทั่วโลก

สำนักที่อาศัยวิธีการของพระซนลนสยาดอในระยะหลังมีพระอาจารย์แตอินกูสยาดอ อู อัคคธะใกล้เมืองไจ๊โถ่บริเวณปากแม่น้ำสะโตง ท่านเน้นอานาปานสติจนถึงขั้นฌาน ที่ย่างกุ้งมีพระกาบาเอซนลนสยาดอ อู วะระ

วิปัสสนาวงศ์หลักสายที่สองมีพระอาจารย์มิงกุนเชตวันสยาดอ อู นารทะเป็นวิปัสสนาจารย์ที่สำคัญ ท่านมีความเชี่ยวชาญในอภิธรรมปิฎกและเป็นผู้ริเริ่มการอบรมแบบกลุ่มใหญ่ ต่อมานิยมมากในพม่า ด้านการปฏิบัติท่านอาศัยมหาสติปัฏฐานสูตรหมวดอิริยาบถและสัมปชัญญะ เน้นการเจริญสติโดยมีอิริยาบถใหญ่ทั้งสี่และอิริยาบถย่อยตามการเคลื่อนไหวทางกาย

พระอาจารย์มิงกุนสยาดอศึกษาการปฏิบัติจากพระมิงกุนตอยะสยาดอ ซึ่งเป็นศิษย์พระอาจารย์นโมเถระ พระนโมเถระเคยเดินทางจากอมรปุระไปที่มิงกุนแล้วไปศึกษาจากพระอาจารย์ตีลองสยาดอที่อังวะ พระตีลองสยาดอมีชื่อเสียงในฌานอภิญญาและปกติสอนอาการ 32 ท่านเป็นพระอาจารย์ของพระชเวกิงสยาดอด้วย ต่อมาพระมิงกุนสยาดอได้ไปพำนักที่สะเทิมในราวปี พ.ศ.2453

พระธรรมธีรราชมหามุนี (วิลาส ญาณวโร) ศิษย์รุ่นแรกของพระอาจารย์ภัททันตะอาสภเถระได้เรียบเรียงถึงวงศ์นี้ว่ามาจากคณะพระโสณเถระและพระอุตตรเถระผ่านพระธรรมทัสสีและพระอริยวังสะและไม่ปรากฏการเชื่อมกับฉปฏวงศ์ การสืบทอดต่อจากพระอริยวังสะได้เว้นรายละเอียดไปจนเข้าสู่สมัยปิ้นยะ จากนั้นก็ปรากฏในอังวะ-อมรปุระ-สกายสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ที่จริงมีการตั้งข้อสังเกตว่าวิปัสสนาจารย์ต้นสายอาจอาศัยปริยัติเป็นแม่แบบ พระตีลองสยาดอศึกษาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ส่วนพระเลดีสยาดอก็ศึกษาจากพระสูตร

สำหรับวิธีการของพระอาจารย์มิงกุนสยาดอ หลวงพ่อวิลาสเรียบเรียงว่าพระตีลองสยาดอในวัย 70 พรรษาได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับปฏิบัติวิธีของสติปัฏฐานจากสหายชื่อพระเขมเถระ (หรือพระขิ่นตอยะสยาดอซึ่งศาสตราจารย์โฮท์แมนระบุว่าเป็นพระอาจารย์ของพระตีลองสยาดอ)

พระวิปัสสนาจารย์สายพระอาจารย์มิงกุนสยาดอเริ่มเข้ามาในสยามช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรผ่านพระอาจารย์ภัททันตะวิลาสะซึ่งท่านเป็นศิษย์ชาวมัณฑะเลย์ของอาจารย์อูจันดุนที่ย่างกุ้ง ท่านจึงเป็นหลานศิษย์ของพระมิงกุนสยาดอ

พระอาจารย์ภัททันตะวิลาสะแนะนำให้เห็นและพิจารณาสภาวะของรูปนามในแนวของปรมัตถธรรมและศึกษาอภิธรรมปิฎกให้มีความรู้ที่ละเอียดลึกซึ้ง ท่านเริ่มมาประจำที่วัดปรกยานนาวา มีศิษย์และพระอาจารย์จากพม่าขยายการสอนไปที่วัดระฆัง

หลวงพ่อสุข ปวโรเป็นท่านหนึ่งที่มีบทบาทด้านกรรมฐานที่วัดระฆังและวัดมหาธาตุ จากนั้นมีหลักที่หลวงพ่อแป้น ธัมมธโรที่นครศรีธรรมราช หลวงพ่อประเดิม โกมโลที่วัดเพลงวิปัสสนา พระอาจารย์ปาล อานันโทที่เวียงจันทน์ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภที่เลยและนครปฐมและหลวงพ่อสุทัศน์ โกสโลที่วัดกระโจมทอง

การปฏิบัติเน้นสติสัมปชัญญะให้มีความรู้สึกตัวและอาจกำหนดจังหวะการเคลื่อนไหวทางกายด้วย

ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์