หน้าแรก คอลัมนิสต์ การแก้ปัญหา แ...

การแก้ปัญหา แรงงานต่างด้าวยุค คสช. โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

23.09.16 | 12:00 น.

หลายคนคงได้ยินได้ฟังการแถลงผลงาน 2 ปีรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา โดยขาใหญ่ของ ครม.หลายท่าน

เผอิญผู้เขียนไม่ได้ฟังจนจบ เลยไม่ทราบท่านได้แถลงผลงานด้านการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวไปมากน้อยเพียงใด

ขออนุญาตช่วยแถลงเพิ่มเติม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา สภาพบ้านเมืองแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง บรรยากาศโดยรวมของประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญก็ลงมติยอมรับกันไปเรียบร้อยแล้ว

ในด้านการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ผู้เขียนถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างมาก เพราะสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือมีรัฐบาลทหารที่ให้ความสำคัญต่อปัญหาแรงงานต่างด้าวมาก และกล้าได้กล้าเสีย ถึงลูกถึงคน

Advertisement

ผลงานมีอะไร มีผลกระทบอย่างไร ขอลำดับเหตุการณ์ให้ฟังย่อๆ อย่างนี้

ลำดับแรก หลังจากการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในเวลาไม่ถึงเดือน (วันที่ 10 มิถุนายน 2557) คสช.มีคำสั่งการตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) โดยมีรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ และปลัดกระทรวงแรงงานเป็นรองประธาน พร้อมกับการแต่งตั้ง และคณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีเสนาธิการทหารเป็นประธาน และอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นรองประธาน เหตุผลเบื้องต้นอย่างที่ท่านที่สนใจปัญหาแรงงานต่างด้าวทราบ คือคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ผลงานไม่เข้าตา

ลำดับที่สอง แรงงานต่างด้าวเขมรแห่หนีกลับบ้านจำนวนมหาศาลในช่วงวันที่ 9-14 มิถุนายน 2557 (ข่าวมติชน 16 มิถุนายน 2557) เป็นที่ตกอกตกใจของนักธุรกิจเพราะกิจการหยุดชะงักโดยทันที สาเหตุที่แรงงานต่างด้าวหนีกลับเพราะกลัวทหาร เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะจับกุมแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างเอาจริง ข่าวลือว่าแรงงานเขมรหลายคนถูกจับและถูกซ้อม (บางกอกโพสต์ 17 มิถุนายน 2557) ข่าวลือว่าพวกสนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร ในประเทศกัมพูชา เป็นผู้กระพือข่าวเพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย (บางกอกโพสต์ 22 มิถุนายน 2557) และข่าวลืออื่นๆ เหตุผลที่แพร่ข่าวได้รวดเร็ว เนื่องจากโทรศัพท์มือถือที่พกติดตัวกันเกือบทุกคน ทำให้แรงงานเขมรซึ่งกลัวทหารขึ้นสมองตั้งแต่สมัยเขมรแดงไม่กล้าอยู่

ลำดับที่สาม ในวันที่ 16 มิถุนายน 2557 หัวหน้า คสช.ออกมาแถลงจุดยืนว่าจะทำการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในเมืองไทยให้เสร็จภายใน 1 ปี โดยกล่าวว่า คสช.จัดระเบียบนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยการนำแรงงานต่างด้าวที่อยู่และทำงานในไทยมาขึ้นทะเบียน ขณะเดียวกัน รองโฆษก คสช.ก็ออกมาแถลงว่า คสช.ไม่มีนโยบายที่จะทำลายล้างแรงงานต่างด้าว แต่ต้องการจัดระเบียบและแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งเกิดขึ้นในไทยมากว่า 1 ทศวรรษ (บางกอกโพสต์ 17 มิถุนายน 2557)

ลำดับที่สี่ ส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจังคือ คสช.ออกคำสั่งลงวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าวไปปฏิบัติราชการ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ไทยรัฐ 19 มิถุนายน 2557)

ลำดับที่ห้า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์สหรัฐ ลดอันดับไทยจากอันดับสอง ที่ต้องจับตามอง เป็นอันดับสาม ซึ่งแย่ที่สุดในเรื่องการค้ามนุษย์

ลำดับที่หก คสช.แต่งตั้ง กนร.และอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวใหม่ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557 โดยประธาน กนร.ยังคงเดิม แต่เพิ่มรองประธานอีก 2 ท่าน คือ ผบ.สูงสุด และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ในขณะที่อนุกรรมการประสานงานมีการเพิ่มอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นรองประธานอีก 1 ท่าน ข้อสังเกตของการปรับแก้ครั้งนี้ คือการนำฝ่ายพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่าปรัชญาการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวได้รวมมิติด้านมนุษยธรรมเข้าด้วย ผู้เขียนเดาเอาว่าการปรับแก้ กนร.และอนุกรรมการประสานงานครั้งนี้คงเกี่ยวเนื่องกับการที่ประเทศไทยถูกลดอันดับเป็นเทียร์ 3 (ต่อมามีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการของ กนร. เพิ่มอีก 4 คณะ)

ลำดับที่เจ็ด คสช.ได้แก้ไขอย่างรวดเร็วกับสถานการณ์แรงงานต่างด้าวแห่กลับบ้าน โดยวันที่ 25 มิถุนายน 2557 ได้มีคำสั่งจัดตั้งศูนย์ประสานรับแรงงานกัมพูชากลับเข้าทำงานใน 4 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี ตราด และสุรินทร์ (เริ่มดำเนินการ 26 มิถุนายน 2557) จัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ ที่สมุทรสาครเป็นแห่งแรก (เริ่ม 30 มิถุนายน 2557) และได้สั่งศูนย์แบบเดียวกันกระจายทั่วประเทศ รวม 85 ศูนย์ (ครั้งสุดท้าย เมื่อ 21 กรกฎาคม 2557) ทั้งนี้ ศูนย์ทั้งหมดที่เกิดในช่วงนี้ให้สิ้นสุดปฏิบัติการ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2557 ใบอนุญาตทำงานที่จดกับศูนย์ชุดนี้อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวอยู่ได้ ถึง 31 มีนาคม 2558

การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในห้วงเวลานี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีจดๆ จ้องๆ

ลําดับที่แปด คสช.ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 สนช.มีมติเป็นให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ในวันที่ 25 สิงหาคม 2557

ลำดับที่เก้า วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ครม.มีมติเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนครั้งใหญ่ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2559 จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 แรงงานต่างด้าวที่มาจดทะเบียนครั้งนี้จะอยู่เมืองไทยได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 และมีข่าวว่าต่อจากนี้ไปจะอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างด้าวโดยวิธีนำเข้า (MOU) เท่านั้น

ลำดับที่สิบ ในเดือนเมษายน 2559 มีการปรับ MOU ระหว่างไทยกับกัมพูชา ลาว และพม่า ครอบคลุมเนื้อหา 4 ด้าน คือ 1) ความร่วมมือทางวิชาการ 2) การยกระดับฝีมือแรงงาน 3) การจ้างแรงงาน 4) ด้านอื่นๆ ตามที่เห็นพ้องร่วมกัน และมีการทำ MOU กับเวียดนามเพื่อนำเข้าแรงงานเวียดนามลำดับที่สิบเอ็ด เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ไทยได้รับการยกระดับจากรายงานการค้ามนุษย์ให้ขึ้นเป็น Tier 2 Watch List (ระดับ 2 ประเภทที่ต้องจับตามอง) จากปี 2015-2014 ที่ประเทศไทยอยู่เทียร์ 3 ติดต่อกันมา แต่ตอนนี้คสช.ยังคงต้องลุยแก้ใบเหลืองด้านการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU: illegal, unreported and unregulated fishing) ต่ออยู่

เสียดายหมดหน้ากระดาษเสียแล้ว ยังมีผลงานและแผนการดำเนินงานในปี 2560 ที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง รวมทั้งไม่ทันได้ประเมินผลงานสิบเอ็ดข้อข้างต้นให้ดู

โดยรวม ผู้เขียนให้คะแนนผลงาน คสช.ที่ผ่านมา ในด้านนี้เป็นบวก แต่ยังคงมีการบ้านรออยู่อีกหลายเรื่อง