หน้าแรก คอลัมนิสต์ เราควรมีรัฐธร...

เราควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

11.09.21 | 14:40 น.

รัฐธรรมนูญคือกติกาการปกครองของรัฐ กติกานี้ควรมาจากการเห็นพ้องต้องกันอย่างเต็มอกเต็มใจของคนส่วนใหญ่ แม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่ควรเป็นความเห็นพ้องของคนส่วนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมเคยเชื่อว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีคุณลักษณะเช่นนี้ แต่คนจำนวนหนึ่งไม่ชอบรัฐบาลทักษิณ แต่จะไปโทษรัฐธรรมนูญก็คงไม่ได้ เพราะการชุมนุมใหญ่ในครั้งนั้นกระทำได้เพราะรัฐธรรมนูญถือว่าการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธย่อมกระทำได้ อย่างไรก็ดี คนอีกจำนวนหนึ่งยกการชุมนุมมาอ้างเพื่อยึดอำนาจ โดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เหตุเกิดเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

หลังจากนั้น เหตุก็เกิดซ้ำอีกในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว ทำให้เห็นความไม่เที่ยงของรัฐธรรมนูญไทย ถ้าบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ควรจะเที่ยง เพราะได้รับความเห็นชอบของประชาชนโดยผ่านการลงประชามติ ก็ขอตอบว่าฉบับปี 2550 ก็ผ่านประชามติ ส่วนฉบับปี 2540 ก็ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แล้วฉบับ 2560 มีดีอะไร? ปราบโกงได้หรือ? ปฏิรูปจริงหรือ? คะแนนเสียงไม่ตกน้ำจริงหรือ? การบัญญัติหมวดหน้าที่ของรัฐทำให้เกิดความแตกต่างอะไรบ้างต่อประชาชน? องค์กรอิสระเป็นอิสระจากอำนาจ/อิทธิพลได้มากขึ้นหรือไม่? นวัตกรรมที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญใช้ได้หรือไม่ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติเป็นที่ยอมรับจริงหรือ? มาตรฐานทางจริยธรรมได้บังคับใช้แก่ผู้มีตำแหน่งสูงอย่างได้ผลหรือไม่? ประเด็นที่ประชาชนสงสัยคือบทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิกที่ คสช. เสนอแต่งตั้ง ว่ามีบทบาททางนิติบัญญัติเพียงใด เพราะที่เห็นเด่นชัดคือบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรีและการกำกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างน่าอึดอัด

รัฐบาลได้แถลงนโยบายเร่งด่วนว่าจะจัดให้มีการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อมา คณะกรรมาธิการศึกษาฯมีข้อสรุปว่า ประเด็นที่ควรแก้ไขมีมากมาย หากแก้ไขเป็นรายมาตรา อาจเกิดการขัดกันเองระหว่างมาตราต่าง ๆ จึงควรมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เมื่อคณะกรรมาธิการศึกษาฯ เสนอเรื่องเข้าสู่รัฐสภา รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ จึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการจัดทำญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เมื่อญัตติที่เสนอให้มี สสร. เข้าสู่รัฐสภา ก็ผ่านมติของรัฐสภาทั้งในวาระที่หนึ่งและวาระที่สอง แต่เกิดติดขัดเพราะมี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว. จำนวนหนึ่ง ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ได้หรือไม่ ศาลตอบมาว่าทำได้ แต่ขอให้ถามประชาชนโดยให้มีการลงประชามติก่อน เรื่องนี้เลยต้องรอให้มีกฎหมายประชามติฉบับใหม่ ซึ่งได้ผ่านรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 แต่ยังรอการประกาศใช้
สาระสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายประชามติคือ การเปิดทางให้ทำประชามติได้ใน 5 กรณีคือ 1) กรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2) กรณีที่ ครม. เห็นว่ามีเหตุอันสมควร 3) กรณีที่กฎหมายกำหนด 4) กรณีรัฐสภามีมติและได้แจ้งให้ ครม. ดำเนินการ 5) กรณีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเข้าชื่อกัน 50,000 ชื่อเสนอต่อ ครม. ณ จุดนี้ ผมเห็นว่าหลังจากการประกาศใช้กฎหมายประชามติแล้ว ครม. ก็ควรสานต่อตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยใช้กรณีของข้อ 2) และให้จัดให้มีการลงประชามติ เพื่อถามประชาชนว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. หรือไม่ หาก ครม. ยังไม่ริเริ่มเอง ก็ขอให้รัฐสภามีมติและแจ้ง ครม. (กรณีของข้อ 4)) ในที่สุด ถ้าทั้ง ครม. และ รัฐสภาไม่เป็นผู้ริเริ่ม ก็ยังมีกรณีของข้อ 5) คือการรวบรวมรายชื่อของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้ได้กว่า 50,000 ชื่อ ซึ่งคงทำได้แต่ก็ใช้เวลา กระนั้น 50,000 ชื่ออาจไม่ผ่าน ครม. ก็ได้ คำถามคือว่า ครม. เป็นผู้ริเริ่มเองเพื่อลดการเผชิญหน้าจะไม่ดีกว่าหรือ

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลกังวลอะไรถ้าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. รัฐบาลอาจกังวลเรื่องความสงบเรียบร้อย เพราะมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลและเรียกร้องรัฐธรรมนูญไม่ขาดสาย รัฐบาลอาจเกรงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. จะร่างขึ้นอาจไม่สมดุลและเข้าทางฝ่ายเลือกตั้งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลอาจเกรงว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะลดทอนอำนาจของรัฐราชการที่เป็นเสาหลักตามประเพณีการปกครองประเทศ รัฐบาลอาจเกรงว่า ร่างรัฐธรมนูญฉบับใหม่อาจบัญญัติความคิดที่ ก้าวหน้าŽ เกินไป เช่น การยกเลิกวุฒิสภา การยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสรรหาองค์กรอิสระ ฯลฯ จะให้ผมเดาใจรัฐบาลก็เท่านั้น จึงอยากเสนอว่า ควรจะมีใครที่รัฐบาลไว้ใจไปคุยกับรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อบอกเล่าความปรารถนาของประชาชนในเรื่องรัฐธรรมนูญ และขอทราบความกังวลของรัฐบาล ผู้ที่อาจทำหน้าที่นี้น่าจะเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา

คำถามสำคัญก็คือว่า ผู้ที่จะไปคุยกับรัฐบาลทราบความปรารถนาของประชาชนเพียงใด อันที่จริง คงจะไม่มีใครทราบได้อย่างมั่นใจหรอก เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็หลากหลายมาก และความเห็นเรื่องกระบวนการจัดทำและเนื้อหาพึงมีในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีต่าง ๆ กันไป อย่างไรก็ดี รัฐสภาเคยมีมติเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ให้มี สสร. ในวาระที่สองมาแล้ว จะถือว่าหลาย ๆ ฝ่ายยอมรับร่างดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเดินหน้าต่อไปจะได้ไหม ส่วนข้อกังวลใด ๆ ของรัฐบาล ก็ควรใช้กระบวนการสานเสวนา (dialogue) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่กันและกันในระดับหนึ่ง

Advertisement

รัฐธรรมนูญเป็นกติกาว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอำนาจเหนือในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย คสช. ฝ่ายพรรคการเมือง ฝ่าย ส.ว. ฝ่ายนักธุรกิจ ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายประชาชนที่เคลื่อนไหวอย่างสันติ ฝ่ายอื่นจะเห็นว่าไม่เป็นธรรม ถ้ากระบวนการไม่งาม ก็จะพลอยปฏิเสธผลพวงของกระบวนการไปด้วย คำถามสำคัญคือ เราจะสร้างความเห็นพ้อง ว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องการการเห็นพ้องมากกว่าการมีอำนาจเหนือได้อย่างไร

ขณะนี้ ยุทธศาสตร์Ž ความเห็นพ้องยังไม่เป็นที่ยอมรับ บางฝ่ายเชื่อในยุทธศาสตร์การกดดัน บางฝ่ายเชื่อในความมั่นคงโดยไม่อย่างเสี่ยง บางฝ่ายเชื่อในตัวบุคคลและเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องโครงสร้าง บางฝ่ายเชื่อในเรื่องผลประโยชน์ถ้าลงตัวก็ขับเคลื่อนได้ บางฝ่ายเชื่อหลักวิชาการ บางฝ่ายเชื่อหลักศรัทธา ฯลฯ ก่อนที่ยุทธศาสตร์การเห็นพ้องและการประนีประนอมจะเป็นที่ยอมรับ ต้องทำ การบ้านŽ อีกมาก จึงขอเสนอยุทธศาสตร์หลายเส้นทาง (multitrack) กล่าวคือ ใครถนัดการขับเคลื่อนกดดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ทำไป ใครถนัดการประสานงาน/ขอความร่วมมือ ก็ทำไป ใครถนัดทางวิชาการ ก็ศึกษาเพื่อตอบคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อเสียอะไร และลองเสนอหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้มีการถกแถลงกัน ก็ทำไป ฯลฯ อย่าลืมว่า ถ้าจะมีการลงประชามติถามความเห็นว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. หรือไม่นั้น ต้องมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาออกเสียงประชามติ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ (ประมาณ 26 ล้านคน) ถ้าฝ่ายราชการไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยอย่างแกน ๆ กับการลงประชามติ หากพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบแบบลมปาก หากฝ่ายเคลื่อนไหวไม่ค่อยเหลียวมองหรือเปิดรับความรู้สึกของประชาชนเท่าที่ควร หากนักวิชาการมั่นใจในหลักการต่าง ๆ โดยคิดว่าเหมาะกับสังคมไทย แต่ก็อาจไม่ใช่ หากนักธุรกิจที่มีทรัพยากรสูงเกรงว่าจะสูญเสียอิทธิพลเหนือตลาดถ้ามีการเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ไม่ได้ หากผู้ที่มีอำนาจปัจจุบันคิดว่าไม่มีใครดูแลประเทศชาติได้ดีกว่าฝ่ายตน และที่สำคัญคือ หากฝ่ายต่าง ๆ ไม่เปิดใจกว้างพร้อมที่จะพูดคุยและยอมรับหลักการความเห็นพ้องกัน ไม่ยอมรับความเสี่ยงโดยอาศัยโยนิโสมนสิการ เราก็คงไปไม่ถึงจุดหมาย เมื่อเหตุปัจจัยยังไม่พร้อม การยืนกรานในทางหนึ่งทางใดย่อมไม่ใช่หนทางที่สังคมไทยจะตั้งหลักใหม่ได้ในทางการเมือง กระนั้น การก้าวพ้นวิกฤตทางการเมืองจำเป็นสำหรับการเอาชนะวิกฤตโควิด -19 และวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน

นี่คือคำขอร้องให้แสวงความเห็นพ้อง เพื่อเราจะได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ด้วยแรงจูงใจเบื้องต้นที่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

โคทม อารียา