หน้าแรก คอลัมนิสต์ อำนาจกับสันติ...

อำนาจกับสันติวิธี โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

22.09.16 | 11:00 น.

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา เดิมที่บ้านปิ่นประภาคม ซ.ปิ่นประภาคม นนทบุรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้นำเปิดตัวคณะกู้วิกฤตชาติ เพื่อกู้วิกฤตประชาธิปไตย ร่วมด้วย พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา นายฐิติ ชัยนาม ทายาทคณะราษฎรเสรีไทย พล.ท.เวชศักดิ์ ดวงอุไร ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจากทุกภาคส่วน แต่หมายดังกล่าวถูกยกเลิกเสียก่อน

คอการเมืองเลยรู้สึกเสียดายกันไปตามๆ ไม่ได้เห็น ได้ฟังทหารแก่ไม่มีวันตาย แสดงบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลในประการใด เกี่ยวข้องกับองค์กรอำนาจใดหรือไม่ ไม่มีใครตอบ เลยทำให้เกิดเป็นประเด็นเอาไปคุยกันต่อยังไม่จบ

ขณะที่สื่อมวลชนรายงานข่าวว่าจะมีการเปิดตัวโครงการสำคัญ 1.ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 2.ปลูกต้นไม้ประชาธิปไตย 3.เปิดตัวคณะกู้วิกฤตชาติ เพื่อกู้วิกฤตประชาธิปไตย แนวคิดและอุดมการณ์ ขับเคลื่อนด้วยสันติวิธี โดยสติปัญญาและเหตุผลเป็นหลัก มีหลักการ ยึดโยง อุดมการณ์ 4 เสาหลัก 1.เทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ 2.ภักดีต่อองค์รัชทายาท 3.ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และประชาชน 4.นำพาสังคมไทยไปสู่สันติ สงบสุข สามัคคี และสังคมไทยที่ก้าวหน้าเพื่อลูกหลานในอนาคต ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง เน้นจุดยืนในผลประโยชน์ชาติและประชาชนเป็นหลัก

เมื่อระงับไปเสียก่อน ผู้คนเลยไม่รู้ว่าต้องการส่งสัญญาณถึงสถานการณ์โดยรวมว่าอย่างไร อีกทั้งกำหนดท่าทีต่อรัฐบาลและ คสช.ระดับไหน รวมถึงความพึงพอใจต่อผลงานรัฐบาลครบรอบ 2 ปี วันที่ 12 กันยายน 2559 ด้วยหรือไม่

Advertisement

โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าที การแสดงออกของผู้รับผิดชอบความเป็นไปของสังคมโดยรวม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลต่อสถานการณ์และความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

วันที่ 16 กันยายน ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จ.ภูเก็ต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พบปะประชาชนที่มาต้อนรับประมาณ 2,000 คน และกล่าวตอนหนึ่งว่า มีหลายคนถามว่าพอหรือยัง ที่บอกว่าจะขอเวลาอีกไม่นานแล้วเมื่อไหร่จะไป จึงขอถามกลับว่าวันนี้มีความสงบเรียบร้อยแล้วหรือยัง

“ขอยืนยันว่าจะอยู่ตามโรดแมป แม้วันนี้ทุกอย่างประดังประเดมาที่รัฐบาลทั้งหมด แต่เราพยายามทำเต็มที่ จึงขอความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ตนก็ต้องมองถึงประเทศชาติให้เป็นแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและไม่มีการทุจริตอีกต่อไป”

“เชื่อว่าถ้าทำดี แผ่นดินนี้ก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่หากทำไม่ดี แผ่นดินก็จะต่ำลงเรื่อยๆ เพราะคนหนักแผ่นดินยังยืนอยู่”

ใครอยู่ในข่ายหนักแผ่นดิน คนเห็นต่างระดับไหนบ้าง ไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่าคนพูดอีกเช่นกัน แต่ก็ทำให้คิดย้อนไปถึงบรรยากาศ สถานการณ์เมื่อ 40 ปีก่อน ก่อนและหลัง 6 ตุลาคม 2519

น่าสังเกตว่ายิ่งใกล้โรดแมปเลือกตั้งเข้ามาเท่าไหร่ ดีกรีความร้อนแรงของคำพูดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน สะท้อนถึงแรงกดดันที่ยังคงถาโถมเข้ามาตลอด

วิธีการตอบโต้นอกจากดำเนินการตามกฎหมายกรณีที่ฝ่ายกฎหมายเห็นว่าเข้าข่ายแล้ว อีกทางหนึ่งปรามว่าจะใช้กฎหมายหนักข้อยิ่งขึ้น และโต้ตอบแบบถึงลูกถึงคน ไม่ยอมตกเป็นเป้าถูกถล่มฝ่ายเดียว

แต่จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การโต้ตอบด้วยคำพูดแรงๆ เป็นการใช้ความรุนแรงประการหนึ่ง คือความรุนแรงทางวาจา จะถึงขั้น Hate Speech หรือไม่ก็แล้วแต่ สามารถเพิ่มความเกลียดชังต่อผู้ที่ถกพูดถึงได้ก็จริง ในทางกลับกันก็อาจเพิ่มความเกลียดชังให้กับตัวคนพูดเองได้ด้วย

ถามว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ส่งเสริม หรือทำลายบรรยากาศการเรียกร้องความเข้าใจ ความร่วมมือมากกว่ากัน

ผู้พูดต้องการสื่อถึงคนเฉพาะกลุ่มที่ทำตัวเป็นปัญหา พวกขาประจำ ต่อต้าน คัดค้านทุกเรื่องก็ตาม แต่เมื่อกล่าวคลุมๆ โดยรวมไม่ได้อธิบาย จำแนกแยกแยะขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความตึงเครียดยิ่งสูงขึ้น ยิ่งผลักคนกลางๆ ให้ห่างไกลตัวเองมากขึ้นไปอีกหรือไม่

สถานการณ์ทางการเมืองควรแก้ด้วยแนวทางการเมืองนำ ช่วงชิงมวลชนให้มาเป็นพวกตัว วิธีการสื่อสารด้วยลีลาท่าทีแบบการทหารนำ จะสามารถนำไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการเพียงไร จึงเป็นประเด็นที่น่าคิด

กล่าวถึงเรื่องนี้ ผมเชิญชวนให้ฟังแง่คิดมุมมองของ ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ สัมภาษณ์รายการมติชนวีคเอนด์ เสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ “ต้องทำให้อยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่เหมือนมีศัตรูอยู่ในบ้านตลอดเวลา ไม่เชื่อว่าความแข็งกระด้างจะจัดการกับปัญหายุคใหม่ได้”

“สภาวะบางอย่างเป็นข้อยกเว้น เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม แต่ของบางอย่างไม่ใช่สภาพที่เราปรารถนา ใช้น้ำมันมะพร้าวเติมรถอาจไปได้ชั่วคราว แต่ใช้ไปตลอดรถอาจจะพังได้”

ครับ เป็นคำพูดที่น่าฟัง น่าคิดมากทีเดียว จะใช้แนวคิด แนวทางอย่างไร ระหว่างสันติวิธีกับใช้อำนาจเป็นใหญ่เพื่อก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0