กันยายนผ่านไปค่อนเดือนแล้ว ยังไม่ช้าไปที่จะรำลึกถึงรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่ผ่านมา 10 ปีพอดี
ประกาศคณะปฏิวัติ 19 ก.ย. ชี้แจงเหตุผลในการยึดอำนาจว่า
“การบริหารราชการแผ่นดินโดยรักษาการรัฐบาลปัจจุบันได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ..”
รัฐประหาร 19 ก.ย. ได้แก้โจทย์ปัญหา 3 ข้อ คือ 1.ก่อความขัดแย้ง 2.ส่อทุจริต 3.ครอบงำองค์กรอิสระ ด้วยวิธีการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค ซึ่งมีพรรคการเมืองเจอมาตรการนี้กันระนาว บางพรรคโดนมากกว่า 1 หน รวมถึงตัดสิทธินักการเมืองอีกนับร้อยคน
ดูเผินๆ ปัญหาน่าจะจบ แต่ไม่จบ
พอเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่เป็นเป้าหมาย ได้รับเลือกตั้งกลับมาด้วยคะแนนท่วมท้น ถึง 2 ครั้ง 2 ครา
ในปี 2551 ครั้งหนึ่ง และอีกครั้ง คือ 2554
เป็นที่มาของคำว่า “เสียของ” ซึ่งที่จริง ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ การรัฐประหารตลอดมาล้วนแต่ล้มเหลว เสียของ แก้ปัญหาไม่ได้
เพราะการใช้อำนาจพิเศษไปจัดการปัญหาแทนกระบวนการปกติ ทำให้เกิดการโต้แย้งไม่ยอมรับเสมอ
การเสียของในปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 ทำให้เกิดรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ค. 2557
เพื่อไม่ให้เสียของอีกรอบ มาตรการต่างๆ หลังปฏิวัติรอบนี้ จึงเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น
รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ผู้ก่อการอยู่ในอำนาจ 14 วัน แล้วปล่อยมือให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขับเคลื่อนต่อ ภายใต้ฉายารัฐบาลขิงแก่ ซึ่งคืนอำนาจ จัดเลือกตั้ง หลังจากผ่านไป 1 ปี
รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 หลังจากยึดอำนาจ คณะทหารตั้งรัฐบาลบริหารเอง ไม่เชิญคนนั้นคนนี้มาเป็นนายกฯให้ยุ่งยาก
และอยู่ยาวมาเกิน 2 ปีแล้ว
มาตรการต่อนักการเมือง ละเอียดหนักหน่วงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน จะเหลือไปถึงสนามเลือกตั้งครั้งหน้ากี่คน ต้องมานับกันใหม่
การควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง มีข้อจำกัดมากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนชัดเจนเช่นกัน
การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปีหน้า 2560 ออกแบบกฎกติกาอย่างประณีต
คาดว่าไม่ต้องการให้ซ้ำรอยกับการเลือกตั้งเมื่อ 2551 และ 2554
เปรียบเทียบแล้ว ถ้าเป็นยาก็ตัวเดียวกัน แต่เพิ่มความแรงมากขึ้น
ครบทศวรรษของ 19 ก.ย. ส่วนหนึ่ง คือการติดตามว่า ยาแรงรอบนี้จะแก้โรคเก่าจากรัฐประหารครั้งก่อน ได้มากน้อยแค่ไหน

